เศรษฐกิจไทยโตจากเอไอแต่ยังเสี่ยงหนี้สูงฉุดกำลังซื้อ

Share on Line Share on Facebook Share on X

เศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้ แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง! ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2027 เป็น 2% เพิ่มขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการเดิม โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม แม้ภาคส่งออกจะเติบโต แต่ผลดีต่อเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีจำกัด ขณะที่ธนาคารโลกคาดเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 2.2% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ทำให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว และการแก้ปัญหาความยากจนยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไทยช่วยไทย พลัสก็ตาม

ด้านการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งแรกของปีเร่งตัวขึ้น 17.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากสินค้า AI และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แต่การนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูง ตลอดจนสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลางที่เพิ่มขึ้น กดดันให้ธนาคารโลกคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปีนี้จะพลิกจากเกินดุลเป็นขาดดุล 2.8%

ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ โดยยอดอนุมัติการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 37% แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน สะท้อนโจทย์สำคัญของไทย คือทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่สร้างการจ้างงานและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้น

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งอยู่ใกล้ระดับ 87% ของจีดีพี ขณะที่หนี้เสียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อของคนอายุต่ำกว่า 25 ปี ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 13.5% และสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 11.5% สะท้อนแรงกดดันทางการเงินของครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพยังสูง

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเตือนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมสูงถึง 62,000 ล้านบาท และทำให้รายได้เกษตรกรลดลงราว 8% โดยเกษตรกรรายย่อยที่พึ่งพาน้ำฝนและอยู่นอกเขตชลประทานเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด

สำหรับแนวโน้มปี 2027 ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจไทยเติบโต 2.3% เงินเฟ้อลดลงเหลือ 1% แต่หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นเป็น 68.4% ต่อจีดีพี จากการใช้จ่ายนอกงบประมาณ 400,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่วนปี 2028 คาดเศรษฐกิจขยายตัว 2.4%


สรุปข่าว

ธนาคารโลกมองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตดีขึ้นในช่วง 3 ปีนับจากนี้ โดยมีแรงส่งจากการส่งออก AI และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่สิ่งน่ากังวลคือเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และต้นทุนพลังงานที่กดดันกำลังซื้อ พร้อมเตือนเอลนีโญเสี่ยงซ้ำเติมเกษตรกรไทย

เศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้ แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง! ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2027 เป็น 2% เพิ่มขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการเดิม โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม แม้ภาคส่งออกจะเติบโต แต่ผลดีต่อเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีจำกัด ขณะที่ธนาคารโลกคาดเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 2.2% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ทำให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว และการแก้ปัญหาความยากจนยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไทยช่วยไทย พลัสก็ตาม

ด้านการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งแรกของปีเร่งตัวขึ้น 17.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากสินค้า AI และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แต่การนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูง ตลอดจนสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลางที่เพิ่มขึ้น กดดันให้ธนาคารโลกคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปีนี้จะพลิกจากเกินดุลเป็นขาดดุล 2.8%

ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ โดยยอดอนุมัติการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 37% แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน สะท้อนโจทย์สำคัญของไทย คือทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่สร้างการจ้างงานและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้น

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งอยู่ใกล้ระดับ 87% ของจีดีพี ขณะที่หนี้เสียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อของคนอายุต่ำกว่า 25 ปี ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 13.5% และสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 11.5% สะท้อนแรงกดดันทางการเงินของครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพยังสูง

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเตือนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมสูงถึง 62,000 ล้านบาท และทำให้รายได้เกษตรกรลดลงราว 8% โดยเกษตรกรรายย่อยที่พึ่งพาน้ำฝนและอยู่นอกเขตชลประทานเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด

สำหรับแนวโน้มปี 2027 ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจไทยเติบโต 2.3% เงินเฟ้อลดลงเหลือ 1% แต่หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นเป็น 68.4% ต่อจีดีพี จากการใช้จ่ายนอกงบประมาณ 400,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่วนปี 2028 คาดเศรษฐกิจขยายตัว 2.4%


โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่แค่การรักษาการเติบโต แต่ต้องเปลี่ยนแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนเทคโนโลยี ให้กลายเป็นรายได้และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง พร้อมรับมือความเสี่ยงจากสงครามการค้า ราคาพลังงาน และภัยแล้ง เพื่อให้การฟื้นตัวครั้งนี้เข้าถึงประชาชนและธุรกิจได้อย่างทั่วถึง

ขณะที่ภาคเอกชนไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ 2% กว่า ๆ ต่อไปไม่ได้ จึงส่งสัญญาณเร่งเครื่อง ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และให้อุตสาหกรรมเป้าหมายเติบโต 5% เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

เรื่องนี้นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. มีทิศทางร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเสนอแนวทางดำเนินการ 3 ระยะ เริ่มจาก Stabilize Today เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและบรรเทาผลกระทบที่กำลังกดดันธุรกิจและประชาชน ต่อด้วย Transition Tomorrow ปรับตัวสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ Invest for Tomorrow เร่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางรากฐานการเติบโตระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวยังเป็นโจทย์ท้าทาย เพราะประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดของ กกร. ยังคงคาดว่า GDP ไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 2.1–2.5% การส่งออกเติบโต 1.2–1.6% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5–3% สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง


อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ ทั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งภาคเอกชนมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และสื่อสารให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นศักยภาพของไทย ท่ามกลางความผันผวนและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

แต่การดึงดูดเงินลงทุนจะอาศัยเพียงการประชุมระดับโลกไม่ได้ ประเทศไทยต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง หรือ Resilience ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ รวมถึงต้องทำให้นโยบายภาครัฐตอบโจทย์การลงทุนและเศรษฐกิจจริง

ภาคเอกชนจึงย้ำว่า การสร้างความเชื่อมั่นไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

โจทย์ใหญ่ของไทยในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่ประคองเศรษฐกิจให้ผ่านความเสี่ยงระยะสั้น แต่ต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเปลี่ยนความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลายเป็นเม็ดเงินจริง เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน



ที่มาข้อมูล : TNNรวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN