สิงคโปร์แจก 1.8 ล้าน ฝ่าวิกฤตเด็กเกิดน้อย ไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
สิงคโปร์แจก 1.8 ล้าน  ฝ่าวิกฤตเด็กเกิดน้อย ไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง?

สิงคโปร์แจกเงินเกือบ 1.8 ล้านบาทต่อเด็กหนึ่งคนหวังช่วยให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจมีลูกมากขึ้น  

แต่เม็ดเงินจำนวนนี้ จะเปลี่ยนใจคนที่ไม่อยากมีลูกได้จริงหรือ?


สิงคโปร์ ต้องเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อยเข้าขั้นวิกฤต

เมื่ออัตราการเจริญพันธุ์รวม หรือ TFR ของสิงคโปร์

ลดจากประมาณ 1.24 เมื่อสิบปีก่อน เหลือ 0.97 ในปี 2024

และลดลงอีกเหลือเพียง 0.87 ในปี 2025 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์



สรุปข่าว

สิงคโปร์ทุ่มสวัสดิการเกือบ 1.8 ล้านบาทต่อเด็กหนึ่งคน หวังรับมือวิกฤตเด็กเกิดน้อย ขณะที่ไทยมีสวัสดิการครอบครัวหลายด้าน แต่บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การ แจกเงินให้มากขึ้น หากคือการสร้างระบบนิเวศของการมีลูก เชื่อมโยงการตั้งครรภ์ การเลี้ยงดู การศึกษา ที่อยู่อาศัย และการทำงาน เพื่อลดต้นทุนครอบครัวอย่างเป็นระบบ

สิงคโปร์แจกเงินเกือบ 1.8 ล้านบาทต่อเด็กหนึ่งคนหวังช่วยให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจมีลูกมากขึ้น  

แต่เม็ดเงินจำนวนนี้ จะเปลี่ยนใจคนที่ไม่อยากมีลูกได้จริงหรือ?


สิงคโปร์ ต้องเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อยเข้าขั้นวิกฤต

เมื่ออัตราการเจริญพันธุ์รวม หรือ TFR ของสิงคโปร์

ลดจากประมาณ 1.24 เมื่อสิบปีก่อน เหลือ 0.97 ในปี 2024

และลดลงอีกเหลือเพียง 0.87 ในปี 2025 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์



แม้สิงคโปร์จะมีระบบสวัสดิการสำหรับครอบครัวที่ค่อนข้างเข้มแข็ง แต่คนรุ่นใหม่กลับมีลูกน้อยลง

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐจะช่วยเท่าไร

แต่คือ รัฐต้องช่วยมากแค่ไหน จึงจะทำให้คนที่ยังไม่อยากมีลูก เปลี่ยนใจได้จริง?


ล่าสุดรัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ประกาศเพิ่มการสนับสนุนสำหรับเด็กชาวสิงคโปร์ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2027 โดยมูลค่าความช่วยเหลือรวมอาจสูงเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 17 ปี

เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินก้อนที่พ่อแม่ได้รับทันที 

แต่เป็นชุดสวัสดิการที่ครอบคลุมตั้งแต่เงินช่วยเหลือแรกเกิด เงินสนับสนุนรายปี เงินเพื่อการศึกษา 

สิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร ไปจนถึงมาตรการด้านที่อยู่อาศัย เช่น การเพิ่มสิทธิในการจับสลากซื้อบ้านหลังแรกตามจำนวนบุตร


แนวคิดสำคัญของสิงคโปร์จึงไม่ใช่เพียง แจกเงินให้คนมีลูก

แต่คือการพยายาม ลดต้นทุนของการมีลูกตลอดช่วงชีวิตของเด็ก

เพราะการตัดสินใจมีลูกไม่ได้เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายตอนคลอดเพียงอย่างเดียว

มันรวมถึงค่าดูแลเด็ก ค่าเรียน ที่อยู่อาศัย เวลาในการเลี้ยงลูก ต้นทุนจากการหยุดงาน รวมถึงความมั่นคงของครอบครัวในระยะยาว




แล้วมาตรการกระตุ้นการมีบุตรของไทยล่ะ 

ประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือครอบครัวอยู่หลายด้าน

ทั้งการเพิ่มสิทธิการลาคลอดและการลาเพื่อดูแลบุตร การสนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยาก การดูแลเด็กผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน

นอกจากนี้ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมยังได้รับเงินสงเคราะห์บุตรตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี ในอัตรา 1,000 บาทต่อเดือน

ส่วนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน ก็มีการผลักดันให้ปรับปรุงการช่วยเหลือเพิ่มเติม


แต่เมื่อมองในภาพรวม จะเห็นความแตกต่างที่สำคัญมาตรการของไทยจำนวนมากมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระของครอบครัว หรือช่วยเหลือครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ขณะที่แนวทางของสิงคโปร์พยายามออกแบบสิทธิประโยชน์ให้เชื่อมโยงกับ ต้นทุนของการสร้างครอบครัวในหลายช่วงชีวิต


ไทยแจกน้อยกว่าสิงคโปร์หรือไม่? อาจไม่สามารถเปรียบเทียบได้ชัด ด้วยจำนวนประชากร และโครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างกัน

แต่หากตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังลดต้นทุนของการมีลูกได้ครบแค่ไหน

เพราะการมอบเงินสงเคราะห์บุตร มาตรการเรียนฟรี 15 ปี  รวมไปถึงการให้ศูนย์เลี้ยงเด็กช่วยดูแลบุตรหลาน 

ยังไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝงของการมีครอบครัวได้ทั้งหมด 

ขณะที่สิทธิการรักษาภาวะมีบุตรยากอาจช่วยคนที่อยากมีลูกแต่มีไม่ได้

แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามของคนอีกกลุ่มที่มีลูกได้ แต่เลือกที่จะไม่มี

นี่คือจุดสำคัญของวิกฤตประชากรยุคใหม่


ไทย และสิงคโปร์ ต่างมีมาตรการช่วยเหลือครอบครัวที่มีบุตร ด้วยการมอบสวัสดิการ เพื่อหวังกระตุ้นการสร้างครอบครัว

แต่สิ่งที่สิงคโปร์พยายามทำคือการสร้าง ระบบนิเวศของการมีลูกและสิทธิประโยชน์สำหรับครอบครัว 

ส่วนมาตรการของไทยกระจายอยู่ในหลายระบบ 

ซึ่งการช่วยเหลือบางส่วนยังมุ่งไปที่การบรรเทาความยากจนมากกว่าการลดต้นทุนของการสร้างครอบครัว


โดยสิ่งที่ไทยสามารถเรียนรู้จากมาตรการของสิงคโปร์ คือ การใช้นโยบายที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่ม เงินอุดหนุนเท่านั้น 

แต่คือการออกแบบ ระบบนิเวศของการมีลูก ให้เชื่อมโยงตั้งแต่การตั้งครรภ์ การคลอด การเลี้ยงดู การศึกษา ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการทำงานของพ่อแม่ 

เพราะการลดค่าใช้จ่ายเพียงด้านใดด้านหนึ่งอาจไม่เพียงพอ ไทยจึงควรทำให้สวัสดิการที่มีอยู่เชื่อมกันมากขึ้น 

ขณะเดียวกันยังเห็นมุมมองของรัฐบาลสิงคโปร์ต่อการมีลูกว่าเป็นเรื่องของ ต้นทุนทั้งชีวิตของครอบครัว ไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือหลังเด็กเกิดใหม่เท่านั้น


อย่างไรก็ตามสวัสดิการจูงใจการมีบุตร ในรูปแบบของตัวเงิน หรือสิทธิพิเศษต่างๆ อาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น 

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเงื่อนไขเพียงพอในการแก้ปัญหาวิกฤตประชากร

เพราะเงินอาจลดต้นทุนของการมีลูก แต่แรงจูงใจในการมีลูก และสร้างครอบครัวอาจต้องสร้างจากทั้งระบบของชีวิต

ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Getty Images