"มาเลเซีย" ไม่ธรรมดา ขึ้นแท่นดาวเด่นแห่งอาเซียน! ไทยจะสู้ได้หรือไม่?

Share on Line Share on Facebook Share on X

จับตาศึกเศรษฐกิจอาเซียน! "มาเลเซีย VS ไทย" เงินไหลลงทุนไม่หยุด เกมอุตสาหกรรมใหม่ ชิงศูนย์กลาง AI แห่งภูมิภาค 


หลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก หลายคนอาจนึกถึงเวียดนาม แต่วันนี้มีอีกประเทศที่กำลังถูกจับตามองอย่างมาก นั่นคือ มาเลเซีย


ประเทศเพื่อนบ้านของไทยกำลังถูกสื่อต่างประเทศยกให้เป็นหนึ่งในผู้ชนะจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยง


คำถาม คือ แล้วไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้ และเราจะได้ประโยชน์อย่างไรจากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ของโลก?


มาเลเซีย ดาวรุ่งใหม่ของการลงทุน AI


Bloomberg รายงานว่า มาเลเซียกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


การย้ายฐานการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทำให้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค


ที่น่าสนใจคือ การเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเมืองหลวง แต่กระจายไปยังหลายพื้นที่


รัฐซาราวัก สามารถดึงดูดเงินลงทุนกว่า 116,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 28,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากโครงการด้านพลังงาน อุตสาหกรรมเคมี และโครงการขนาดใหญ่


รัฐยะโฮร์ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของอาเซียน ด้วยข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่อยู่ติดสิงคโปร์ มีพื้นที่เพียงพอ และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้หลายบริษัทเลือกสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในยะโฮร์ แล้วเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจในสิงคโปร์


ปีนัง ยังคงรักษาสถานะฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญของโลก พร้อมเดินหน้าโครงการ Silicon Island เพื่อดึงดูดผู้ผลิตชิปขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


China+1 จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบ


การเติบโตของมาเลเซียไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยน


เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังดำเนินต่อ บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ China+1 หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน


มาเลเซียจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ได้แก่

- ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง

- บุคลากรด้านวิศวกรรมจำนวนมาก

- ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

- ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้

- นโยบายภาครัฐที่ค่อนข้างมีความต่อเนื่อง


ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA, Infineon Technologies และ ByteDance รวมถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายราย เลือกขยายการลงทุนในมาเลเซีย


ที่สำคัญ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงแชตบอตหรือผู้ช่วยอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ชิปประมวลผล ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ไปจนถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานจำนวนมาก


ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนแรงส่งของมาเลเซีย


ผลจากการลงทุนเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 5.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.2% และถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในเอเชีย


ธนาคารกลางมาเลเซียยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตในกรอบ 4-5% ขณะที่ IMF ประเมินไว้ที่ 4.7% และนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับประมาณการขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 5%


อีกตัวเลขที่น่าสนใจมาจาก HSBC ซึ่งประเมินว่า มูลค่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของมาเลเซียคิดเป็นเกือบ 18% ของ GDP ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก


เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี แต่ยังส่งผลต่อภาคก่อสร้าง วิศวกรรม พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และการจ้างงานในวงกว้าง


สรุปข่าว

มาเลเซียกำลังถูกจับตาในฐานะ "ดาวเด่นแห่งอาเซียน" หลังเม็ดเงินลงทุน AI ชิป และดาต้าเซ็นเตอร์หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง จนเศรษฐกิจเติบโตโดดเด่นกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่ไทยก็มีจุดแข็งสำคัญ ทั้งการเป็นฐานการผลิต AI Hardware ระดับโลก การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโต และการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ใครชนะ" แต่คือ ประเทศไหนจะเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นรายได้ งาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้มากกว่ากัน

จับตาศึกเศรษฐกิจอาเซียน! "มาเลเซีย VS ไทย" เงินไหลลงทุนไม่หยุด เกมอุตสาหกรรมใหม่ ชิงศูนย์กลาง AI แห่งภูมิภาค 


หลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก หลายคนอาจนึกถึงเวียดนาม แต่วันนี้มีอีกประเทศที่กำลังถูกจับตามองอย่างมาก นั่นคือ มาเลเซีย


ประเทศเพื่อนบ้านของไทยกำลังถูกสื่อต่างประเทศยกให้เป็นหนึ่งในผู้ชนะจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยง


คำถาม คือ แล้วไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้ และเราจะได้ประโยชน์อย่างไรจากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ของโลก?


มาเลเซีย ดาวรุ่งใหม่ของการลงทุน AI


Bloomberg รายงานว่า มาเลเซียกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


การย้ายฐานการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทำให้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค


ที่น่าสนใจคือ การเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเมืองหลวง แต่กระจายไปยังหลายพื้นที่


รัฐซาราวัก สามารถดึงดูดเงินลงทุนกว่า 116,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 28,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากโครงการด้านพลังงาน อุตสาหกรรมเคมี และโครงการขนาดใหญ่


รัฐยะโฮร์ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของอาเซียน ด้วยข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่อยู่ติดสิงคโปร์ มีพื้นที่เพียงพอ และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้หลายบริษัทเลือกสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในยะโฮร์ แล้วเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจในสิงคโปร์


ปีนัง ยังคงรักษาสถานะฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญของโลก พร้อมเดินหน้าโครงการ Silicon Island เพื่อดึงดูดผู้ผลิตชิปขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


China+1 จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบ


การเติบโตของมาเลเซียไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยน


เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังดำเนินต่อ บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ China+1 หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน


มาเลเซียจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ได้แก่

- ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง

- บุคลากรด้านวิศวกรรมจำนวนมาก

- ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

- ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้

- นโยบายภาครัฐที่ค่อนข้างมีความต่อเนื่อง


ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA, Infineon Technologies และ ByteDance รวมถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายราย เลือกขยายการลงทุนในมาเลเซีย


ที่สำคัญ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงแชตบอตหรือผู้ช่วยอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ชิปประมวลผล ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ไปจนถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานจำนวนมาก


ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนแรงส่งของมาเลเซีย


ผลจากการลงทุนเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 5.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.2% และถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในเอเชีย


ธนาคารกลางมาเลเซียยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตในกรอบ 4-5% ขณะที่ IMF ประเมินไว้ที่ 4.7% และนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับประมาณการขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 5%


อีกตัวเลขที่น่าสนใจมาจาก HSBC ซึ่งประเมินว่า มูลค่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของมาเลเซียคิดเป็นเกือบ 18% ของ GDP ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก


เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี แต่ยังส่งผลต่อภาคก่อสร้าง วิศวกรรม พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และการจ้างงานในวงกว้าง


ไทยก็มีไพ่สำคัญในเกม AI โลก


แม้มาเลเซียจะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยกำลังเสียเปรียบทุกด้าน


IMF ระบุว่า มีประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่เป็นผู้ส่งออก "กลุ่มผู้ส่งออก AI Hardware สุทธิรายสำคัญของโลก" คือ  ไต้หวัน - เกาหลีใต้ - มาเลเซีย - ไทย สะท้อนว่าไทยยังเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอุตสาหกรรม AI โลก


ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง พลังงาน


เพราะมาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ จึงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานน้อยกว่าหลายประเทศในอาเซียน ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ย่อมให้ความสำคัญกับต้นทุนและความมั่นคงด้านพลังงานเป็นพิเศษ


จุดนี้จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของมาเลเซียในการแข่งขันดึงดูดการลงทุน


จุดแข็งของไทยยังแข็งแรง


แม้ไทยจะเสียเปรียบบางด้าน แต่ก็ยังมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก ทั้ง

- ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)

- แผงวงจรพิมพ์ (PCB)

- ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

- อุตสาหกรรมยานยนต์

- AI Hardware ตามการประเมินของ IMF


ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังได้รับการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft และ AWS ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท


ด้านภาพรวมเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.6% เป็น 2.5%


ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่แข็งแกร่งกว่าคาด โดยปรับประมาณการการส่งออกทั้งปีจาก 6.9% เป็น 12.5% หลังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ และชิ้นส่วนเทคโนโลยีเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนว่าไทยยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

มาเลเซียก็ยังมีโจทย์ที่ต้องเผชิญ


แม้ภาพรวมของมาเลเซียจะดูสดใส แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่นักวิเคราะห์จับตา ได้แก่

- ความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งปี 2571

- ภาระการอุดหนุนพลังงานที่อาจสูงถึง 40,000 ล้านริงกิต

- การพึ่งพาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากเกินไป

- ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก


ขณะที่หากดูอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอาเซียนในปี 2568 จะพบว่า

เวียดนาม ประมาณ 6.5%

ฟิลิปปินส์ ประมาณ 5.5%

อินโดนีเซีย ประมาณ 5.0%

มาเลเซีย 4.5%

ไทย 2.4%


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้นทุกปี


บทสรุป เกมนี้ไม่มีผู้ชนะเพียงประเทศเดียว


เม็ดเงินลงทุนด้าน AI กำลังเปลี่ยนแผนที่เศรษฐกิจของโลก และอาเซียนคือหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด


วันนี้มาเลเซียอาจเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดจากกระแส AI และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ไทยเองก็ยังมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิต AI Hardware และฐานการส่งออกที่แข็งแกร่ง


ท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะกันระหว่างไทยกับมาเลเซีย แต่คือการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นการจ้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน เพราะนั่นคือเส้นชัยที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจ

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ