IMF เตือนแม้สงครามจบแค่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น
ภาพสินค้าแบรนด์เนม ไอโฟน และตู้คอนเทนเนอร์ลอยอยู่กลางทะเล หลังเรือสินค้าถูกโจมตีจนไฟไหม้และอับปางลงในช่องแคบฮอร์มุซ อาจดูเหมือนเป็นเพียงความเสียหายของเรือสองลำ แต่ในความเป็นจริง นี่คือสัญญาณเตือนว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าและพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเสียหายไม่ได้จบลงแค่เรือและสินค้า เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก เมื่อความปลอดภัยของการเดินเรือถูกตั้งคำถาม ความเสี่ยงก็จะส่งต่อไปยังค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ต้นทุนการขนส่ง และราคาพลังงาน ซึ่งท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับมาเป็นต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก
ขณะที่สถานการณ์ทางทหารยังน่าจับตา ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจยกระดับการโจมตีอิหร่าน และมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธทำลายล้างสูง โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอิหร่านก็เตรียมตั้งรับและพร้อมตอบโต้กลับเช่นกัน
ส่วนทางออกทางการทูตที่่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นยังเผชิญอุปสรรค เพราะทั้งสองฝ่ายมีเงื่อนไขแตกต่างกัน โดยสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านจำกัดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านให้ความสำคัญกับการยุติปฏิบัติการทางทหาร การผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และการฟื้นฟูความปลอดภัยในการเดินเรือ ทำให้สหรัฐฯยังไม่ตอบรับเงื่อนไขการเจรจา
นอกจากนั้นสงครามในตะวันออกกลางกำลังลุกลามจากสนามรบ ไปถึงเวทีเศรษฐกิจโลก! เมื่อความไม่ปลอดภัยเริ่มกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ล่าสุด ซาอุดีอาระเบียประกาศเลื่อนการประชุม Future Investment Initiative หรือ FII เวทีรวมผู้นำธุรกิจและนักลงทุนระดับโลก ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–29 ตุลาคมนี้ ออกไปเป็นปี 2027
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่ตึงเครียด หลังมีรายงานการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยมีเป้าหมายรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของซาอุดีอาระเบีย และสนามบินในกรุงริยาด
แม้ผู้จัดงานจะระบุว่าต้องการให้การประชุมครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามความคาดหวังของผู้เข้าร่วม แต่การเลื่อนงานในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาความเสี่ยง ย่อมสะท้อนความท้าทายของซาอุดีอาระเบียในการสร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดเงินลงทุนเพื่อขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจตามวิสัยทัศน์ Vision 2030
สรุปข่าว
ภาพสินค้าแบรนด์เนม ไอโฟน และตู้คอนเทนเนอร์ลอยอยู่กลางทะเล หลังเรือสินค้าถูกโจมตีจนไฟไหม้และอับปางลงในช่องแคบฮอร์มุซ อาจดูเหมือนเป็นเพียงความเสียหายของเรือสองลำ แต่ในความเป็นจริง นี่คือสัญญาณเตือนว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าและพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเสียหายไม่ได้จบลงแค่เรือและสินค้า เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก เมื่อความปลอดภัยของการเดินเรือถูกตั้งคำถาม ความเสี่ยงก็จะส่งต่อไปยังค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ต้นทุนการขนส่ง และราคาพลังงาน ซึ่งท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับมาเป็นต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก
ขณะที่สถานการณ์ทางทหารยังน่าจับตา ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจยกระดับการโจมตีอิหร่าน และมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธทำลายล้างสูง โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอิหร่านก็เตรียมตั้งรับและพร้อมตอบโต้กลับเช่นกัน
ส่วนทางออกทางการทูตที่่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นยังเผชิญอุปสรรค เพราะทั้งสองฝ่ายมีเงื่อนไขแตกต่างกัน โดยสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านจำกัดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านให้ความสำคัญกับการยุติปฏิบัติการทางทหาร การผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และการฟื้นฟูความปลอดภัยในการเดินเรือ ทำให้สหรัฐฯยังไม่ตอบรับเงื่อนไขการเจรจา
นอกจากนั้นสงครามในตะวันออกกลางกำลังลุกลามจากสนามรบ ไปถึงเวทีเศรษฐกิจโลก! เมื่อความไม่ปลอดภัยเริ่มกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ล่าสุด ซาอุดีอาระเบียประกาศเลื่อนการประชุม Future Investment Initiative หรือ FII เวทีรวมผู้นำธุรกิจและนักลงทุนระดับโลก ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–29 ตุลาคมนี้ ออกไปเป็นปี 2027
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่ตึงเครียด หลังมีรายงานการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยมีเป้าหมายรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของซาอุดีอาระเบีย และสนามบินในกรุงริยาด
แม้ผู้จัดงานจะระบุว่าต้องการให้การประชุมครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามความคาดหวังของผู้เข้าร่วม แต่การเลื่อนงานในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาความเสี่ยง ย่อมสะท้อนความท้าทายของซาอุดีอาระเบียในการสร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดเงินลงทุนเพื่อขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจตามวิสัยทัศน์ Vision 2030
ขณะที่แรงกดดันทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของกลุ่มฮูตี พร้อมยืนยันว่า ความมั่นคงของสมาชิกทั้ง 6 ประเทศไม่สามารถแยกออกจากกันได้
GCC ยังเรียกร้องให้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่อกลุ่มฮูตีอย่างเข้มงวด และเรียกร้องให้มีการจัดประเภทกลุ่มดังกล่าวเป็นองค์กรก่อการร้าย พร้อมย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือ โดยเฉพาะบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อไปยังคลองสุเอซ
แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้การเผชิญหน้าทางทหาร คือวิกฤตมนุษยธรรมในเยเมนที่กำลังรุนแรงขึ้นรายงานจากสำนักข่าวอัลจาซีราระบุว่า การสู้รบระลอกใหม่ทำให้ประชาชนมากกว่า 233,000 คนต้องพลัดถิ่น ขณะที่เมืองทาอิซเผชิญปัญหาการเข้าถึงอาหาร เชื้อเพลิง และสิ่งของจำเป็นที่ราคาพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า โดยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อโรงพยาบาลที่มีเชื่อเพลิงได้แค่ 4 4 วัน ทำให้ประชาชนต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก
และสัญญาณที่ทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างเพราะอีกด้านหนึ่ง อียิปต์กำลังพิจารณาบทบาทในการสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย หลังประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซีซี แสดงจุดยืนว่าความมั่นคงของซาอุดีอาระเบียและชาติอ่าวอาหรับมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงแห่งชาติของอียิปต์ โดยเฉพาะผลกระทบต่อทะเลแดงและรายได้จากคลองสุเอซ
สถานการณ์ทั้งหมดจึงกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของภูมิภาค ว่าความขัดแย้งจะจำกัดอยู่ในวงของคู่ขัดแย้งเดิม หรือจะขยายไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างประเทศมากขึ้นเพราะหากการสู้รบยังเดินหน้าต่อ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ความมั่นคงของตะวันออกกลาง แต่ยังอาจลามไปถึงเส้นทางเดินเรือ การค้าโลก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และชีวิตของประชาชนที่ต้องติดอยู่ท่ามกลางสงคราม
แม้สงครามตะวันออกกลางจะยุติลงในวันพรุ่งนี้ แต่เศรษฐกิจโลกก็ไม่ได้กลับมาเป็นปกติได้ทันที! นี่คือคำเตือนจากนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ในเวทีการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความเสียหายจากสงครามไม่ได้จบลงพร้อมเสียงปืน เพราะยังมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย การขนส่งที่หยุดชะงัก และห่วงโซ่อุปทานที่ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัว
โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลก เมื่อเรือสินค้าไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาพลังงาน แต่ยังลามไปถึงแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงปุ๋ยที่จำเป็นต่อการผลิตอาหาร
ยิ่งการขนส่งล่าช้า ต้นทุนการผลิตก็ยิ่งสูงขึ้น และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นแรงกดดันต่อทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อทั่วโลก โดยประเทศยากจนและประชาชนกลุ่มเปราะบางมีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนชัดในประมาณการเศรษฐกิจของ IMF โดยภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ หรือ MENA ถูกคาดการณ์ว่าจะหดตัว 1.3% ในปีนี้ จากที่เคยขยายตัว 3.3% ในปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มประเทศความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC มีแนวโน้มหดตัวถึง 4.8% ก่อนฟื้นกลับมาขยายตัว 9.1% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการฟื้นตัวในปี 2027 ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมทั้งหมด เพราะประมาณการนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการค้าและการขนส่งจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติในไตรมาสแรกของปีหน้า และการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางปีขณะที่ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบที่ตกค้างในภาคธุรกิจ อาจทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจยังต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น หากไม่มีสงครามเกิดขึ้น
ด้านนายโมฮัมเหม็ด อัล-จาดาอาน รัฐมนตรีคลังซาอุดีอาระเบีย และประธานคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ หรือ IMFC ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างประเทศที่เตรียมพร้อมรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ กับประเทศที่มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว
โดยประเทศสมาชิก GCC ส่วนใหญ่มีความได้เปรียบจากการปฏิรูปเศรษฐกิจและการสะสมเงินสำรองไว้รองรับความเสี่ยง ขณะที่ประเทศซึ่งมีฐานะการคลังอ่อนแอและมีเงินสำรองจำกัด จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น
IMF จึงกำลังทำงานร่วมกับประเทศที่ได้รับผลกระทบ เพื่อออกแบบโครงการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอิรักและเลบานอน ซึ่งกำลังเผชิญความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : TNN
