ชาติอาหรับเฝ้าระวังสงครามปะทุ หวั่นสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านซ้ำ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ชาติอาหรับเฝ้าระวังสงครามปะทุ หวั่นสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านซ้ำ

ความผันผวนในช่วงการเลือกตั้งอิสราเอลและการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังกระตุ้นความหวาดวิตกว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ด้วยปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นแต่เข้มข้น เพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมจำนน 


สำนักข่าวยูโรนิวส์รายงานว่า ประเทศในอ่าวอาหรับและภูมิภาคตะวันออกกลางกังวลและเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่การสู้รบในสงครามอิหร่านจะปะทุขึ้นอีกครั้ง จากรายงานข่าวที่มีน้ำหนักและรายละเอียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับ และการที่กองทัพอิสราเอลกับอิหร่านอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมระดับสูง 


ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสคาดการณ์เพิ่มขึ้นว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และการเลือกตั้งอิสราเอลในสัปดาห์หน้า ขณะที่สื่อต่าง ๆ ได้นำคำเตือนการเดินทางฉบับใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งออกเมื่อเย็นวันพุธ มารายงานในฐานะสัญญาณเร่งด่วนว่า สงครามอาจกลับมาปะทุในเวลาอันใกล้ โดยชาติอ่าวอาหรับอาจเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับผลกระทบหนักที่สุด หากความขัดแย้งขยายวงกว้างกว่าเดิม


กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จำเป็นเร่งด่วน พร้อมสมาชิกครอบครัว ออกจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจาก “การสู้รบมีแนวโน้มที่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว และลุกลามออกไปนอกพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง”

สรุปข่าว

ชาติอาหรับและประเทศในตะวันออกกลางกำลังเฝ้าระวังและเตรียมรับมือความเสี่ยงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านท่ามกลางความผันผวนในช่วงการเลือกตั้ง โดยมีการเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ในอ่าวอาหรับ ขณะที่สหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนภัยพลเมืองใน 12 ประเทศ และสั่งอพยพเจ้าหน้าที่บางส่วนในซาอุดีอาระเบีย ด้านซาอุดีอาระเบียได้เลื่อนการจัดงานสำคัญและบริษัท Saudi Aramco ได้สั่งอพยพพนักงานออกจากสำนักงานใหญ่หลังเผชิญการโจมตีจากกลุ่มฮูตี สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่าอาจเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังเผชิญวิกฤตพลังงานและปริมาณก๊าซสำรองต่ำก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

ความผันผวนในช่วงการเลือกตั้งอิสราเอลและการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังกระตุ้นความหวาดวิตกว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ด้วยปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นแต่เข้มข้น เพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมจำนน 


สำนักข่าวยูโรนิวส์รายงานว่า ประเทศในอ่าวอาหรับและภูมิภาคตะวันออกกลางกังวลและเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่การสู้รบในสงครามอิหร่านจะปะทุขึ้นอีกครั้ง จากรายงานข่าวที่มีน้ำหนักและรายละเอียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับ และการที่กองทัพอิสราเอลกับอิหร่านอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมระดับสูง 


ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสคาดการณ์เพิ่มขึ้นว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และการเลือกตั้งอิสราเอลในสัปดาห์หน้า ขณะที่สื่อต่าง ๆ ได้นำคำเตือนการเดินทางฉบับใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งออกเมื่อเย็นวันพุธ มารายงานในฐานะสัญญาณเร่งด่วนว่า สงครามอาจกลับมาปะทุในเวลาอันใกล้ โดยชาติอ่าวอาหรับอาจเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับผลกระทบหนักที่สุด หากความขัดแย้งขยายวงกว้างกว่าเดิม


กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จำเป็นเร่งด่วน พร้อมสมาชิกครอบครัว ออกจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจาก “การสู้รบมีแนวโน้มที่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว และลุกลามออกไปนอกพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง”

สื่อหลายแห่งรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูตหลายรายว่า ครอบครัวเจ้าหน้าที่สถานทูตในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน กาตาร์ และบาห์เรน ก็ได้รับคำสั่งให้ออกจากประเทศเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม ทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า รายงานเหล่านี้ “ไม่ถูกต้อง” ตอนนี้มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ ที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ฉุกเฉิน และสมาชิกครอบครัว เดินทางออกจากซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นผลจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีที่เพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนภัยระดับสูงครอบคลุมตะวันออกกลาง ให้พลเมืองสหรัฐฯ ใน 12 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย อิรัก เลบานอน จอร์แดน กาตาร์ บาห์เรน คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยเมน และอิหร่าน เพิ่มความระมัดระวัง โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อาจตกเป็นเป้าโจมตี


ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนในซาอุดิอาระเบีย ท่ามกลางความตึงเครียดที่สูงขึ้นในตะวันออกกลางและการโจมตีโดยกลุ่มฮูตี โดย หน่วยงานสถิติแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศเลื่อนการจัดงาน UN ⁠Global Data Forum และงาน  Saudi Statistics Forum ครั้งที่ 2 ไปปีหน้าแล้ว จากกำหนดการเดิมจะมีขึ้นกรุงริยาด ระหว่างวันที่ 9-12 พฤศจิกายน 


นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังเผยกับสำนักข่าวรอยเตอรส์ว่า บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ์อย่าง Saudi Aramco ยังได้สั่งให้พนักงานอพยพออกจากสำนักงานใหญ่ใน  Dhahran และทำงานจากที่อื่นแทน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ Aramco ได้สั่งอพยพสำนักใหญ่ นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน


ก่อนหน้านี้ การโจมตีของกลุ่มฮูตีได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสำนักงานใหญ่ของ Aramco และทำให้เกิดเพลิงไหม้ในหลายชั้น

ทั้งนี้ เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งอิสราเอลที่มีการแข่งขันสูสี และอาจทำให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู สูญเสียอำนาจ รวมถึงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนหน้า ซึ่งราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากผลพวงของสงครามได้สร้างความไม่พอใจแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความกังวลและกระแสคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ กับอิสราเอลอาจกลับมาโจมตีอิหร่านจึงเพิ่มมากขึ้น


แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า การพิจารณาใด ๆ เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ จะมีขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่มีสัญญาณบอกเหตุ จากการที่ สหรัฐฯ กำลังกลับมาสั่งสมกำลังรบโจมตีขนาดใหญ่ในอ่าวอาหรับ ด้วยการส่งยุทโธปกรณ์และกำลังทหารเข้าสู่ภูมิภาคเพิ่มเติม รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามและทหารอีกหลายพันนาย เพื่อสมทบกับกำลังทางเรือและทางอากาศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การบุกอิรักเมื่อปี 2003


อิหร่านเตือนมาตลอดหลายสัปดาห์ว่า ได้ปรับโครงสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศใหม่แล้ว และการโจมตีใด ๆ จะถูกตอบโต้กลับด้วยการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนทั่วภูมิภาค โดยจะรุนแรงกว่าการโจมตีชาติอ่าวอาหรับครั้งก่อน ๆ มาก และดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่าด้วย


ตามรายงานจากอิหร่าน รัฐบาลเตหะรานได้เริ่มใช้หลักนิยมที่เรียกว่า “การป้องกันแบบโมเสก” หรือ Mosaic Defence ซึ่งกำหนดให้กองกำลังอิหร่านปฏิบัติการแบบกระจายศูนย์ โดยมอบบัญชีเป้าหมายให้ผู้บัญชาการในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถสู้รบต่อไปได้ แม้กองบัญชาการส่วนกลางจะถูกทำลาย


หากสงครามเต็มรูปแบบกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้เกิดกังวลต่อการส่งมอบน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปุ๋ย จากภูมิภาคนี้ไปยังตลาดโลก และมีแนวโน้มจะทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอีกรอบ


ล่าสุด ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เตือนว่า ยุโรปกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวด้วยปริมาณก๊าซสำรองที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ และไม่สามารถรับมือกับภาวะชะงักงันด้านอุปทานเพิ่มเติมได้อีก 


บิรอลระบุว่า ทุกภูมิภาคต่างได้รับผลกระทบจากการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงัก แต่ยุโรปมีความเปราะบางเป็นพิเศษ และมีแนวโน้มต้องเผชิญต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ที่สูงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า 

เขากล่าวว่า ตามปกติ ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปจะมีก๊าซสำรองอยู่มาก แต่ปริมาณก๊าซสำรองที่มีในขณะนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก พร้อมระบุว่า การที่พลังงานกลายเป็นเรื่องการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน “ยุโรปจะเผชิญความยากลำบากทั้งในปีนี้และปีหน้า”


ทั้งนี้ ประเทศในยุโรปพึ่งพาก๊าซนำเข้ามาอย่างยาวนาน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนภาคอุตสาหกรรม และให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือนในฤดูหนาว / ก่อนเกิดสงคราม ก๊าซ LNG เกือบหนึ่งในสิบของยุโรปขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 

เวลานี้ ปริมาณก๊าซธรรมชาติในคลังสำรองของสหภาพยุโรปมีอยู่เพียงร้อยละ 72 ของความจุ ลดลงจากระดับปกติที่ร้อยละ 90 


นักวิเคราะห์ระบุว่า ส่วนที่ขาดหายไปนี้เทียบเท่ากับพลังงานที่จำเป็นสำหรับจ่ายให้บ้านเรือน 10–12 ล้านหลัง


ตามรายงานข่าว ขณะนี้รัฐมนตรีพลังงานของประเทศสมาชิกอียูกำลังพิจารณาว่า ควรขอให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจจำกัดการใช้พลังงานหรือไม่


บิรอลยังเตือนด้วยว่า ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางทางเลือก ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกด้วย

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters