น้ำลดแต่เศรษฐกิจยังจม! ท่องเที่ยวเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่น

Share on Line Share on Facebook Share on X

ภาพน้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา อาจดูเหมือนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชั่วคราว เมื่อฝนหยุดตก ระดับน้ำลดลง หลายคนอาจคิดว่าเศรษฐกิจก็น่าจะกลับมาเดินได้ตามปกติแต่ในมุมของภาคธุรกิจ ความเสียหายอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับระดับน้ำ

เพราะแม้บางธุรกิจจะไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่หากลูกค้าเดินทางมาไม่ได้ พนักงานมาทำงานไม่ได้ รถขนส่งเข้าออกไม่ได้ สนามบินมีปัญหา หรือโปรแกรมท่องเที่ยวต้องยกเลิก ธุรกิจเหล่านี้ก็ยังต้องแบกรับต้นทุน และสูญเสียรายได้

นี่คือสิ่งที่ภาคธุรกิจเรียกว่า Business Interruption Loss หรือความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจที่หยุดชะงักและหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือ “การท่องเที่ยว” โดยภาคเอกชนนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA มองว่า อุทกภัยครั้งนี้กระทบระบบการเดินทางโดยตรง โดยเฉพาะการเข้าออกสนามบินและการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่

นักท่องเที่ยวบางส่วนเดินทางไม่ทันเที่ยวบิน ต้องเปลี่ยนเที่ยวบิน ขณะที่บางรายต้องปรับเปลี่ยนโปรแกรมการท่องเที่ยวทั้งหมดและเมื่อการเดินทางสะดุด ต้นทุนไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่าตั๋วเครื่องบิน

บริษัททัวร์ต้องรับภาระค่ารถรับส่งเพิ่มเติม ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเปลี่ยนแปลงโปรแกรมท่องเที่ยว รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประสานงานและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ในพื้นที่หมายความว่า ต่อให้โรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ หรือผู้ประกอบการบางรายไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง ก็ยังสามารถ “ขาดทุนจากน้ำท่วม” ได้  เพราะรายได้หยุด แต่ต้นทุนยังเดินต่อ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ATTA เสนอว่า การประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ควรดูเฉพาะว่า “พื้นที่ไหนมีน้ำท่วม” แต่ต้องดูด้วยว่า “ธุรกิจไหนหยุดชะงัก” และ “ใครสูญเสียรายได้จากการเดินทางที่หยุดลง”โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีห่วงโซ่ธุรกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่สายการบิน สนามบิน โรงแรม บริษัททัวร์ รถนำเที่ยว ร้านอาหาร ไกด์ คนขับรถ ไปจนถึงร้านค้าและแรงงานบริการ  เมื่อจุดหนึ่งหยุด ระบบที่เหลือก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ดังนั้น ATTA จึงเสนอให้จัดทำ Tourism Recovery Monitoring หรือระบบติดตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนามบิน สายการบิน หน่วยงานด้านคมนาคม และผู้ประกอบการในพื้นที่โดยต้องติดตามอย่างน้อย 3 เรื่องเรื่องแรก คือ Travel Disruption ดูว่าเที่ยวบิน การเดินทางภาคพื้นดิน และโปรแกรมท่องเที่ยวใดได้รับผลกระทบเรื่องที่สอง คือ Business Loss ดูจำนวนกรุ๊ปที่ต้องเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การยกเลิกการจอง และรายได้ที่สูญเสียและเรื่องที่สาม คือ Destination Readiness หรือความพร้อมของพื้นที่ปลายทาง ทั้งโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และระบบคมนาคม เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ใดกลับมาเดินทางได้แล้ว พื้นที่ใดยังมีข้อจำกัด และพื้นที่ใดอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

เพราะในสถานการณ์แบบนี้ “การสื่อสาร” สำคัญไม่แพ้ “การฟื้นฟู”หากนักท่องเที่ยวไม่รู้ว่าพื้นที่ไหนเปิด พื้นที่ไหนปิด หรือเส้นทางไหนยังเดินทางไม่ได้ แม้สถานการณ์จริงจะเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ความไม่แน่นอนก็อาจทำให้เกิดการยกเลิกการเดินทางตามมา

สรุปข่าว

ปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้จบแค่พื้นที่จมน้ำ แต่ยังลามถึงรายได้ การเดินทาง ธุรกิจท่องเที่ยว และกำลังซื้อ หลังจากน้ำลดภาคเอกชนหวั่นการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง จึงเสนอภาครัฐให้เร่งเยียวยาฟื้นระบบ เรียกความเชื่อมั่น ก่อนผลกระทบลามเป็นหนี้และธุรกิจปิดตัวเพิ่มมากขึ้น

ภาพน้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา อาจดูเหมือนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชั่วคราว เมื่อฝนหยุดตก ระดับน้ำลดลง หลายคนอาจคิดว่าเศรษฐกิจก็น่าจะกลับมาเดินได้ตามปกติแต่ในมุมของภาคธุรกิจ ความเสียหายอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับระดับน้ำ

เพราะแม้บางธุรกิจจะไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่หากลูกค้าเดินทางมาไม่ได้ พนักงานมาทำงานไม่ได้ รถขนส่งเข้าออกไม่ได้ สนามบินมีปัญหา หรือโปรแกรมท่องเที่ยวต้องยกเลิก ธุรกิจเหล่านี้ก็ยังต้องแบกรับต้นทุน และสูญเสียรายได้

นี่คือสิ่งที่ภาคธุรกิจเรียกว่า Business Interruption Loss หรือความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจที่หยุดชะงักและหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือ “การท่องเที่ยว” โดยภาคเอกชนนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA มองว่า อุทกภัยครั้งนี้กระทบระบบการเดินทางโดยตรง โดยเฉพาะการเข้าออกสนามบินและการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่

นักท่องเที่ยวบางส่วนเดินทางไม่ทันเที่ยวบิน ต้องเปลี่ยนเที่ยวบิน ขณะที่บางรายต้องปรับเปลี่ยนโปรแกรมการท่องเที่ยวทั้งหมดและเมื่อการเดินทางสะดุด ต้นทุนไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่าตั๋วเครื่องบิน

บริษัททัวร์ต้องรับภาระค่ารถรับส่งเพิ่มเติม ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเปลี่ยนแปลงโปรแกรมท่องเที่ยว รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประสานงานและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ในพื้นที่หมายความว่า ต่อให้โรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ หรือผู้ประกอบการบางรายไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง ก็ยังสามารถ “ขาดทุนจากน้ำท่วม” ได้  เพราะรายได้หยุด แต่ต้นทุนยังเดินต่อ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ATTA เสนอว่า การประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ควรดูเฉพาะว่า “พื้นที่ไหนมีน้ำท่วม” แต่ต้องดูด้วยว่า “ธุรกิจไหนหยุดชะงัก” และ “ใครสูญเสียรายได้จากการเดินทางที่หยุดลง”โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีห่วงโซ่ธุรกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่สายการบิน สนามบิน โรงแรม บริษัททัวร์ รถนำเที่ยว ร้านอาหาร ไกด์ คนขับรถ ไปจนถึงร้านค้าและแรงงานบริการ  เมื่อจุดหนึ่งหยุด ระบบที่เหลือก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ดังนั้น ATTA จึงเสนอให้จัดทำ Tourism Recovery Monitoring หรือระบบติดตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนามบิน สายการบิน หน่วยงานด้านคมนาคม และผู้ประกอบการในพื้นที่โดยต้องติดตามอย่างน้อย 3 เรื่องเรื่องแรก คือ Travel Disruption ดูว่าเที่ยวบิน การเดินทางภาคพื้นดิน และโปรแกรมท่องเที่ยวใดได้รับผลกระทบเรื่องที่สอง คือ Business Loss ดูจำนวนกรุ๊ปที่ต้องเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การยกเลิกการจอง และรายได้ที่สูญเสียและเรื่องที่สาม คือ Destination Readiness หรือความพร้อมของพื้นที่ปลายทาง ทั้งโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และระบบคมนาคม เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ใดกลับมาเดินทางได้แล้ว พื้นที่ใดยังมีข้อจำกัด และพื้นที่ใดอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

เพราะในสถานการณ์แบบนี้ “การสื่อสาร” สำคัญไม่แพ้ “การฟื้นฟู”หากนักท่องเที่ยวไม่รู้ว่าพื้นที่ไหนเปิด พื้นที่ไหนปิด หรือเส้นทางไหนยังเดินทางไม่ได้ แม้สถานการณ์จริงจะเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ความไม่แน่นอนก็อาจทำให้เกิดการยกเลิกการเดินทางตามมา

ATTA จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งเยียวยา โดยเฉพาะการเปิดช่องทางรับแจ้งความเสียหายแบบ One-Stop สำหรับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดจากการเดินทางหยุดชะงัก

ข้อเสนอคือควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัด ตรวจสอบให้เร็ว และเริ่มจ่ายเงินเยียวยาผู้มีสิทธิภายใน 7 วัน โดยไม่ควรเริ่มต้นด้วยมาตรการสินเชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับคนที่เพิ่งสูญเสียรายได้ การเพิ่มหนี้อาจกลายเป็นภาระในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ต้องเร่งฟื้นระบบบริการ ทั้งสนามบิน สายการบิน ระบบขนส่ง และสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมประกาศสถานะของแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจนเพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้ “น้ำลด” แต่ต้องทำให้ “เศรษฐกิจกลับมาเดิน”และในระยะต่อไป ททท.ต้องมีบทบาทสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการสื่อสารกับสายการบิน บริษัททัวร์ และพันธมิตรด้านการขาย ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงว่า พื้นที่ใดได้รับผลกระทบ พื้นที่ใดเปิดบริการตามปกติ และพื้นที่ใดกำลังฟื้นตัวเพราะภาพที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเห็นจากสื่อ อาจไม่ได้แยกว่าจุดไหนน้ำท่วม จุดไหนเปิดตามปกติ

ดังนั้น หากไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ภาพ “กรุงเทพฯ น้ำท่วม” อาจถูกขยายไปเป็นภาพว่า “ประเทศไทยยังไม่พร้อมรับนักท่องเที่ยว”และนั่นอาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ตามมาในช่วงไฮซีซั่น

แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าความเสียหายเฉพาะหน้า คือผลกระทบต่อ “คน” และ “ธุรกิจรายย่อย” หลังน้ำลดเพราะน้ำท่วมไม่ได้ทำให้ทุกคนเสียหายเท่ากัน

นายอดิษฐ์มองว่า รัฐบาลต้องระวังการฟื้นตัวในลักษณะ K-shape Recovery หรือการฟื้นตัวที่คนแต่ละกลุ่มฟื้นไม่เท่ากันคนที่มีเงินสำรอง มีประกัน หรือสามารถทำงานทางไกลได้ อาจกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง แรงงานรายวัน คนขับรถนำเที่ยว ไกด์ ร้านค้ารายย่อย บริษัททัวร์ขนาดเล็ก และผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาลูกค้าและการเดินทาง อาจสูญเสียรายได้ทันทีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดลง  ขณะที่ค่าเช่า ค่างวดรถ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และต้นทุนธุรกิจยังคงเดินต่อ

นี่จึงเป็นความแตกต่างของ “ความสามารถในการรับแรงกระแทก”คนที่มีเงินสำรองอาจสามารถรอให้เศรษฐกิจกลับมาได้แต่สำหรับคนที่ไม่มีเงินสำรอง น้ำท่วมเพียงไม่กี่วันอาจหมายถึงรายได้ที่หายไปทั้งเดือน และเมื่อเงินออมหมด ก็อาจต้องกู้เงินเพื่อซ่อมบ้าน ซื้อรถ หรือซื้อเครื่องมือทำมาหากินใหม่ จากปัญหาน้ำท่วมก็สามารถเปลี่ยนเป็นปัญหาหนี้เข้ามาแทน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับกรอบการศึกษาของธนาคารโลกที่ให้ความสำคัญกับการประเมินภัยพิบัติผ่าน “ความเป็นอยู่ของประชาชน” ควบคู่ไปกับความเสียหายของทรัพย์สินเพราะความเสียหายที่มีมูลค่าเท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลกระทบต่อชีวิตของคนเท่ากันสำหรับครัวเรือนที่มีทรัพยากรน้อย การสูญเสียรายได้เพียงช่วงสั้น ๆ อาจทำให้ต้องกู้เงิน หยุดกิจการ หรือไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย มองว่า เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดในช่วงปลายเดือนกันยายน ถือเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เบื้องต้นมีการประเมินความเสียหายในระดับประมาณ 25,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.129% ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากคนละกรอบกับการประเมินของหน่วยงานอื่น จึงควรพิจารณาแยกตามวิธีการคำนวณและช่วงเวลาที่ใช้ในการประเมินเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด ยังมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูตามมาอีกจำนวนมาก

ทั้งการซ่อมบ้าน ร้านค้า รถยนต์ แท็กซี่ รถจักรยานยนต์ รวมถึงยานพาหนะของกลุ่มไรเดอร์และผู้รับจ้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูงอยู่แล้ว ถ้าต้องหยุดงานหลายวัน ขณะที่รถหรือเครื่องมือทำมาหากินเสียหาย เท่ากับสูญเสียทั้ง “ทรัพย์สิน” และ “รายได้”และในช่วงที่เศรษฐกิจเดิมก็อยู่ในภาวะซบเซา ปัญหานี้อาจยิ่งกดกำลังซื้อของประชาชนเพราะเมื่อครัวเรือนต้องนำเงินไปซ่อมบ้าน ซ่อมรถ หรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ เงินที่เหลือสำหรับการบริโภคก็ลดลง

อีกปัญหาสำคัญคือ “แรงงาน”น้ำท่วมไม่ได้ทำให้โรงงานหรือสำนักงานเสียหายเท่านั้น แต่ถ้าพนักงานไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านได้ ธุรกิจก็ไม่สามารถดำเนินงานได้เต็มที่ ภาคค้าปลีก โรงงาน สำนักงาน และธุรกิจบริการบางแห่งจึงต้องลดการดำเนินงานหรือหยุดชั่วคราว  สะท้อนว่าเศรษฐกิจสมัยใหม่ ความเสียหายของระบบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตรงจุดที่น้ำท่วมแต่อาจเกิดจาก “คนไม่สามารถไปถึงจุดที่ต้องทำงาน”“สินค้าไม่สามารถไปถึงปลายทาง”และ “นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมาย”ทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว

ขณะเดียวกัน ยังมีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ หลังภาพน้ำท่วมถูกเผยแพร่ผ่านสื่อไปทั่วโลกเพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวง แต่เป็นศูนย์กลางการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว และบริการของประเทศหากนักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่ากรุงเทพฯ ยังมีความเสี่ยงด้านการเดินทาง ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงไฮซีซั่นและหากการเดินทางชะลอตัวในช่วงไตรมาสสุดท้าย ก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วโดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพานักท่องเที่ยวโดยตรงโรงแรม  บริษัททัวร์ร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยอาจได้รับผลกระทบรวมถึงแรงงานจำนวนมากที่อยู่ในห่วงโซ่การท่องเที่ยวดังนั้น การฟื้นความเชื่อมั่นจึงต้องทำควบคู่ไปกับการฟื้นโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับการฟื้นเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม ข้อเสนอจึงมีตั้งแต่ระยะเร่งด่วน ไปจนถึงการแก้ปัญหาระยะยาวระยะแรก ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่สูญเสียรายได้และผู้ที่ไม่มีเครื่องมือทำมาหากิน โดยเปิดช่องทางให้แรงงานอิสระและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงความช่วยเหลือได้จริง

ระยะฟื้นฟู ต้องช่วยเรื่องค่าซ่อมแซมที่จำเป็น ควบคู่กับมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และสินเชื่อที่ประเมินความสามารถในการชำระคืนจริงเพราะการช่วยเหลือที่ทำให้ประชาชนต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยหนี้ก้อนใหญ่ อาจทำให้การฟื้นตัวไม่ยั่งยืน

และระยะยาว ต้องลงทุนในระบบระบายน้ำ ระบบเตือนภัย และโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่และกลุ่มประชาชนที่มีความเปราะบางสูงรวมถึงการพัฒนาระบบประกันภัยที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และอาจพิจารณาประกันภัยแบบดัชนีที่จ่ายตามเกณฑ์ฝนหรือระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถได้รับเงินช่วยเหลือได้เร็วเมื่อเกิดภัยตามเงื่อนไข

ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : AI