จับตาเบี้ยประกันภัยดาต้าเซ็นเตอร์แซงหน้าตลาดการบิน
“ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI วันนี้กำลังเปิดอีกหนึ่งตลาดใหญ่ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือ “ธุรกิจประกันภัย”เพราะยิ่งดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดใหญ่ขึ้น มูลค่าทรัพย์สินที่ต้องดูแลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และนั่นหมายถึงความต้องการประกันภัยวงเงินมหาศาล
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งจัดระเบียบการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงข้อกังวลเรื่องการดำเนินงานที่อาจยังไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างชัดเจนทำให้รัฐบาลจัดตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ และในการประชุมล่าสุดมีมติให้จัดทำ “เกณฑ์กลาง” สำหรับกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนพร้อมทั้งให้ชะลอโครงการบางส่วนไว้ชั่วคราว เพื่อรอให้หลักเกณฑ์มีความชัดเจน โดยครอบคลุมโครงการที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณา 117 โครงการ และโครงการที่กำลังก่อสร้างอีก 50 โครงการ รวมทั้งหมด 167 โครงการประเด็นนี้จึงไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลปิดทางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป็นการจัดระเบียบตลาดก่อนที่จะเดินหน้ารับการลงทุนรอบใหม่
เพราะหากกติกามีความชัดเจนมากขึ้น ก็มีโอกาสที่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะทยอยเข้ามาอีกจำนวนมาก และไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจไฟฟ้า พลังงาน ระบบทำความเย็น ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม และที่สำคัญคือ “ธุรกิจประกันภัย”
ภาพใหญ่ของตลาดโลกสะท้อนให้เห็นว่าโอกาสนี้มีขนาดใหญ่มากปัจจุบันการแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32 ล้านล้านบาท และกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI แต่ทุกการลงทุนขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง และเมื่อทรัพย์สินมีมูลค่ามหาศาล ความต้องการประกันภัยก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รายงานของ Swiss Re บริษัทรับประกันภัยต่อรายใหญ่ของโลก คาดการณ์ว่า เบี้ยประกันภัยสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปแตะ 20,000 ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 6.58 แสนล้าน ถึง 9.87 แสนล้านบาท ภายในปี 2030ตัวเลขนี้ถือว่าโตอย่างรวดเร็ว เพราะอย่างน้อยเพิ่มขึ้นเป็น 2–3 เท่าจากเบี้ยประกันใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่ง S&P Global ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.29 แสนล้านบาทและถ้าเทียบกับตลาดประกันภัยการบินทั่วโลก ซึ่งมีขนาดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตลาดประกันภัยดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตอาจมีขนาดใหญ่กว่าถึงประมาณ 4 เท่า
สรุปข่าว
“ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI วันนี้กำลังเปิดอีกหนึ่งตลาดใหญ่ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือ “ธุรกิจประกันภัย”เพราะยิ่งดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดใหญ่ขึ้น มูลค่าทรัพย์สินที่ต้องดูแลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และนั่นหมายถึงความต้องการประกันภัยวงเงินมหาศาล
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งจัดระเบียบการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงข้อกังวลเรื่องการดำเนินงานที่อาจยังไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างชัดเจนทำให้รัฐบาลจัดตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ และในการประชุมล่าสุดมีมติให้จัดทำ “เกณฑ์กลาง” สำหรับกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนพร้อมทั้งให้ชะลอโครงการบางส่วนไว้ชั่วคราว เพื่อรอให้หลักเกณฑ์มีความชัดเจน โดยครอบคลุมโครงการที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณา 117 โครงการ และโครงการที่กำลังก่อสร้างอีก 50 โครงการ รวมทั้งหมด 167 โครงการประเด็นนี้จึงไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลปิดทางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป็นการจัดระเบียบตลาดก่อนที่จะเดินหน้ารับการลงทุนรอบใหม่
เพราะหากกติกามีความชัดเจนมากขึ้น ก็มีโอกาสที่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะทยอยเข้ามาอีกจำนวนมาก และไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจไฟฟ้า พลังงาน ระบบทำความเย็น ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม และที่สำคัญคือ “ธุรกิจประกันภัย”
ภาพใหญ่ของตลาดโลกสะท้อนให้เห็นว่าโอกาสนี้มีขนาดใหญ่มากปัจจุบันการแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32 ล้านล้านบาท และกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI แต่ทุกการลงทุนขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง และเมื่อทรัพย์สินมีมูลค่ามหาศาล ความต้องการประกันภัยก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รายงานของ Swiss Re บริษัทรับประกันภัยต่อรายใหญ่ของโลก คาดการณ์ว่า เบี้ยประกันภัยสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปแตะ 20,000 ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 6.58 แสนล้าน ถึง 9.87 แสนล้านบาท ภายในปี 2030ตัวเลขนี้ถือว่าโตอย่างรวดเร็ว เพราะอย่างน้อยเพิ่มขึ้นเป็น 2–3 เท่าจากเบี้ยประกันใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่ง S&P Global ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.29 แสนล้านบาทและถ้าเทียบกับตลาดประกันภัยการบินทั่วโลก ซึ่งมีขนาดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตลาดประกันภัยดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตอาจมีขนาดใหญ่กว่าถึงประมาณ 4 เท่า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Swiss Re มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์อาจกลายเป็นหนึ่งในโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของธุรกิจประกันภัยเชิงพาณิชย์ในรอบหลายทศวรรษโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับ AI ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสูงมาก โดยข้อมูลระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขนาดใหญ่แต่ละแห่งอาจมีมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องทำประกันตั้งแต่ 20,000 ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.58 ถึง 9.87 แสนล้านบาทต่อแห่ง พูดง่ายๆ คือ แค่ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งเดียว ก็อาจมีมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องบริหารความเสี่ยงสูงกว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีกหลายประเภท และบางโครงการมีมูลค่าสูงกว่านั้นมากตัวอย่างเช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Meta Platforms ในรัฐลุยเซียนา ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีต้นทุนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.65 ล้านล้านบาทภายในศูนย์เหล่านี้ไม่ได้มีแค่เซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาล แต่ยังมีระบบไฟฟ้า ระบบสำรองไฟ ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงมาก
ปัญหาคือ บริษัทประกันเองก็ไม่สามารถรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้เพียงรายเดียวได้ S&P Global ระบุว่า บริษัทประกันรายใหญ่บางแห่งอาจยอมรับความเสี่ยงในระดับหลักพันล้านดอลลาร์ต้นๆ ต่อดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่ง แต่ไม่มีบริษัทประกันรายใดที่สามารถรับความเสี่ยงทั้งหมดของโครงการขนาดใหญ่เพียงลำพัง นี่จึงทำให้บริษัทประกันและนายหน้าประกันภัยต้องพัฒนารูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการดึงเงินทุนจากภายนอกเข้ามาช่วยรับความเสี่ยง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดนี้ก็ถือเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์มีความเสี่ยงหลากหลายมาก ตั้งแต่ช่วงก่อสร้างไปจนถึงช่วงเปิดดำเนินงานทั้งสภาพอากาศสุดขั้ว ไฟฟ้าดับ ระบบไอทีล่ม ไฟไหม้ น้ำท่วม ไปจนถึงภัยก่อการร้ายและหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ “การกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์”ตัวอย่างชัดเจนคือพื้นที่ Data Center Alley ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ซึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันนั่นหมายความว่า หากเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ขึ้นเพียงครั้งเดียว เช่น พายุทอร์นาโด ก็อาจสร้างความเสียหายให้กับดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งพร้อมกัน และทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายค่าสินไหมจำนวนมหาศาลในเวลาเดียวกัน
ข้อมูลของ Swiss Re ยังระบุด้วยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ มากกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 40% ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากทอร์นาโด ขณะที่มากกว่า 1 ใน 4 หรือ 25% อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากพายุลูกเห็บขนาดใหญ่ และหลายพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันซึ่งคาดการณ์ได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาของบริษัทประกันคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่รุ่นใหม่จำนวนมากยังไม่มีประวัติการเกิดเหตุและข้อมูลการเรียกร้องค่าสินไหมย้อนหลังมากพอเพราะเทคโนโลยีและขนาดของศูนย์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทประกันไม่สามารถใช้ข้อมูลในอดีตมาคำนวณความเสี่ยงได้เหมือนกับตลาดประกันภัยแบบดั้งเดิมผลที่ตามมาคือ เบี้ยประกันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เพราะบริษัทประกันต้องตั้งราคาโดยเผื่อความไม่แน่นอนที่ยังประเมินได้ยาก
ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีเองก็ไม่ได้ต้องการซื้อความคุ้มครองเต็มจำนวนเสมอไปหลายบริษัทเลือกที่จะ “รับความเสี่ยงไว้เอง” หรือ Self-insure บางส่วน โดยเก็บความเสี่ยงก้อนใหญ่ไว้ในงบดุลของบริษัทและตรงนี้เองที่กลายเป็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจประกันภัยเพราะหากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ยังขยายตัวต่อเนื่อง บริษัทประกันก็จะมีโอกาสเข้ามารับความเสี่ยงบางส่วนที่บริษัทเทคโนโลยีไม่ต้องการแบกไว้ทั้งหมด
- รัฐจ่ายเอง! ประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน น้ำท่วมจ่าย 1 หมื่น-เสียชีวิต 2 ล้าน
- ผลประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก! พิจารณา 4 ประเด็น ย้ำไทยไม่ปิดกั้นลงทุน
- นายกฯ เดินหน้าจัดระเบียบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบ มุ่งยกระดับมาตรฐาน
- วิกฤตสภาพอากาศ เกิดทอร์นาโดถล่ม “ฝรั่งเศส” บ้านพัง 300 หลัง
- “สหรัฐฯ” หนี้ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งแรก
