IMF คาดเศรษฐกิจไทยโต 2.1% ธปท.ดัน Bangkok Blueprint สู้ภัยการเงิน

Share on Line Share on Facebook Share on X
IMF คาดเศรษฐกิจไทยโต 2.1% ธปท.ดัน Bangkok Blueprint สู้ภัยการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สรุปผลการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีประเด็นสำคัญทั้งการประเมินเศรษฐกิจโลก แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ทั้งในปี 2569 และ 2570 ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ธปท. ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นกรอบแนวทางรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลที่จัดทำโดย IMF และกลุ่มธนาคารโลก พร้อมจัดการหารือกับธนาคารกลาง องค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินชั้นนำรวม 18 แห่ง เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงิน

IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3.1% ไทยขยายตัว 2.1%

IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี แม้เผชิญปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงิน

เศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตยังมีความเปราะบางและกระจายตัวไม่ทั่วถึง ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการใช้นโยบายเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

ประมาณการเศรษฐกิจ IMF ปี 2569-2570


ตัวชี้วัด25692570
เศรษฐกิจโลก3.1%3.4%
เศรษฐกิจอาเซียน4.9%4.7%
เศรษฐกิจไทย2.1%2.1%
เงินเฟ้อโลก4.7%4.1%


ที่มา: สรุปสาระสำคัญการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ของ ธปท.

สำหรับปี 2570 IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.4 โดยมีการลงทุนด้าน AI เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 4.7 ในปี 2569 เหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2570 หลังแรงกดดันจากราคาพลังงานและอาหารเริ่มผ่อนคลาย

ส่วนเศรษฐกิจอาเซียนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปี 2569 และร้อยละ 4.7 ในปี 2570 ขณะที่ประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตในอัตราคงที่ร้อยละ 2.1 ตลอดทั้งสองปี

IMF เตือน 3 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก หนี้สูง-ภูมิรัฐศาสตร์-AI

แม้เศรษฐกิจโลกยังรักษาการขยายตัวได้ แต่ IMF ประเมินว่าความเสี่ยงโดยรวมยังมีแนวโน้มด้านต่ำ โดยเฉพาะความสามารถในการรองรับแรงกระแทกที่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น

ความเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่

ประการแรก ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ซึ่งอาจกระทบต่อเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร

ประการที่สอง ความเสี่ยงด้านการคลังและตลาดการเงิน จากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อาจปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ประการที่สาม ความเสี่ยงจาก AI และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเสถียรภาพระบบการเงิน

IMF ยังประเมินว่าตลาดการเงินโลกโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้นจากการกระจุกตัวของเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานของราคาสินทรัพย์

ขณะเดียวกัน การปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงิน รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-bank ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงสามารถส่งผ่านระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เนื่องจากระบบการเงินทั่วโลกพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลและมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ หรือ Policy Space ลดลง ทำให้การใช้มาตรการรองรับความเสี่ยงในอนาคตมีข้อจำกัดมากกว่าในอดีต

สรุปข่าว

ธปท.สรุปประชุม IMF-World Bank 2026 คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.1% ปี 2569 และ 3.4% ปี 2570 ส่วนไทยโต 2.1% ทั้งสองปี พร้อมเปิดตัว Bangkok Blueprint วาง 12 แนวทางรับมือภัยการเงินดิจิทัล และหารือองค์กรการเงินโลก 18 แห่ง เพื่อเสริมความร่วมมือและเสถียรภาพระบบการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สรุปผลการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีประเด็นสำคัญทั้งการประเมินเศรษฐกิจโลก แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ทั้งในปี 2569 และ 2570 ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ธปท. ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นกรอบแนวทางรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลที่จัดทำโดย IMF และกลุ่มธนาคารโลก พร้อมจัดการหารือกับธนาคารกลาง องค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินชั้นนำรวม 18 แห่ง เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงิน

IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3.1% ไทยขยายตัว 2.1%

IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี แม้เผชิญปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงิน

เศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตยังมีความเปราะบางและกระจายตัวไม่ทั่วถึง ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการใช้นโยบายเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

ประมาณการเศรษฐกิจ IMF ปี 2569-2570


ตัวชี้วัด25692570
เศรษฐกิจโลก3.1%3.4%
เศรษฐกิจอาเซียน4.9%4.7%
เศรษฐกิจไทย2.1%2.1%
เงินเฟ้อโลก4.7%4.1%


ที่มา: สรุปสาระสำคัญการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ของ ธปท.

สำหรับปี 2570 IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.4 โดยมีการลงทุนด้าน AI เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 4.7 ในปี 2569 เหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2570 หลังแรงกดดันจากราคาพลังงานและอาหารเริ่มผ่อนคลาย

ส่วนเศรษฐกิจอาเซียนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปี 2569 และร้อยละ 4.7 ในปี 2570 ขณะที่ประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตในอัตราคงที่ร้อยละ 2.1 ตลอดทั้งสองปี

IMF เตือน 3 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก หนี้สูง-ภูมิรัฐศาสตร์-AI

แม้เศรษฐกิจโลกยังรักษาการขยายตัวได้ แต่ IMF ประเมินว่าความเสี่ยงโดยรวมยังมีแนวโน้มด้านต่ำ โดยเฉพาะความสามารถในการรองรับแรงกระแทกที่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น

ความเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่

ประการแรก ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ซึ่งอาจกระทบต่อเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร

ประการที่สอง ความเสี่ยงด้านการคลังและตลาดการเงิน จากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อาจปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ประการที่สาม ความเสี่ยงจาก AI และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเสถียรภาพระบบการเงิน

IMF ยังประเมินว่าตลาดการเงินโลกโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้นจากการกระจุกตัวของเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานของราคาสินทรัพย์

ขณะเดียวกัน การปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงิน รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-bank ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงสามารถส่งผ่านระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เนื่องจากระบบการเงินทั่วโลกพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลและมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ หรือ Policy Space ลดลง ทำให้การใช้มาตรการรองรับความเสี่ยงในอนาคตมีข้อจำกัดมากกว่าในอดีต

IMF ชี้ AI หนุนเศรษฐกิจ แต่ต้องเตรียมแรงงานรับการเปลี่ยนแปลง

การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับบทบาทของ AI ในฐานะเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการลงทุน การค้า ผลิตภาพ และตลาดแรงงาน

หลายประเทศได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่บางประเทศอาจยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสดังกล่าวได้อย่างเต็มที่

แม้ AI มีศักยภาพในการยกระดับผลิตภาพและคุณภาพชีวิต แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับขนาดของผลประโยชน์ ระยะเวลาที่จะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และผลกระทบต่อแรงงาน ระบบการเงิน ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

IMF จึงเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการกำหนดกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

คริสตาลินา กอร์เกียวา ย้ำเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF Managing Director เน้นย้ำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดี เร่งเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงในอนาคต ภายใต้แนวคิด "Get your house in order"

แนวทางสำคัญประกอบด้วยการลดภาระหนี้ การเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง และการดำเนินนโยบายการเงินที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา

โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ควรเร่งปรับฐานะการคลังให้มีความมั่นคง เพื่อลดโอกาสเกิดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยี AI ยกระดับมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

ธปท. เปิดตัว Bangkok Blueprint วาง 12 แนวทางรับมือภัยการเงินดิจิทัล

อีกหนึ่งผลงานสำคัญของประเทศไทยในการประชุมครั้งนี้ คือการเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งจัดทำโดย IMF และกลุ่มธนาคารโลก โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ผลักดันแนวคิด พร้อมร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะในการจัดทำ

Bangkok Blueprint มีเป้าหมายเป็นกรอบหลักการอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง แม้การประชุมประจำปีจะสิ้นสุดลงแล้ว

กรอบดังกล่าวประกอบด้วย 12 แนวทางสำคัญ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่

  • ยุทธศาสตร์ กฎหมาย และการกำกับดูแล กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
  • การจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ครอบคลุมการป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย
  • การใช้กลไกบริหารความเสี่ยงและกฎหมายที่มีอยู่ เช่น มาตรการป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ AML/CFT รวมถึงมาตรการด้าน Cybersecurity
  • การสร้างความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินที่มีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน
  • การคุ้มครองผู้บริโภค ส่งเสริมความรู้ ความตระหนัก และภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการทางการเงินได้อย่างปลอดภัย

ธปท. คาดหวังว่า Bangkok Blueprint จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือในการรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลใน 3 ด้านสำคัญ

ด้านแรก คือการรับมือภัยการเงินอย่างครบวงจร หรือ Whole-of-Ecosystem โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

ด้านที่สอง คือการเพิ่มความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับเครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินที่ดำเนินการในหลายประเทศ

ด้านที่สาม คือการยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลยังสามารถสนับสนุนนวัตกรรม การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน

เปิด Bangkok Blueprint in Action ถอดบทเรียน 4 เขตเศรษฐกิจ

นอกจากการเปิดตัว Bangkok Blueprint แล้ว ธปท. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังร่วมกันจัดทำ Bangkok Blueprint in Action ซึ่งเป็นเอกสารคู่ขนาน หรือ Compendium Paper เพื่อรวบรวมบทเรียนจากการดำเนินนโยบายจริงใน 4 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย

เอกสารดังกล่าวมีเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกสามารถนำประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมีข้อสรุปสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

ประการแรก การป้องกันภัยทุจริตต้องดำเนินการอย่างครบวงจร อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อลดช่องโหว่ที่อาชญากรอาจใช้ประโยชน์

ประการที่สอง ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและสกัดกั้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายต่อประชาชน

ประการที่สาม ควรใช้มาตรการป้องกันหลายชั้นร่วมกัน ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ไปจนถึงการตอบสนองในทุกขั้นตอน เนื่องจากไม่มีมาตรการใดสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตัวเอง

ประการที่สี่ ต้องสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความสะดวก และการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจ โดยไม่เพิ่มข้อจำกัดหรือภาระเกินความจำเป็น

ธปท. ร่วม G30 หารือสมดุลนวัตกรรมกับเสถียรภาพการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังร่วมกับ Group of Thirty หรือ G30 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก ประกอบด้วยผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคการเงิน และนักวิชาการจากหลายประเทศ จัดงาน G30 International Banking Seminar

การเสวนาจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance" เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในยุคดิจิทัล

ธปท. ให้ความสำคัญกับแนวคิด Responsible Innovation Framework ซึ่งมุ่งสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

แนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง IMF กลุ่มธนาคารโลก และ ธปท. ในการผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถนำหลักการไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง

ผู้เข้าร่วมการเสวนาเห็นตรงกันว่า AI และนวัตกรรมทางการเงินมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพระบบการเงิน แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับขนาดและความรวดเร็วของผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการจัดทำกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน AI ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และเปลี่ยนแปลงกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยี พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลอย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพ

ธปท. หารือ 18 องค์กรการเงินโลก เสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าหารือทวิภาคีกับธนาคารกลาง องค์กรการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินชั้นนำของโลก รวม 18 แห่ง

การหารือมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความเสี่ยงและความท้าทายที่ภาคการเงินต้องเตรียมรับมือในอนาคต

อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความพร้อมของระบบการเงินไทยในระยะข้างหน้า

สำหรับธนาคารกลางที่ ธปท. เข้าหารือ ประกอบด้วย

  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) โดยมีชื่อ Kevin Warsh ปรากฏในรายละเอียดการหารือ
  • ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) โดยนาย Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน
  • ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) โดยนาย Martin Schlegel ประธานคณะกรรมการบริหาร
  • ธนาคารกลางฝรั่งเศส (Banque de France) โดยนาย Emmanuel Moulin ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส
  • ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS)
  • ธนาคารกลางภูฏาน (Royal Monetary Authority of Bhutan)
  • ธนาคารกลางโอมาน (Central Bank of Oman)
  • ธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank)
  • ธนาคารกลางออสเตรีย (Oesterreichische Nationalbank)
  • ธนาคารกลางเดนมาร์ก (Danmarks Nationalbank)
  • ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB)

การหารือกับองค์กรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ ทั้งด้านเสถียรภาพระบบการเงิน การกำกับดูแล การพัฒนานวัตกรรม และการเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่

ไทยเดินหน้าความร่วมมือการเงินโลก หลังประชุม IMF-World Bank 2026

ผลการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความไม่แน่นอน โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.1 ในปี 2569 และร้อยละ 3.4 ในปี 2570 ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 2.1 ทั้งสองปี

สำหรับประเทศไทย ผลงานสำคัญของ ธปท. คือการผลักดัน Bangkok Blueprint ให้เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือภัยการเงินดิจิทัล พร้อมนำบทเรียนจาก 4 เขตเศรษฐกิจมาพัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนวัตกรรมทางการเงินผ่านเวที G30 และการหารือกับองค์กรการเงินระดับโลก 18 แห่ง ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านนโยบาย การกำกับดูแล และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินไทยในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

บรรณาธิการออนไลน์