วิกฤตเด็กเกิดน้อย เขย่าตลาดการศึกษาไทย โรงเรียนปิดตัว แต่นานาชาติ-กวดวิชายังโต

Share on Line Share on Facebook Share on X

เด็กเกิดน้อยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจการศึกษาไทย โรงเรียนเอกชนหลายแห่งเผชิญทั้งจำนวนนักเรียนที่ลดลง กำลังซื้อที่อ่อนแรง และต้นทุนการจัดการศึกษาที่สูงขึ้น จนบางแห่งจำเป็นต้องปิดกิจการ

แต่ตลาดการศึกษาไม่ได้หดตัวทุกกลุ่ม เพราะผู้ปกครองบางส่วนยังพร้อมจ่าย หากโรงเรียนมีหลักสูตร คุณภาพ และผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ ทำให้โรงเรียนนานาชาติและธุรกิจกวดวิชายังมีพื้นที่เติบโต ท่ามกลางโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนเอกชนไทย 2 ตลาด เดินคนละทิศ

ภาพธุรกิจโรงเรียนเอกชนไทยวันนี้กำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โรงเรียนหลักสูตรไทยจำนวนมากต้องรับมือกับเด็กเกิดน้อยและกำลังซื้อของครอบครัวที่อ่อนแอลง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. แบ่งโรงเรียนเอกชนในระบบเป็นโรงเรียนสามัญศึกษาและโรงเรียนนานาชาติ ส่วนโรงเรียนกวดวิชาและสถาบันพัฒนาทักษะจัดอยู่ในกลุ่มโรงเรียนนอกระบบ

ข้อมูลจากระบบสถิติของ สช. ช่วงเดือนมิถุนายน ระบุว่า ประเทศไทยมี โรงเรียนเอกชนสามัญศึกษา 3,671 แห่ง ขณะที่โรงเรียนนานาชาติมี 280 แห่ง

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า โรงเรียนสามัญศึกษายังเป็นฐานหลักของธุรกิจการศึกษาเอกชนไทย มีจำนวนมากกว่าโรงเรียนนานาชาติหลายเท่าและกระจายตัวทั่วประเทศ

ขณะที่โรงเรียนนานาชาติยังเป็นตลาดขนาดเล็กกว่าในเชิงจำนวนสถานศึกษา แต่มีรูปแบบธุรกิจต่างออกไป ทั้งด้านหลักสูตร กลุ่มผู้ปกครอง ระดับค่าเล่าเรียน และพื้นที่ตั้งของโรงเรียน

ดังนั้น โรงเรียนทั้ง 2 กลุ่มจึงไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงในทุกพื้นที่ โรงเรียนสามัญศึกษาต้องตอบโจทย์ครอบครัวส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนโรงเรียนนานาชาติแข่งขันในตลาดเฉพาะที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับหลักสูตร ภาษา และเส้นทางการศึกษาในระดับสากล

ในมุมธุรกิจ จำนวนโรงเรียนสามัญศึกษาที่มากกว่าหมายถึงตลาดมีขนาดใหญ่และมีบทบาทต่อระบบการศึกษาของประเทศสูง แต่ก็ทำให้มีโรงเรียนจำนวนมากต้องแบ่งฐานนักเรียนกลุ่มเดียวกัน

ส่วนโรงเรียนนานาชาติมีจำนวนไม่มาก แต่สามารถวางตำแหน่งธุรกิจให้ชัดเจน และมุ่งไปยังครอบครัวที่มีความต้องการเฉพาะได้มากกว่า

จุดที่ต้องจับตาคือ เมื่อจำนวนเด็กและพฤติกรรมของผู้ปกครองเริ่มเปลี่ยน โรงเรียนทั้ง 2 กลุ่มจะรับแรงกระทบไม่เท่ากัน และโรงเรียนที่ปรับตัวไม่ทันกำลังเริ่มเผชิญปัญหาชัดเจนขึ้น

โรงเรียนไทยทยอยปิด เมื่อเด็กน้อย-ต้นทุนสูง

หลังเห็นโครงสร้างของโรงเรียนเอกชนไทย อีกด้านที่กำลังเห็นชัดขึ้นคือการปิดกิจการของโรงเรียนเอกชน และการยุบรวมโรงเรียนของรัฐ ซึ่งกระทบทั้งธุรกิจการศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน

สภาองค์กรของผู้บริโภครวบรวมข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสมาคมโรงเรียนเอกชน พบว่า ช่วงปี 2020-2024 โรงเรียนรัฐและเอกชนหายไปกว่า 490 แห่ง โดยฝั่งโรงเรียนรัฐส่วนหนึ่งเกิดจากการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ส่วนโรงเรียนเอกชนมีการเลิกกิจการเมื่อไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

หากดูเฉพาะโรงเรียนเอกชน ช่วงปี 2022-2023 มีโรงเรียนเอกชนปิดตัวกว่า 400 แห่ง โดยตัวเลขดังกล่าวรวมทั้งโรงเรียนในระบบ เช่น โรงเรียนสามัญศึกษาและโรงเรียนนานาชาติ รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ เช่น โรงเรียนกวดวิชาและสถาบันฝึกทักษะ

แรงกดดันยังต่อเนื่องมาถึงปี 2026 ซึ่งมีโรงเรียนเอกชนขอปิดกิจการอีกประมาณ 20-30 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีโรงเรียนยื่นขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง

ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดย ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน หลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในเดือนสิงหาคม 2026

สาเหตุของการปิดตัวมาจากจำนวนนักเรียนลดลง ภาวะเศรษฐกิจกระทบกำลังซื้อของผู้ปกครอง และต้นทุนการดำเนินงานที่โรงเรียนยังต้องแบกรับ ขณะเดียวกันโรงเรียนที่บริหารในลักษณะธุรกิจครอบครัวบางแห่งต้องปิดตัว เพราะไม่มีทายาทรับช่วงกิจการต่อ

สำหรับผู้ประกอบการ การปิดโรงเรียนหมายถึงการยุติธุรกิจที่ลงทุนด้านอาคาร บุคลากร และระบบการสอนมาเป็นเวลานาน ขณะที่ครูและบุคลากรต้องหางานใหม่ ในช่วงที่จำนวนตำแหน่งงานในโรงเรียนบางกลุ่มกำลังลดลง

โรงเรียนที่ยื่นขอปิดกิจการต้องจัดทำแผนส่งต่อนักเรียนไปยังสถานศึกษาแห่งใหม่ พร้อมดูแลสิทธิของครูและบุคลากรตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้การยุติธุรกิจกระทบโอกาสทางการศึกษาของเด็กกลางคัน

ในมุมธุรกิจ ตัวเลขโรงเรียนที่หายไปสะท้อนว่า โมเดลที่พึ่งรายได้จากค่าเล่าเรียนเพียงทางเดียวเริ่มมีความเสี่ยง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนลดลง แต่ยังต้องจ่ายเงินเดือนครู ดูแลอาคาร และรักษามาตรฐานการเรียนการสอนในระดับเดิม


สรุปข่าว

วิกฤตเด็กเกิดน้อยกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจการศึกษาไทย โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยที่เผชิญปัญหานักเรียนลดลง ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น และกำลังซื้อผู้ปกครองที่อ่อนแรง จนทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดตัวลง แต่ในทางกลับกัน โรงเรียนนานาชาติและธุรกิจกวดวิชายังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ปกครองยังคงพร้อมจ่ายเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพ ความแตกต่าง และให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์อนาคตของบุตรหลาน โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติที่มีการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่าตลาดการศึกษากำลังปรับเปลี่ยนสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ความแตกต่าง และผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เด็กเกิดน้อยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจการศึกษาไทย โรงเรียนเอกชนหลายแห่งเผชิญทั้งจำนวนนักเรียนที่ลดลง กำลังซื้อที่อ่อนแรง และต้นทุนการจัดการศึกษาที่สูงขึ้น จนบางแห่งจำเป็นต้องปิดกิจการ

แต่ตลาดการศึกษาไม่ได้หดตัวทุกกลุ่ม เพราะผู้ปกครองบางส่วนยังพร้อมจ่าย หากโรงเรียนมีหลักสูตร คุณภาพ และผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ ทำให้โรงเรียนนานาชาติและธุรกิจกวดวิชายังมีพื้นที่เติบโต ท่ามกลางโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนเอกชนไทย 2 ตลาด เดินคนละทิศ

ภาพธุรกิจโรงเรียนเอกชนไทยวันนี้กำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โรงเรียนหลักสูตรไทยจำนวนมากต้องรับมือกับเด็กเกิดน้อยและกำลังซื้อของครอบครัวที่อ่อนแอลง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. แบ่งโรงเรียนเอกชนในระบบเป็นโรงเรียนสามัญศึกษาและโรงเรียนนานาชาติ ส่วนโรงเรียนกวดวิชาและสถาบันพัฒนาทักษะจัดอยู่ในกลุ่มโรงเรียนนอกระบบ

ข้อมูลจากระบบสถิติของ สช. ช่วงเดือนมิถุนายน ระบุว่า ประเทศไทยมี โรงเรียนเอกชนสามัญศึกษา 3,671 แห่ง ขณะที่โรงเรียนนานาชาติมี 280 แห่ง

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า โรงเรียนสามัญศึกษายังเป็นฐานหลักของธุรกิจการศึกษาเอกชนไทย มีจำนวนมากกว่าโรงเรียนนานาชาติหลายเท่าและกระจายตัวทั่วประเทศ

ขณะที่โรงเรียนนานาชาติยังเป็นตลาดขนาดเล็กกว่าในเชิงจำนวนสถานศึกษา แต่มีรูปแบบธุรกิจต่างออกไป ทั้งด้านหลักสูตร กลุ่มผู้ปกครอง ระดับค่าเล่าเรียน และพื้นที่ตั้งของโรงเรียน

ดังนั้น โรงเรียนทั้ง 2 กลุ่มจึงไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงในทุกพื้นที่ โรงเรียนสามัญศึกษาต้องตอบโจทย์ครอบครัวส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนโรงเรียนนานาชาติแข่งขันในตลาดเฉพาะที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับหลักสูตร ภาษา และเส้นทางการศึกษาในระดับสากล

ในมุมธุรกิจ จำนวนโรงเรียนสามัญศึกษาที่มากกว่าหมายถึงตลาดมีขนาดใหญ่และมีบทบาทต่อระบบการศึกษาของประเทศสูง แต่ก็ทำให้มีโรงเรียนจำนวนมากต้องแบ่งฐานนักเรียนกลุ่มเดียวกัน

ส่วนโรงเรียนนานาชาติมีจำนวนไม่มาก แต่สามารถวางตำแหน่งธุรกิจให้ชัดเจน และมุ่งไปยังครอบครัวที่มีความต้องการเฉพาะได้มากกว่า

จุดที่ต้องจับตาคือ เมื่อจำนวนเด็กและพฤติกรรมของผู้ปกครองเริ่มเปลี่ยน โรงเรียนทั้ง 2 กลุ่มจะรับแรงกระทบไม่เท่ากัน และโรงเรียนที่ปรับตัวไม่ทันกำลังเริ่มเผชิญปัญหาชัดเจนขึ้น

โรงเรียนไทยทยอยปิด เมื่อเด็กน้อย-ต้นทุนสูง

หลังเห็นโครงสร้างของโรงเรียนเอกชนไทย อีกด้านที่กำลังเห็นชัดขึ้นคือการปิดกิจการของโรงเรียนเอกชน และการยุบรวมโรงเรียนของรัฐ ซึ่งกระทบทั้งธุรกิจการศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน

สภาองค์กรของผู้บริโภครวบรวมข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสมาคมโรงเรียนเอกชน พบว่า ช่วงปี 2020-2024 โรงเรียนรัฐและเอกชนหายไปกว่า 490 แห่ง โดยฝั่งโรงเรียนรัฐส่วนหนึ่งเกิดจากการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ส่วนโรงเรียนเอกชนมีการเลิกกิจการเมื่อไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

หากดูเฉพาะโรงเรียนเอกชน ช่วงปี 2022-2023 มีโรงเรียนเอกชนปิดตัวกว่า 400 แห่ง โดยตัวเลขดังกล่าวรวมทั้งโรงเรียนในระบบ เช่น โรงเรียนสามัญศึกษาและโรงเรียนนานาชาติ รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ เช่น โรงเรียนกวดวิชาและสถาบันฝึกทักษะ

แรงกดดันยังต่อเนื่องมาถึงปี 2026 ซึ่งมีโรงเรียนเอกชนขอปิดกิจการอีกประมาณ 20-30 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีโรงเรียนยื่นขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง

ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดย ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน หลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในเดือนสิงหาคม 2026

สาเหตุของการปิดตัวมาจากจำนวนนักเรียนลดลง ภาวะเศรษฐกิจกระทบกำลังซื้อของผู้ปกครอง และต้นทุนการดำเนินงานที่โรงเรียนยังต้องแบกรับ ขณะเดียวกันโรงเรียนที่บริหารในลักษณะธุรกิจครอบครัวบางแห่งต้องปิดตัว เพราะไม่มีทายาทรับช่วงกิจการต่อ

สำหรับผู้ประกอบการ การปิดโรงเรียนหมายถึงการยุติธุรกิจที่ลงทุนด้านอาคาร บุคลากร และระบบการสอนมาเป็นเวลานาน ขณะที่ครูและบุคลากรต้องหางานใหม่ ในช่วงที่จำนวนตำแหน่งงานในโรงเรียนบางกลุ่มกำลังลดลง

โรงเรียนที่ยื่นขอปิดกิจการต้องจัดทำแผนส่งต่อนักเรียนไปยังสถานศึกษาแห่งใหม่ พร้อมดูแลสิทธิของครูและบุคลากรตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้การยุติธุรกิจกระทบโอกาสทางการศึกษาของเด็กกลางคัน

ในมุมธุรกิจ ตัวเลขโรงเรียนที่หายไปสะท้อนว่า โมเดลที่พึ่งรายได้จากค่าเล่าเรียนเพียงทางเดียวเริ่มมีความเสี่ยง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนลดลง แต่ยังต้องจ่ายเงินเดือนครู ดูแลอาคาร และรักษามาตรฐานการเรียนการสอนในระดับเดิม


เด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคน ดันต้นทุนการศึกษาต่อหัวสูงขึ้น

การที่โรงเรียนจำนวนหนึ่งต้องปิดตัว ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างประชากรไทยที่เปลี่ยนไป เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ฐานนักเรียนที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาก็เล็กลงตามไปด้วย

รายงานสภาวะการศึกษาไทยของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาระบุว่า ปี 2025 ไทยมีเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คน นับเป็นสัญญาณว่าระบบการศึกษาจะต้องรองรับนักเรียนจำนวนน้อยลงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

เมื่อเด็กน้อยลง โรงเรียนบางแห่งต้องเปิดห้องเรียนที่มีนักเรียนไม่เต็มห้อง แต่ยังต้องมีครูประจำชั้น ห้องเรียน อาคาร และระบบสนับสนุนใกล้เคียงกับเดิม ทำให้ต้นทุนต่อผู้เรียนสูงขึ้น

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาวิเคราะห์ขนาดห้องเรียนกับงบประมาณรายจ่ายสาธารณะต่อหัว พบว่า ห้องเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คน มีต้นทุนประมาณ 35,000-42,000 บาทต่อคน

ขณะที่ห้องเรียนขนาด 30-40 คน มีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 27,000 บาทต่อคน และถูกประเมินว่าเป็นช่วงที่เกิดความคุ้มค่าเชิงขนาดมากกว่า

ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยไม่ได้ใช้ทรัพยากรลดลงในสัดส่วนเดียวกัน เพราะค่าใช้จ่ายหลายรายการเป็นต้นทุนคงที่ และยังต้องจ่ายแม้จำนวนเด็กในห้องจะลดลง

โรงเรียนขนาดใหญ่จึงมีความได้เปรียบ เพราะสามารถกระจายต้นทุนไปยังนักเรียนจำนวนมาก ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กอาจต้องเลือกระหว่างเพิ่มค่าเรียน ลดค่าใช้จ่าย ควบรวมการเรียนบางระดับ หรือปรับรูปแบบการดำเนินงานใหม่

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้องเพื่อลดต้นทุนก็มีข้อจำกัด เพราะหากห้องเรียนหนาแน่นเกินไป อาจกระทบคุณภาพการสอนและการดูแลนักเรียนรายบุคคล ผู้บริหารจึงต้องหาสมดุลระหว่างต้นทุนกับคุณภาพการศึกษา

เด็กน้อยลง แต่โรงเรียนนานาชาติ-กวดวิชายังโต

อีกด้านหนึ่ง เด็กเกิดน้อยไม่ได้ทำให้ธุรกิจการศึกษาทุกกลุ่มหดตัวพร้อมกัน เพราะผู้ปกครองบางกลุ่มกำลังเลือกจ่ายมากขึ้นให้กับการศึกษาที่มองว่าสร้างความแตกต่าง ทั้งด้านภาษา ผลการเรียน และโอกาสในอนาคต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินว่า จำนวนนักเรียนไทยโดยรวมลดลง 1.1% และนักเรียนโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยลดลง 1.2%

ในทิศทางตรงกันข้าม จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้น 8.3% สะท้อนว่า ปัญหาเด็กเกิดน้อยไม่ได้ทำให้ความต้องการด้านการศึกษาลดลงเท่ากันทุกตลาด

ตลาดที่พึ่งพานักเรียนไทยกำลังถูกบีบจากฐานเด็กที่เล็กลง ขณะที่ตลาดนานาชาติยังได้แรงหนุนจากผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อและต้องการหลักสูตรต่างประเทศ รวมถึงครอบครัวชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักและทำงานในไทย

ทิศทางดังกล่าวส่งผ่านไปยังรายได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปี 2025 ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมีรายได้ประมาณ 95,000 ล้านบาท เติบโต 9.7%

อีกธุรกิจที่ยังขยายตัวคือโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรงเรียนนอกระบบ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 9.2% แตะประมาณ 3,300 ล้านบาท

การเติบโตของโรงเรียนกวดวิชาสะท้อนว่า ผู้ปกครองยังพร้อมจ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าเล่าเรียนปกติ หากเชื่อว่าบริการนั้นช่วยเพิ่มผลการเรียน เตรียมสอบ หรือสร้างโอกาสให้บุตรหลานได้

ผู้ได้ประโยชน์จึงเป็นผู้ประกอบการที่สามารถ ขายผลลัพธ์ทางการศึกษาได้ชัดเจน ทั้งโรงเรียนนานาชาติ สถาบันกวดวิชา และบริการเสริมที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

ส่วนโรงเรียนหลักสูตรไทยที่ไม่มีจุดต่างต้องแข่งขันหนักขึ้น เพราะไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับโรงเรียนด้วยกัน แต่ยังต้องแย่งงบประมาณของครอบครัวกับคอร์สเรียนเสริม แพลตฟอร์มออนไลน์ และทางเลือกการศึกษารูปแบบอื่น


โรงเรียนนานาชาติโตออกต่างจังหวัด นักเรียนเพิ่มเฉลี่ย 21.2%

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจการศึกษาที่เติบโตต่อเนื่องคือโรงเรียนนานาชาติ และการขยายตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ อีกต่อไป แต่กำลังกระจายตามครอบครัวกำลังซื้อสูง ชุมชนชาวต่างชาติ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ

รายงานวิจัยธุรกิจของ LH Bank Business Research เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ระบุว่า ช่วงปี 2020-2024 จำนวนโรงเรียนนานาชาติทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5% ต่อปี ขณะที่จำนวนนักเรียนเพิ่มเร็วกว่ามากที่เฉลี่ย 10.6% ต่อปี สะท้อนว่าความต้องการเข้าเรียนขยายตัวเร็วกว่าจำนวนโรงเรียน

เมื่อแยกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนโรงเรียนเพิ่มเฉลี่ย 0.8% ต่อปี และจำนวนนักเรียนเพิ่มเฉลี่ย 4.9% ต่อปี

ขณะที่ต่างจังหวัด จำนวนโรงเรียนเพิ่มเฉลี่ย 4.1% ต่อปี และจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นถึง 21.2% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของตลาดกำลังขยายออกนอกเมืองหลวงเร็วขึ้น

อัตราการเติบโตของต่างจังหวัดที่สูงกว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากฐานเดิมที่มีขนาดเล็ก เมื่อมีโรงเรียนและนักเรียนเพิ่มขึ้นจึงทำให้อัตราการขยายตัวสูงกว่าตลาดขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ

อีกปัจจัยคือ ความต้องการหลักสูตรนานาชาติเริ่มขยายตามเมืองอุตสาหกรรม เมืองท่องเที่ยว และชุมชนชาวต่างชาติ ทำให้ตลาดการศึกษาเคลื่อนตามแหล่งงานและกำลังซื้อที่กระจายออกจากเมืองหลวง

สำหรับผู้ประกอบการ การออกไปต่างจังหวัดช่วยลดการแข่งขันกับโรงเรียนรายใหญ่ในกรุงเทพฯ และเปิดโอกาสให้พัฒนาโรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก โดยกำหนดค่าเล่าเรียนให้เหมาะกับกำลังซื้อในแต่ละพื้นที่

แต่ไม่ใช่ทุกจังหวัดจะเหมาะกับการลงทุน เพราะโรงเรียนนานาชาติมีต้นทุนเริ่มต้นสูงและต้องใช้เวลาสร้างฐานนักเรียน ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินจำนวนครอบครัวเป้าหมาย ระดับรายได้ และความต่อเนื่องของชุมชนต่างชาติให้แม่นยำ

หากประเมินความต้องการสูงเกินจริง โรงเรียนอาจมีที่นั่งว่างและต้องแบกรับต้นทุนอาคารกับบุคลากรเป็นเวลานาน แต่หากเลือกทำเลถูกต้อง โรงเรียนสามารถเติบโตไปพร้อมกับเมือง และสร้างโอกาสให้ธุรกิจที่พักอาศัย ระบบขนส่ง และบริการสำหรับครอบครัวต่างชาติตามไปด้วย

ภาพรวมจึงไม่ใช่ว่า “เด็กเกิดน้อยทำให้ธุรกิจการศึกษาหมดโอกาส” แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างตลาด จากธุรกิจที่พึ่งจำนวนนักเรียนจำนวนมาก ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ความแตกต่าง และผลลัพธ์ที่ผู้ปกครองมองว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย