ท่อน้ำมันซาอุฯ ถูกถล่ม ดันราคาทะลุ $100 เจรจาไร้ทางออก

Share on Line Share on Facebook Share on X

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเป็นความเสี่ยงรอบใหม่ต่อธุรกิจพลังงานโลก หลังเกิดการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ควบคู่กับเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจทำให้อุปทานน้ำมันที่ตึงตัวอยู่แล้วเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น

หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ รายงานว่า เรือซึ่งกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกวัตถุพุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ ลูกเรือต้องอพยพออกจากเรือ ขณะที่อิหร่านรายงานแยกอีกเหตุการณ์ว่า เรือพาณิชย์ของอิหร่านถูกโจมตีนอกชายฝั่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และลูกเรือบาดเจ็บ 4 คน

ความเสี่ยงสำคัญอีกจุดอยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย หลังท่อส่งน้ำมันตะวันออก–ตะวันตก ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร ถูกโดรนโจมตีและต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ท่อส่งเส้นนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่สำหรับลำเลียงน้ำมันจากฝั่งตะวันออกของประเทศไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่การเดินเรือได้รับผลกระทบจากสงคราม

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งดังกล่าวลำเลียงน้ำมันประมาณวันละ 4–5 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นร้อยละ 4–5 ของอุปทานโลก จึงถือเป็นทางออกสำคัญของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก 

สรุปข่าว

สงครามตะวันออกกลางลุกลาม กระทบทั้งช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางส่งน้ำมันฝั่งทะเลแดง หลังท่อส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี เสี่ยงกระทบอุปทานโลกถึงร้อยละ 4 ขณะที่การเจรจาคลี่คลายวิกฤตถูกเลื่อนออกไป

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเป็นความเสี่ยงรอบใหม่ต่อธุรกิจพลังงานโลก หลังเกิดการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ควบคู่กับเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจทำให้อุปทานน้ำมันที่ตึงตัวอยู่แล้วเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น

หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ รายงานว่า เรือซึ่งกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกวัตถุพุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ ลูกเรือต้องอพยพออกจากเรือ ขณะที่อิหร่านรายงานแยกอีกเหตุการณ์ว่า เรือพาณิชย์ของอิหร่านถูกโจมตีนอกชายฝั่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และลูกเรือบาดเจ็บ 4 คน

ความเสี่ยงสำคัญอีกจุดอยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย หลังท่อส่งน้ำมันตะวันออก–ตะวันตก ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร ถูกโดรนโจมตีและต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ท่อส่งเส้นนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่สำหรับลำเลียงน้ำมันจากฝั่งตะวันออกของประเทศไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่การเดินเรือได้รับผลกระทบจากสงคราม

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งดังกล่าวลำเลียงน้ำมันประมาณวันละ 4–5 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นร้อยละ 4–5 ของอุปทานโลก จึงถือเป็นทางออกสำคัญของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก 

แหล่งข่าวในตลาดน้ำมันประเมินว่า น้ำมันสำรองบริเวณท่าเรือยานบูอาจช่วยประคองการส่งออกได้เพียง 5–7 วัน หากท่อส่งยังไม่กลับมาใช้งาน หลังจากนั้นอุปทานน้ำมันโลกมากถึงร้อยละ 4 อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเพิ่มเติมจากปริมาณหลายล้านบาร์เรลต่อวันที่สูญเสียไปแล้ว เพราะการเดินเรือผ่านฮอร์มุซหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียยังไม่เปิดเผยรายละเอียดความเสียหายทั้งหมด หรือกำหนดเวลาซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยการประเมินของแหล่งข่าวแตกต่างกันตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดต้องจับตา

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน หลังกลุ่มฮูตีรุกคืบและยึดเกาะเปริม ซึ่งตั้งอยู่กลางช่องแคบบับเอลมันเดบ บริเวณปากทางเข้าสู่ทะเลแดง เท่ากับว่าเส้นทางพลังงานทั้งฝั่งอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงกำลังเผชิญความเสี่ยงพร้อมกัน

ราคาน้ำมันดิบพุ่งกลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่ราคาดีเซลขายปลีกในสหรัฐฯ ทำสถิติสูงกว่า 6.20 ดอลลาร์ต่อแกลลอน 

ด้านการทูต การประชุมระหว่างอิหร่านกับชาติอ่าวอาหรับที่โอมาน ซึ่งเดิมมีกำหนดหารือเรื่องเส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซ ถูกเลื่อนออกไปโดยยังไม่กำหนดวันใหม่ เนื่องจากต้องสร้างฉันทามติระหว่างประเทศในภูมิภาค 

สำหรับภาคธุรกิจ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยสงครามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศไทยอาจได้รับแรงกดดันผ่านราคาน้ำมันนำเข้า ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อ โดยทิศทางระยะสั้นขึ้นอยู่กับว่าซาอุดีอาระเบียจะซ่อมท่อส่งได้เร็วเพียงใด และเส้นทางเดินเรือสำคัญจะกลับมาใช้งานได้เมื่อใด