สงคราม "ชิป" ชี้ชะตามหาอำนาจ ใครจะเป็นผู้ชนะ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
สงคราม "ชิป" ชี้ชะตามหาอำนาจ ใครจะเป็นผู้ชนะ?

ในโลกยุคดิจิตัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ชาติมหาอำนาจเปลี่ยนสมรภูมิการแข่งขันจากสนามรบ และการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ อย่างน้ำมันและทองคำ มาเป็นการแข่งขันในอุตสาหกรรม “Semiconductor” หรือที่เราเรียกกันว่า “ชิปคอมพิวเตอร์” ซึ่งได้กลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ของชาติมหาอำนาจ จนได้ชื่อว่า ใครที่ครอบครอง “ชิป” ได้ ก็ครอง “โลก” ได้

คำพูดนี้ไม่ได้โอเวอร์เกินความจริง เพราะในโลกยุคปัจจุบัน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ทุกอย่างต้องมีชิปเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ตั้งแต่อุปกรณ์ไฟฟ้าพื้นฐานอย่างโทรทัศน์ กล้องถ่ายรูป โน้ตบุ้ค สมาร์ตโฟน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า โดรน ดาวเทียม ยานอวกาศ และอาวุธอย่างขีปนาวุธ เรือรบ เครื่องบินรบ ที่ต้องใช้ชิประดับสูงควบคุมการทำงาน

นอกเหนือจากการผลิตอาวุธชั้นสูงแล้ว ชิปยังเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจชั้นนำมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ประเทศไหนที่ครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ทันสมัยมากกว่า ก็หมายถึงการได้เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจและด้านการทหารของโลกไปโดยปริยาย

ขณะนี้ ผู้นำด้านการผลิตชิปชั้นสูงและล้ำสมัยที่สุดในโลกคือ บริษัท TSMC ของไต้หวัน ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตชิปเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ตามด้วยบริษัท Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ ที่มีกำลังการผลิตคิดเป็น 17% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน จะเห็นได้ว่าผู้นำด้านการผลิตชิป 3 อันดับแรกของโลก ล้วนเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ อยู่ในจุดได้เปรียบที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีการผลิตชิป รวมทั้งการคิดค้น การพัฒนา การส่งออก ได้ดีกว่าประเทศจีน

ทางสหรัฐฯ รู้ดีว่า จีนก็กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีชิปของตัวเอง ให้ก้าวหน้าขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งสหรัฐฯ ก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านนี้ ด้วยการห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ส่งออกเทคโนโลยีการผลิตชิปชั้นสูงไปยังประเทศจีน และยังห้ามบริษัท TSMC ของไต้หวัน ส่งมอบชิปประสิทธิภาพสูงไปยังบริษัทของจีน ซึ่งถือว่าเป็นการสกัดการพัฒนาเทคโนโลยีชิปของจีน และจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ และการผลิตอาวุธในจีนต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้บริษัทจีนต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีชิปของตัวเองให้รวดเร็วมากขึ้น โดยทางการจีน ได้ประกาศเป้าหมายกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ของรัฐต้องใช้ชิปที่ผลิตในประเทศ 50% ภายในปี 2026 และเพิ่มเป็น 70% ในปี 2027 นอกจากนี้ รถยนต์สัญชาติจีน จะต้องใช้ชิปที่พัฒนาและผลิตในประเทศแบบ 100% ภายในปี 2027 เช่นกัน 

สรุปข่าว

ชาติมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันพัฒนาและยึดครองเทคโนโลยี "ชิป" ที่ดีที่สุด จนกลายเป็นสมรภูมิในโลกยุคใหม่ ซึ่งในตอนนี้ แม้เทคโนโลยีการผลิตชิปของจีนจะยังคงตามหลังสหรัฐฯ แต่จีนก็กำลังเร่งพัฒนาเพื่อให้ตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในด้านนี้

ในโลกยุคดิจิตัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ชาติมหาอำนาจเปลี่ยนสมรภูมิการแข่งขันจากสนามรบ และการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ อย่างน้ำมันและทองคำ มาเป็นการแข่งขันในอุตสาหกรรม “Semiconductor” หรือที่เราเรียกกันว่า “ชิปคอมพิวเตอร์” ซึ่งได้กลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ของชาติมหาอำนาจ จนได้ชื่อว่า ใครที่ครอบครอง “ชิป” ได้ ก็ครอง “โลก” ได้

คำพูดนี้ไม่ได้โอเวอร์เกินความจริง เพราะในโลกยุคปัจจุบัน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ทุกอย่างต้องมีชิปเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ตั้งแต่อุปกรณ์ไฟฟ้าพื้นฐานอย่างโทรทัศน์ กล้องถ่ายรูป โน้ตบุ้ค สมาร์ตโฟน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า โดรน ดาวเทียม ยานอวกาศ และอาวุธอย่างขีปนาวุธ เรือรบ เครื่องบินรบ ที่ต้องใช้ชิประดับสูงควบคุมการทำงาน

นอกเหนือจากการผลิตอาวุธชั้นสูงแล้ว ชิปยังเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจชั้นนำมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ประเทศไหนที่ครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ทันสมัยมากกว่า ก็หมายถึงการได้เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจและด้านการทหารของโลกไปโดยปริยาย

ขณะนี้ ผู้นำด้านการผลิตชิปชั้นสูงและล้ำสมัยที่สุดในโลกคือ บริษัท TSMC ของไต้หวัน ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตชิปเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ตามด้วยบริษัท Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ ที่มีกำลังการผลิตคิดเป็น 17% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน จะเห็นได้ว่าผู้นำด้านการผลิตชิป 3 อันดับแรกของโลก ล้วนเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ อยู่ในจุดได้เปรียบที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีการผลิตชิป รวมทั้งการคิดค้น การพัฒนา การส่งออก ได้ดีกว่าประเทศจีน

ทางสหรัฐฯ รู้ดีว่า จีนก็กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีชิปของตัวเอง ให้ก้าวหน้าขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งสหรัฐฯ ก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านนี้ ด้วยการห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ส่งออกเทคโนโลยีการผลิตชิปชั้นสูงไปยังประเทศจีน และยังห้ามบริษัท TSMC ของไต้หวัน ส่งมอบชิปประสิทธิภาพสูงไปยังบริษัทของจีน ซึ่งถือว่าเป็นการสกัดการพัฒนาเทคโนโลยีชิปของจีน และจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ และการผลิตอาวุธในจีนต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้บริษัทจีนต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีชิปของตัวเองให้รวดเร็วมากขึ้น โดยทางการจีน ได้ประกาศเป้าหมายกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ของรัฐต้องใช้ชิปที่ผลิตในประเทศ 50% ภายในปี 2026 และเพิ่มเป็น 70% ในปี 2027 นอกจากนี้ รถยนต์สัญชาติจีน จะต้องใช้ชิปที่พัฒนาและผลิตในประเทศแบบ 100% ภายในปี 2027 เช่นกัน 

แม้ในระยะสั้น เทคโนโลยีการผลิตชิปของจีนจะยังคงตามหลังสหรัฐฯ แต่การกำหนดให้โครงการของรัฐบาลต้องใช้ชิปที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้ผู้ผลิตชิปในประเทศมีรายได้โดยตรงเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปของตัวเองให้รวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งหากจีนทำสำเร็จ จะไม่ใช่แค่การปลดแอกการพึ่งพาชิปนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่จะทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกชิปรายใหญ่ของโลก เทียบชั้นไต้หวันกับเกาหลีใต้ได้ ในอนาคตอันใกล้

นอกจากสหรัฐฯ กับจีน ที่เป็นชาติมหาอำนาจที่กำลังแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีผลิตชิปแล้ว ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็เร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตชิประดับสูงของตัวเองเช่นกัน เพราะชิปกลายเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงในโลกสมัยใหม่ ที่ทุกคนอยากเป็นผู้นำในด้านนี้

ที่มาข้อมูล : Modern Diplomacy

ที่มารูปภาพ : Magnific