ปิดฉาก IMF–World Bank 2026 ขอบคุณไทยเจ้าภาพ นัดถกต่อวอชิงตัน เม.ย. 2027

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้เศรษฐกิจโลกผ่านแรงกระแทกหลายระลอกได้ดีกว่าที่คาด แต่ความยืดหยุ่น (resilience) ไม่อาจรับประกันได้ ขณะที่ International Monetary and Financial Committee – IMFC หรือคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ เตือนถึงความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการค้าอาจกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญ ดันราคาสิค้าโภคภัณฑ์ และซ้ำเติมความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร พร้อมเรียกประเทศต่างๆ เร่งฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง รักษาเสถียรภาพราคา และเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กอร์เกียว่าระบุว่า ความสามารถในการฟื้นตัวดังกล่าวต่อแรงกระแทกหลายระลอกนั้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะดำเนินต่อไปได้โดยอัตโนมัติ สงครามและความขัดแย้งยังคงสร้างความสูญเสียด้านมนุษยธรรมอย่างหนัก พร้อมก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศอื่นๆ โดยกลุ่มประเทศยากจนและประชาชนที่เปราะบางที่สุดได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะที่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนและเพิ่มแรงกดดันด้านราคา
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของโลกที่ซับซ้อนขึ้น และกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำคัญ IMF ยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomic) และระบบการเงิน ควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโตที่ครอบคลุมและขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ตลอดจนการเสริมสร้างความยืดหยุ่นผ่านนโยบายที่น่าเชื่อถือและความร่วมมือระหว่างประเทศ
กอร์เกียว่าย้ำว่า การยุติสงครามและความขัดแย้ง รวมถึงการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนทั่วโลก ยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและต่อเสถียรภาพในระยะยาว
IMFC ชี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังเอนเอียงไปด้านลบ
IMFC ยังเห็นชอบถ้อยแถลงร่วมกัน ยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกผ่านแรงกระแทกหลายระลอกมาได้ดีกว่าที่คาด แต่พื้นที่รองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจกลับลดลง และไม่อาจรับประกันได้ว่าเศรษฐกิจจะมีความยืดหยุ่นเช่นนี้ต่อไป
IMFC ระบุว่า สงครามและความขัดแย้งยังสร้างความเสียหายด้านมนุษยธรรมและต้นทุนทางเศรษฐกิจ ขณะที่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มความไม่แน่นอนและแรงกดดันด้านราคา
ในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงช่วยกระตุ้นการลงทุนและการค้า และอาจเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังค่อนข้างทรงตัว แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกลับแตกต่างกัน โดยประเทศรายได้ต่ำและรัฐที่เปราะบางมีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งห่างจากประเทศอื่นมากขึ้น
IMFC เตือนว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังเอนเอียงไปในด้านลบ โดยหากความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้เส้นทางการค้าสำคัญหยุดชะงักมากขึ้น ซ้ำเติมแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์พลังงานที่ผ่านการกลั่นแล้ว และทำให้ความไม่มั่นคงด้านพลังงานและอาหารรุนแรงขึ้น
อีกหนึ่งความเสี่ยงมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงระบบ ประกอบกับผลกระทบต่อภาวะการเงินโลก ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่สูงและความจำเป็นในการชำระคืนหรือจัดหาเงินทุนใหม่ของหลายประเทศ ซึ่งอาจขยายความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาคและการเงินให้รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม
IMFC ยังชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น ตลอดจนความแตกแยกทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น
สรุปข่าว
คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้เศรษฐกิจโลกผ่านแรงกระแทกหลายระลอกได้ดีกว่าที่คาด แต่ความยืดหยุ่น (resilience) ไม่อาจรับประกันได้ ขณะที่ International Monetary and Financial Committee – IMFC หรือคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ เตือนถึงความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการค้าอาจกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญ ดันราคาสิค้าโภคภัณฑ์ และซ้ำเติมความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร พร้อมเรียกประเทศต่างๆ เร่งฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง รักษาเสถียรภาพราคา และเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กอร์เกียว่าระบุว่า ความสามารถในการฟื้นตัวดังกล่าวต่อแรงกระแทกหลายระลอกนั้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะดำเนินต่อไปได้โดยอัตโนมัติ สงครามและความขัดแย้งยังคงสร้างความสูญเสียด้านมนุษยธรรมอย่างหนัก พร้อมก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศอื่นๆ โดยกลุ่มประเทศยากจนและประชาชนที่เปราะบางที่สุดได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะที่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนและเพิ่มแรงกดดันด้านราคา
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของโลกที่ซับซ้อนขึ้น และกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำคัญ IMF ยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomic) และระบบการเงิน ควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโตที่ครอบคลุมและขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ตลอดจนการเสริมสร้างความยืดหยุ่นผ่านนโยบายที่น่าเชื่อถือและความร่วมมือระหว่างประเทศ
กอร์เกียว่าย้ำว่า การยุติสงครามและความขัดแย้ง รวมถึงการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนทั่วโลก ยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและต่อเสถียรภาพในระยะยาว
IMFC ชี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังเอนเอียงไปด้านลบ
IMFC ยังเห็นชอบถ้อยแถลงร่วมกัน ยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกผ่านแรงกระแทกหลายระลอกมาได้ดีกว่าที่คาด แต่พื้นที่รองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจกลับลดลง และไม่อาจรับประกันได้ว่าเศรษฐกิจจะมีความยืดหยุ่นเช่นนี้ต่อไป
IMFC ระบุว่า สงครามและความขัดแย้งยังสร้างความเสียหายด้านมนุษยธรรมและต้นทุนทางเศรษฐกิจ ขณะที่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มความไม่แน่นอนและแรงกดดันด้านราคา
ในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงช่วยกระตุ้นการลงทุนและการค้า และอาจเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังค่อนข้างทรงตัว แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกลับแตกต่างกัน โดยประเทศรายได้ต่ำและรัฐที่เปราะบางมีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งห่างจากประเทศอื่นมากขึ้น
IMFC เตือนว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังเอนเอียงไปในด้านลบ โดยหากความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้เส้นทางการค้าสำคัญหยุดชะงักมากขึ้น ซ้ำเติมแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์พลังงานที่ผ่านการกลั่นแล้ว และทำให้ความไม่มั่นคงด้านพลังงานและอาหารรุนแรงขึ้น
อีกหนึ่งความเสี่ยงมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงระบบ ประกอบกับผลกระทบต่อภาวะการเงินโลก ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่สูงและความจำเป็นในการชำระคืนหรือจัดหาเงินทุนใหม่ของหลายประเทศ ซึ่งอาจขยายความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาคและการเงินให้รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม
IMFC ยังชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น ตลอดจนความแตกแยกทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น
เร่งสร้างวินัยการคลัง รักษาเสถียรภาพราคา
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว IMFC ยืนยันว่า การส่งเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินผ่านนโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสม สอดคล้อง และความร่วมมือพหุภาคี ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและครอบคลุม
สมาชิกเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งจัดการความเปราะบางทางการคลัง และเดินหน้าปรับฐานะการคลังให้มีความยั่งยืน โดยมีกรอบนโยบายระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อรักษาความยั่งยืนของการคลังและหนี้สาธารณะ พร้อมฟื้นฟูพื้นที่รองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การปรับฐานะการคลังควรดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการรักษาการลงทุนที่มีความสำคัญต่อผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับนโยบายการเงิน IMFC ระบุว่า ธนาคารกลางยังคงมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการรักษาเสถียรภาพราคา ตามพันธกิจของแต่ละแห่ง และจะปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับ พร้อมสื่อสารแนวทางอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของนโยบาย และช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังด้านเงินเฟ้อไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร้เสถียรภาพ
IMFC ยังยืนยันว่าจะยึดมั่นมาตรฐานสากล ติดตามและจัดการความเปราะบางทางการเงิน รวมถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินอย่างใกล้ชิด
รับรอง Bangkok Blueprint รับมือภัยไซเบอร์และอาชญากรรมดิจิทัล
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี IMFC แสดงการสนับสนุน Bangkok Blueprint ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเสริมมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยด้านการเงินดิจิทัล เพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางดิจิทัล
IMFC ยังสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อเอื้อให้ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อเพิ่มผลิตภาพ พร้อมจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมให้ผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กระจายไปสู่คนในวงกว้าง
สมาชิกย้ำว่าจะร่วมมือกันจัดการความท้าทายระดับโลก และรักษาเสถียรภาพรวมถึงการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ
ในด้านการค้า IMFC ระบุถึงความจำเป็นในการจัดการความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกที่มากเกินไปและความตึงเครียดทางการค้า หลีกเลี่ยงนโยบายที่บิดเบือนกลไกตลาด และเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการปฏิรูปที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศควบคู่กับความร่วมมือพหุภาคี เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างและเป็นธรรม
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำความสำคัญของการไหลเวียนของพลังงานที่ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่น รวมถึงการยึดมั่นในหลักเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก พร้อมยืนยันพันธกรณีด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่สมาชิกได้แลกเปลี่ยนไว้เมื่อเดือนเมษายน 2021
เร่งแก้หนี้ประเทศเปราะบาง ปรับกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้
IMFC ยืนยันว่าจะสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปฏิรูปและจัดการความเปราะบางด้านหนี้ ผ่านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสม การระดมทรัพยากรภายในประเทศ และการยกระดับธรรมาภิบาล
ความช่วยเหลือจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความท้าทายของประเทศรายได้ต่ำ ประเทศรายได้ปานกลางที่เปราะบาง รวมถึงรัฐที่ได้รับผลกระทบจากความเปราะบางและความขัดแย้ง ตลอดจนประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็ก
สมาชิกยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงภายใต้กรอบ Common Framework โดยต่อยอดจากความคืบหน้าที่มีอยู่ และเดินหน้าการทำงานผ่านเวที Global Sovereign Debt Roundtable เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้เกิดขึ้นอย่างคาดการณ์ได้ ทันเวลา เป็นระเบียบ และประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ
IMFC เรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพิ่มความโปร่งใสด้านหนี้ รวมถึงเจ้าหนี้ภาคเอกชน พร้อมสนับสนุนให้เพิ่มความช่วยเหลือแก่ประเทศที่มีหนี้ยั่งยืนและมีวาระการปฏิรูปที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการเติบโต แต่กำลังเผชิญปัญหาด้านเงินทุนในระยะสั้น โดยเร่งดำเนินการตามแนวทางสามเสาหลักของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Group 3-Pillar Approach
นอกจากนี้ IMFC ยังขอบคุณสมาชิกที่ให้คำรับรองที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนความสามารถในการปล่อยสินเชื่ออย่างยั่งยืนด้วยทรัพยากรของตนเองของกองทุนเพื่อการลดความยากจนและการเติบโต (Poverty Reduction and Growth Trust: PRGT) พร้อมแสดงความคาดหวังว่าสมาชิกที่เหลือจะส่งมอบคำรับรองดังกล่าวโดยเร็ว
หนุนปฏิรูป IMF เพิ่มโควตาและเสริมความเป็นตัวแทน
IMFC แสดงการสนับสนุนวาระนโยบายระดับโลกของกรรมการผู้จัดการ IMF หรือ Global Policy Agenda และยินดีต่อการอนุมัติการทบทวนนโยบายชุดใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการกำกับติดตามเศรษฐกิจ การวิเคราะห์หนี้ การให้สินเชื่อ และการพัฒนาศักยภาพของ IMF
สมาชิกคาดหวังให้ IMF นำนโยบายที่ผ่านการทบทวนไปปฏิบัติอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมต่อสมาชิกทุกประเทศ พร้อมสนับสนุนการบูรณาการงานพัฒนาศักยภาพให้เชื่อมโยงกับการกำกับติดตามเศรษฐกิจและการให้สินเชื่อมากขึ้น
การปฏิรูปเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถระบุความเสี่ยง จัดการความไม่แน่นอน และดำเนินนโยบายที่เหมาะสมภายใต้กรอบนโยบายที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
IMFC ยังสนับสนุนการทำงานของ IMF ที่กำลังศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงต่อเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายที่เกี่ยวข้อง พร้อมคาดหวังว่าจะมีการวิเคราะห์และคำแนะนำเพิ่มเติมภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกองทุน
ในด้านโครงสร้างสถาบัน สมาชิกยืนยันความมุ่งมั่นที่จะรักษา IMF ให้มีความเข้มแข็ง มีระบบโควตาเป็นฐาน และมีทรัพยากรเพียงพอ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายความปลอดภัยทางการเงินโลก (Global Financial Safety Net)
สมาชิกคาดหวังว่าจะดำเนินการอนุมัติภายในประเทศให้เสร็จสิ้นโดยไม่ล่าช้าอีก เพื่อให้ความยินยอมต่อการเพิ่มโควตาภายใต้การทบทวนโควตาทั่วไปครั้งที่ 16 หรือ 16th General Review of Quotas (16th GRQ) มีผลคืบหน้าต่อไป
ขณะเดียวกัน หลักการชี้นำดิริยาห์ (Diriyah Guiding Principles) จะใช้เป็นแนวทางสำหรับการหารือเรื่องการปฏิรูปโควตาและธรรมาภิบาลในอนาคต รวมถึงการทบทวนโควตาทั่วไปครั้งที่ 17
ปรับการทำงาน IMF ลงทุนในบุคลากรและเพิ่มความหลากหลาย
IMFC สนับสนุนความพยายามของ IMF ในการปรับปรุงการดำเนินงานให้ทันสมัย เสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร และลงทุนในบุคลากร เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัว ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดี และพร้อมรับความท้าทายในอนาคต รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงมาใช้ภายในองค์กรอย่างรอบคอบ
สมาชิกแสดงความขอบคุณต่อคุณภาพการทำงานและความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ IMF ภายใต้ระบบที่ยึดหลักความสามารถเป็นเกณฑ์ พร้อมสนับสนุนความพยายามเพิ่มสัดส่วนผู้แทนจากภูมิภาคต่าง ๆ และผู้หญิงในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของกองทุน
IMFC ยังย้ำความสำคัญของการเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในคณะกรรมการบริหาร IMF และตำแหน่งผู้นำของคณะกรรมการ โดยสมาชิกจะดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายโดยสมัครใจที่กำหนดไว้ พร้อมยืนยันว่าการคัดเลือกผู้สมัครทุกคนควรดำเนินการตามกระบวนการที่ยึดความสามารถเป็นหลักของสมาชิกแต่ละประเทศ
ขอบคุณไทยเจ้าภาพ นัดประชุมครั้งต่อไปเมษายน 2027
ในแถลงการณ์ร่วม IMFC กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2026 ที่กรุงเทพฯ รวมถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่น
สมาชิกยังแสดงความชื่นชมต่อซาอุดีอาระเบียที่ทำหน้าที่ประธาน IMFC ได้อย่างยอดเยี่ยม และยินดีต่อการขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานของรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด อัลจาดาน (Mohammed Aljadaan) ออกไปอีกหนึ่งปี
สำหรับการประชุมครั้งต่อไป IMFC ระบุว่าคาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนเมษายน 2027 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ
ถ้อยแถลงปิดการประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังแสดงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ดีกว่าที่คาด แต่ประเทศต่าง ๆ ไม่อาจวางใจต่อความยืดหยุ่นดังกล่าวได้ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงคราม ความตึงเครียดทางการค้า หนี้สาธารณะ และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
โจทย์สำคัญหลังการประชุมจึงอยู่ที่การนำข้อผูกพันและแนวทางความร่วมมือไปปฏิบัติจริง ตั้งแต่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การจัดการหนี้ การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ไปจนถึงการทำให้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายไปอย่างทั่วถึง
- IMF คาดเศรษฐกิจไทยโต 2.1% ธปท.ดัน Bangkok Blueprint สู้ภัยการเงิน
- จาก IMF-World Bank ถึง "ไทย-ออสเตรเลีย" เมื่อการค้าเสรีถูกท้าทาย
- คลัง-ธนาคารโลก อัดฉีด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่ "เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ"
- ธนาคารอังกฤษและ IMF เตือน ! สแกมเมอร์หลอกเงิน สั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบ
- IMF อัญเชิญพระบรมราโชวาท ร.9 ชูความเพียรฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ที่มารูปภาพ : AFP
