จับตาศึกเศรษฐกิจอาเซียน! "มาเลเซีย VS ไทย" เงินไหลลงทุนไม่หยุด เกมอุตสาหกรรมใหม่ ชิงศูนย์กลาง AI แห่งภูมิภาค
หลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก หลายคนอาจนึกถึงเวียดนาม แต่วันนี้มีอีกประเทศที่กำลังถูกจับตามองอย่างมาก นั่นคือ มาเลเซีย
ประเทศเพื่อนบ้านของไทยกำลังถูกสื่อต่างประเทศยกให้เป็นหนึ่งในผู้ชนะจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยง
คำถาม คือ แล้วไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้ และเราจะได้ประโยชน์อย่างไรจากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ของโลก?
มาเลเซีย ดาวรุ่งใหม่ของการลงทุน AI
Bloomberg รายงานว่า มาเลเซียกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การย้ายฐานการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทำให้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ที่น่าสนใจคือ การเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเมืองหลวง แต่กระจายไปยังหลายพื้นที่
รัฐซาราวัก สามารถดึงดูดเงินลงทุนกว่า 116,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 28,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากโครงการด้านพลังงาน อุตสาหกรรมเคมี และโครงการขนาดใหญ่
รัฐยะโฮร์ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของอาเซียน ด้วยข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่อยู่ติดสิงคโปร์ มีพื้นที่เพียงพอ และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้หลายบริษัทเลือกสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในยะโฮร์ แล้วเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจในสิงคโปร์
ปีนัง ยังคงรักษาสถานะฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญของโลก พร้อมเดินหน้าโครงการ Silicon Island เพื่อดึงดูดผู้ผลิตชิปขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
China+1 จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบ
การเติบโตของมาเลเซียไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยน
เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังดำเนินต่อ บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ China+1 หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน
มาเลเซียจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ได้แก่
- ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง
- บุคลากรด้านวิศวกรรมจำนวนมาก
- ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ
- ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้
- นโยบายภาครัฐที่ค่อนข้างมีความต่อเนื่อง
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA, Infineon Technologies และ ByteDance รวมถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายราย เลือกขยายการลงทุนในมาเลเซีย
ที่สำคัญ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงแชตบอตหรือผู้ช่วยอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ชิปประมวลผล ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ไปจนถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานจำนวนมาก
ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนแรงส่งของมาเลเซีย
ผลจากการลงทุนเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 5.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.2% และถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในเอเชีย
ธนาคารกลางมาเลเซียยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตในกรอบ 4-5% ขณะที่ IMF ประเมินไว้ที่ 4.7% และนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับประมาณการขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 5%
อีกตัวเลขที่น่าสนใจมาจาก HSBC ซึ่งประเมินว่า มูลค่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของมาเลเซียคิดเป็นเกือบ 18% ของ GDP ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก
เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี แต่ยังส่งผลต่อภาคก่อสร้าง วิศวกรรม พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และการจ้างงานในวงกว้าง
สรุปข่าว
จับตาศึกเศรษฐกิจอาเซียน! "มาเลเซีย VS ไทย" เงินไหลลงทุนไม่หยุด เกมอุตสาหกรรมใหม่ ชิงศูนย์กลาง AI แห่งภูมิภาค
หลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก หลายคนอาจนึกถึงเวียดนาม แต่วันนี้มีอีกประเทศที่กำลังถูกจับตามองอย่างมาก นั่นคือ มาเลเซีย
ประเทศเพื่อนบ้านของไทยกำลังถูกสื่อต่างประเทศยกให้เป็นหนึ่งในผู้ชนะจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยง
คำถาม คือ แล้วไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้ และเราจะได้ประโยชน์อย่างไรจากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ของโลก?
มาเลเซีย ดาวรุ่งใหม่ของการลงทุน AI
Bloomberg รายงานว่า มาเลเซียกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การย้ายฐานการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทำให้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ที่น่าสนใจคือ การเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเมืองหลวง แต่กระจายไปยังหลายพื้นที่
รัฐซาราวัก สามารถดึงดูดเงินลงทุนกว่า 116,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 28,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากโครงการด้านพลังงาน อุตสาหกรรมเคมี และโครงการขนาดใหญ่
รัฐยะโฮร์ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของอาเซียน ด้วยข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่อยู่ติดสิงคโปร์ มีพื้นที่เพียงพอ และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้หลายบริษัทเลือกสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในยะโฮร์ แล้วเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจในสิงคโปร์
ปีนัง ยังคงรักษาสถานะฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญของโลก พร้อมเดินหน้าโครงการ Silicon Island เพื่อดึงดูดผู้ผลิตชิปขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
China+1 จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบ
การเติบโตของมาเลเซียไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยน
เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังดำเนินต่อ บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ China+1 หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน
มาเลเซียจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ได้แก่
- ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง
- บุคลากรด้านวิศวกรรมจำนวนมาก
- ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ
- ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้
- นโยบายภาครัฐที่ค่อนข้างมีความต่อเนื่อง
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA, Infineon Technologies และ ByteDance รวมถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายราย เลือกขยายการลงทุนในมาเลเซีย
ที่สำคัญ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงแชตบอตหรือผู้ช่วยอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ชิปประมวลผล ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ไปจนถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานจำนวนมาก
ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนแรงส่งของมาเลเซีย
ผลจากการลงทุนเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 5.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.2% และถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในเอเชีย
ธนาคารกลางมาเลเซียยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตในกรอบ 4-5% ขณะที่ IMF ประเมินไว้ที่ 4.7% และนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับประมาณการขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 5%
อีกตัวเลขที่น่าสนใจมาจาก HSBC ซึ่งประเมินว่า มูลค่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของมาเลเซียคิดเป็นเกือบ 18% ของ GDP ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก
เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี แต่ยังส่งผลต่อภาคก่อสร้าง วิศวกรรม พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และการจ้างงานในวงกว้าง
ไทยก็มีไพ่สำคัญในเกม AI โลก
แม้มาเลเซียจะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยกำลังเสียเปรียบทุกด้าน
IMF ระบุว่า มีประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่เป็นผู้ส่งออก "กลุ่มผู้ส่งออก AI Hardware สุทธิรายสำคัญของโลก" คือ ไต้หวัน - เกาหลีใต้ - มาเลเซีย - ไทย สะท้อนว่าไทยยังเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอุตสาหกรรม AI โลก
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง พลังงาน
เพราะมาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ จึงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานน้อยกว่าหลายประเทศในอาเซียน ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ย่อมให้ความสำคัญกับต้นทุนและความมั่นคงด้านพลังงานเป็นพิเศษ
จุดนี้จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของมาเลเซียในการแข่งขันดึงดูดการลงทุน
จุดแข็งของไทยยังแข็งแรง
แม้ไทยจะเสียเปรียบบางด้าน แต่ก็ยังมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก ทั้ง
- ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)
- แผงวงจรพิมพ์ (PCB)
- ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- อุตสาหกรรมยานยนต์
- AI Hardware ตามการประเมินของ IMF
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังได้รับการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft และ AWS ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท
ด้านภาพรวมเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.6% เป็น 2.5%
ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่แข็งแกร่งกว่าคาด โดยปรับประมาณการการส่งออกทั้งปีจาก 6.9% เป็น 12.5% หลังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ และชิ้นส่วนเทคโนโลยีเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนว่าไทยยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก
มาเลเซียก็ยังมีโจทย์ที่ต้องเผชิญ
แม้ภาพรวมของมาเลเซียจะดูสดใส แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่นักวิเคราะห์จับตา ได้แก่
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งปี 2571
- ภาระการอุดหนุนพลังงานที่อาจสูงถึง 40,000 ล้านริงกิต
- การพึ่งพาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากเกินไป
- ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ขณะที่หากดูอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอาเซียนในปี 2568 จะพบว่า
เวียดนาม ประมาณ 6.5%
ฟิลิปปินส์ ประมาณ 5.5%
อินโดนีเซีย ประมาณ 5.0%
มาเลเซีย 4.5%
ไทย 2.4%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้นทุกปี
บทสรุป เกมนี้ไม่มีผู้ชนะเพียงประเทศเดียว
เม็ดเงินลงทุนด้าน AI กำลังเปลี่ยนแผนที่เศรษฐกิจของโลก และอาเซียนคือหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด
วันนี้มาเลเซียอาจเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดจากกระแส AI และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ไทยเองก็ยังมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิต AI Hardware และฐานการส่งออกที่แข็งแกร่ง
ท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะกันระหว่างไทยกับมาเลเซีย แต่คือการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นการจ้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน เพราะนั่นคือเส้นชัยที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจ
- ฝันร้ายนักลงทุน! ถอดบทเรียน "ตลาดหุ้นเกาหลีใต้" นักลงทุนบางคนหมดตัว เพราะอะไร?
- อาลีบาบา คลาวด์ เผยผลสำรวจ องค์กรในเอเชียเร่งสปีดใช้ AI แต่ยังขาดโซลูชันแบบ End-to-End ที่ปลอดภัย
- “AI” คุมเครื่องบินทดสอบ “X-62A” ปฏิบัติการบินสกัดกั้นอัตโนมัติ 27 ครั้งสำเร็จ
- สงคราม "ชิป" ชี้ชะตามหาอำนาจ ใครจะเป็นผู้ชนะ?
- คนไทยจะได้อะไร? เปิดผลสำเร็จ 4 ด้าน ไทย เยือน "อินโดนีเซีย" ขยายร่วมมือ
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
