"อาชีพแม่" ไม่ง่าย? แลกทั้งรายได้ แลกทั้งอนาคต กัดกร่อนเศรษฐกิจไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X


เมื่อ “อาชีพแม่” กลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจ


เป็นแม่คนในวันนี้ไม่ง่าย และเรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ครอบครัว แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก


ผู้หญิงทั่วโลกมีการศึกษาสูงขึ้น ทำงานมากขึ้น และมีรายได้มากขึ้น แต่กลับมีลูกน้อยลง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ไปจนถึงประเทศไทย ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากมีอัตราเกิดต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ทำไมคนไม่อยากมีลูก” แต่คือ ต้นทุนของการมีลูกสูงขึ้นแค่ไหน และใครเป็นคนจ่ายต้นทุนนี้


มีลูกหนึ่งคน แม่อาจต้องแลกมากกว่าที่คิด


การมีลูกไม่ได้หมายถึงค่าอาหาร ค่าเรียน หรือค่าดูแลเด็กเท่านั้น แต่ยังมี “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง


ทั้งรายได้ที่หายไป การหยุดงาน โอกาสเลื่อนตำแหน่งที่ลดลง ชั่วโมงทำงานที่น้อยลง รวมถึงผลกระทบต่อเงินออมและเงินบำนาญในอนาคต


ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Motherhood Penalty หรือ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจของการเป็นแม่”


งานศึกษาของ OECD และองค์กรระหว่างประเทศพบว่า หลังมีลูก รายได้ของผู้หญิงจำนวนมากเติบโตช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีลูกในช่วงเวลาเดียวกัน


ดังนั้น ต้นทุนของการเป็นแม่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงลาคลอด แต่สามารถลากยาวไปตลอดเส้นทางอาชีพ หรือกระทั่งถึงวัยเกษียณ


ทำไม “พ่อ” กับ “แม่” จึงมีต้นทุนไม่เท่ากัน


ก่อนมีลูก ผู้หญิงและผู้ชายที่มีการศึกษาและประสบการณ์ใกล้เคียงกันอาจมีเส้นทางรายได้ไม่ต่างกันมาก


แต่หลังมีลูกคนแรก ช่องว่างเริ่มขยาย เพราะผู้หญิงมักเป็นฝ่ายรับภาระดูแลครอบครัวมากกว่า ทั้งการหยุดงาน ลดชั่วโมงทำงาน หรือเปลี่ยนไปทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น


ผลที่ตามมาคือ ไม่ใช่แค่เงินเดือนลดลง แต่ยังหมายถึงโบนัส โอกาสเติบโตในสายงาน เงินออม และความมั่งคั่งตลอดชีวิตที่ลดลงด้วย


นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ความเท่าเทียมทางเพศ” แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ผลิตภาพแรงงาน รายได้ครัวเรือน และศักยภาพการเติบโตของประเทศ


เมื่อคนเกิดน้อย เศรษฐกิจทั้งประเทศก็เจอปัญหา


ปัญหายิ่งใหญ่ขึ้นเมื่อ Motherhood Penalty เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราเกิดที่ลดลง และเมื่อเด็กเกิดน้อย ก็หมายถึง "แรงงานในอนาคต" ลดลง ขณะที่คนสูงวัยเพิ่มขึ้น ประเทศจึงต้องรับภาระด้านบำนาญ สาธารณสุข และสวัสดิการมากขึ้น


OECD และ IMF ต่างชี้ถึงความเสี่ยงจากสังคมสูงวัยที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อกำลังแรงงานหดตัวและภาระการคลังเพิ่มขึ้น


พูดง่าย ๆ คือ ประเทศต้องการให้คนมีลูก แต่ถ้าการมีลูกทำให้คนหนึ่งคนหลุดออกจากตลาดแรงงาน เศรษฐกิจก็เสียกำลังสำคัญไปพร้อมกัน


สรุปข่าว

การเป็น “แม่” วันนี้ไม่ได้มีแค่ต้นทุนค่าเลี้ยงลูก แต่ยังแลกมาด้วยรายได้ อาชีพ และโอกาสในระยะยาว ปรากฏการณ์ Motherhood Penalty กำลังกดทับรายได้และกำลังแรงงาน ขณะที่หลายประเทศเผชิญอัตราเกิดต่ำและสังคมสูงวัย โจทย์จึงไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้คนมีลูก แต่ทำอย่างไรให้ “มีลูกแล้วไม่ต้องออกจากงาน” เพื่อรักษาศักยภาพเศรษฐกิจประเทศ


เมื่อ “อาชีพแม่” กลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจ


เป็นแม่คนในวันนี้ไม่ง่าย และเรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ครอบครัว แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก


ผู้หญิงทั่วโลกมีการศึกษาสูงขึ้น ทำงานมากขึ้น และมีรายได้มากขึ้น แต่กลับมีลูกน้อยลง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ไปจนถึงประเทศไทย ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากมีอัตราเกิดต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ทำไมคนไม่อยากมีลูก” แต่คือ ต้นทุนของการมีลูกสูงขึ้นแค่ไหน และใครเป็นคนจ่ายต้นทุนนี้


มีลูกหนึ่งคน แม่อาจต้องแลกมากกว่าที่คิด


การมีลูกไม่ได้หมายถึงค่าอาหาร ค่าเรียน หรือค่าดูแลเด็กเท่านั้น แต่ยังมี “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง


ทั้งรายได้ที่หายไป การหยุดงาน โอกาสเลื่อนตำแหน่งที่ลดลง ชั่วโมงทำงานที่น้อยลง รวมถึงผลกระทบต่อเงินออมและเงินบำนาญในอนาคต


ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Motherhood Penalty หรือ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจของการเป็นแม่”


งานศึกษาของ OECD และองค์กรระหว่างประเทศพบว่า หลังมีลูก รายได้ของผู้หญิงจำนวนมากเติบโตช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีลูกในช่วงเวลาเดียวกัน


ดังนั้น ต้นทุนของการเป็นแม่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงลาคลอด แต่สามารถลากยาวไปตลอดเส้นทางอาชีพ หรือกระทั่งถึงวัยเกษียณ


ทำไม “พ่อ” กับ “แม่” จึงมีต้นทุนไม่เท่ากัน


ก่อนมีลูก ผู้หญิงและผู้ชายที่มีการศึกษาและประสบการณ์ใกล้เคียงกันอาจมีเส้นทางรายได้ไม่ต่างกันมาก


แต่หลังมีลูกคนแรก ช่องว่างเริ่มขยาย เพราะผู้หญิงมักเป็นฝ่ายรับภาระดูแลครอบครัวมากกว่า ทั้งการหยุดงาน ลดชั่วโมงทำงาน หรือเปลี่ยนไปทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น


ผลที่ตามมาคือ ไม่ใช่แค่เงินเดือนลดลง แต่ยังหมายถึงโบนัส โอกาสเติบโตในสายงาน เงินออม และความมั่งคั่งตลอดชีวิตที่ลดลงด้วย


นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ความเท่าเทียมทางเพศ” แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ผลิตภาพแรงงาน รายได้ครัวเรือน และศักยภาพการเติบโตของประเทศ


เมื่อคนเกิดน้อย เศรษฐกิจทั้งประเทศก็เจอปัญหา


ปัญหายิ่งใหญ่ขึ้นเมื่อ Motherhood Penalty เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราเกิดที่ลดลง และเมื่อเด็กเกิดน้อย ก็หมายถึง "แรงงานในอนาคต" ลดลง ขณะที่คนสูงวัยเพิ่มขึ้น ประเทศจึงต้องรับภาระด้านบำนาญ สาธารณสุข และสวัสดิการมากขึ้น


OECD และ IMF ต่างชี้ถึงความเสี่ยงจากสังคมสูงวัยที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อกำลังแรงงานหดตัวและภาระการคลังเพิ่มขึ้น


พูดง่าย ๆ คือ ประเทศต้องการให้คนมีลูก แต่ถ้าการมีลูกทำให้คนหนึ่งคนหลุดออกจากตลาดแรงงาน เศรษฐกิจก็เสียกำลังสำคัญไปพร้อมกัน


หลายประเทศจึงเร่งแก้โจทย์ “มีลูกแล้วต้องทำงานได้”


จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศกำลังใช้นโยบายรับมือวิกฤตประชากร ทั้งเงินสนับสนุนการมีบุตร การเพิ่มสิทธิลาเลี้ยงดูบุตร การอุดหนุนค่าเลี้ยงดู และการขยายบริการศูนย์เด็กเล็ก


แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียง “จ่ายเงินให้คนมีลูก” เพราะถ้าหลังจากมีลูกแล้ว ผู้หญิงยังต้องออกจากงาน รายได้ยังหาย และไม่มีระบบดูแลเด็กที่เพียงพอ ปัญหาก็ยังคงอยู่


สิ่งที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญจึงเป็นการทำให้ “การมีลูก” และ “การมีอาชีพ” สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้


ไทยหนีไม่พ้น แรงงานหด สังคมสูงวัย คนไม่แต่งงาน ไม่มีลูก 


ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นปัญหานี้ ปัจจุบันอัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยอยู่ราว 1.3 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำกว่าระดับทดแทนอย่างมาก


ขณะเดียวกัน ประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลง และสังคมสูงวัยกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย OECD มองว่าการเพิ่มศักยภาพของผู้หญิงให้สามารถทำงานและสร้างครอบครัวไปพร้อมกัน เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของไทย


แม้ผู้หญิงไทยจะมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานค่อนข้างสูง แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องบริการดูแลเด็ก งานที่ยืดหยุ่น และแรงงานนอกระบบ ทำให้ผู้หญิงบางส่วนต้องลดเวลาทำงานหรือออกจากตลาดแรงงานหลังมีลูก

จาก “สวัสดิการแม่” สู่ “การลงทุนเศรษฐกิจ”


ทางออกจึงอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด แทนที่จะมองสิทธิประโยชน์สำหรับแม่เป็นเพียง “สวัสดิการ” อาจต้องมองเป็น การลงทุนในทุนมนุษย์และกำลังแรงงานของประเทศ


World Bank และ ILO ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือทำงานได้เต็มศักยภาพ ขณะที่การลงทุนใน Care Economy เช่น ศูนย์เด็กเล็ก บริการดูแลผู้สูงอายุ และระบบลาเลี้ยงดูบุตร สามารถสร้างทั้งงาน รายได้ และผลิตภาพทางเศรษฐกิจ


สำหรับไทย หากทำให้ผู้หญิงไม่ต้องเลือกระหว่าง “มีลูก” กับ “มีงาน” ได้ ประเทศจะได้ประโยชน์หลายทาง ทั้งรักษาแรงงานทักษะ เพิ่มรายได้ครัวเรือน เพิ่มกำลังซื้อ และลดแรงกดดันจากสังคมสูงวัย

เพราะ “แม่” ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือกำลังเศรษฐกิจ


สุดท้ายแล้ว การมีลูกและการเป็นแม่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของครอบครัว เพราะเมื่อคนเกิดน้อย แรงงานลดลง และสังคมสูงวัยขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านกำลังส่งผลถึงบริษัท ตลาดแรงงาน งบประมาณประเทศ และ GDP


โจทย์ของโลกวันนี้จึงไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้คนมีลูกมากขึ้น” แต่คือ “ทำอย่างไรให้คนมีลูกแล้ว ยังมีอาชีพ มีรายได้ และมีอนาคตทางเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม”


เพราะการสนับสนุน “อาชีพแม่” อาจไม่ใช่แค่เรื่องความเท่าเทียม แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของเศรษฐกิจโลกในยุคประชากรลดลง


ที่มาข้อมูล : OECD World Bank สภาพัฒน์

ที่มารูปภาพ : OpenAI GPT Image

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ