คลัง-ธนาคารโลก อัดฉีด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่ "เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ"

Share on Line Share on Facebook Share on X
คลัง-ธนาคารโลก อัดฉีด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่ "เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ"

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ  Mr. Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 



สรุปข่าว

คลังจับมือธนาคารโลก ลุยโครงการ LCC หนุนวงเงิน 200 ล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อนไทยสู่ "เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" และยกระดับขีดความสามารถประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ  Mr. Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 



ภายใต้หัวข้อ “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” ในห้วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเน้นบทบาทของกลไก

ทางการเงินและกลไกตลาดในการสนับสนุนการลงสีเขียว การระดมทุนจากภาคเอกชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยให้ความสำคัญกับ

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกับธนาคารโลก เพื่อเร่งระดมเงินทุนและขยายการลงทุน


ด้านสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง กระทรวงการคลังจึงได้สนับสนุนให้เกิดธุรกรรมคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการ เมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC)  เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (The World Bank) ผ่านการให้วงเงินกู้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) วงเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ 

โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำไปสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้ภาครัฐและเอกชนสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Now) 

รวมถึงปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานการซื้อขายในระดับสากล โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะสนับสนุนกลไกการรวบรวม ตรวจสอบ และสร้างมูลค่าจากผลการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาด สนับสนุนการกำหนดราคาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ขายคาร์บอนเครดิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ภายในงานยังได้แสดงความก้าวหน้าของ 3 ความร่วมมือสำคัญ ที่เชื่อมโยงการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ การพัฒนาตลาดคาร์บอน และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่

ความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัว

รับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม

ความร่วมมือด้านการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตจากโครงการ LCC โดยธนาคารกรุงไทยสนับสนุนการรวบรวมคาร์บอนเครดิตและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนากลไกประมูลและค้นหาราคาที่โปร่งใส พร้อมด้วย Grab, ACEIS Electric and Power Co., Ltd. DriverAI และบริษัท

การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อหลักในอนาคต เพื่อสนับสนุนความต้องการซื้อในตลาดและต่อยอดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด 

ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐาน รวมถึงได้รับการออกเครดิตก่อนจำหน่าย ความร่วมมือระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) สำหรับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด–ระยอง 

มุ่งดึงเงินทุนภาคเอกชนสนับสนุนพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน และอุตสาหกรรมเฉพาะทางชีวภาพ และหมุนเวียน พร้อมศึกษาการเชื่อมโยงกับโครงการ LCC เพื่อเพิ่มโอกาสใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนการลงทุน

การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสอดคล้องกับนโยบายในการใช้ กลไกทางการเงินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาครัฐและสถาบันการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทในการช่วยลดข้อจำกัดของตลาดและสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่จำเป็น ขณะที่ภาคเอกชนและตลาดทุนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อโครงการมีมาตรฐาน มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสามารถประเมินความเสี่ยง และผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน 

ซึ่งกลไกทางการเงินดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจทั้งจากการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างงาน และการต่อยอดธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทย อีกทั้งยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป                                                      

ที่มาข้อมูล : คลัง

ที่มารูปภาพ : TNN