“AI” คุมเครื่องบินทดสอบ “X-62A” ปฏิบัติการบินสกัดกั้นอัตโนมัติ 27 ครั้งสำเร็จ

Share on Line Share on Facebook Share on X
“AI” คุมเครื่องบินทดสอบ “X-62A” ปฏิบัติการบินสกัดกั้นอัตโนมัติ 27 ครั้งสำเร็จ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ขยับเข้าใกล้การใช้งานจริงในห้องนักบินไปอีกขั้น หลังบริษัทด้านอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ อย่าง ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ร่วมกับโรงเรียนฝึกอบรมนักบินทดสอบชั้นสูงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ทดสอบการบินด้วยระบบ AI ที่ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์จริงในการค้นหา และสกัดจับเครื่องบินลำอื่นกลางอากาศได้สำเร็จ

สรุปข่าว

ล็อกฮีด มาร์ติน ร่วมกับโรงเรียนนักบินทดสอบกองทัพอากาศสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการใช้นวัตกรรม AI ควบคุมเครื่องบินทดสอบ X-62A VISTA สกัดจับเป้าหมายจริงกลางอากาศสำเร็จ 27 ครั้งโดยตัว AI สามารถประมวลผลข้อมูลสดแบบเรียลไทม์จากระบบเซนเซอร์อินฟราเรด Legion Pod เพื่อติดตามเครื่องบิน T-38 ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลจำลอง

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ขยับเข้าใกล้การใช้งานจริงในห้องนักบินไปอีกขั้น หลังบริษัทด้านอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ อย่าง ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ร่วมกับโรงเรียนฝึกอบรมนักบินทดสอบชั้นสูงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ทดสอบการบินด้วยระบบ AI ที่ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์จริงในการค้นหา และสกัดจับเครื่องบินลำอื่นกลางอากาศได้สำเร็จ

การทดสอบเพื่อสาธิตระบบ AI ไร้คนขับ

การทดสอบในครั้งนี้ ถือเป็นการสาธิตระบบการบินไร้คนขับที่ AI ไม่ได้พึ่งพาข้อมูลจำลองเหมือนการทดสอบในอดีต แต่สามารถประมวลผลข้อมูลที่ได้จากเซนเซอร์ขณะปฏิบัติการจริง เพื่อใช้ตัดสินใจเชิงยุทธวิธีระหว่างการบิน

โดยการทดสอบนี้ ทีมวิศวกรได้ทำภารกิจสกัดจับเป้าหมายด้วย AI สำเร็จถึง 27 ครั้ง จากการบินทั้งหมด 8 เที่ยวบิน ผ่านเครื่องบินทดสอบรุ่น เอ็กซ์-หกสองเอ วิสตา (X-62A VISTA) ซึ่งใช้ระบบเซนเซอร์ ลีเจียน พอด (Legion Pod) เพื่อทำหน้าที่ติดตามเครื่องบิน ที-สามแปด (T-38) ที่บินอยู่จริง

AI ควบคุมเครื่องบินทดสอบได้อย่างแม่นยำ

ระบบจะส่งข้อมูลการค้นหาและติดตามด้วยอินฟราเรด ตรงเข้าสู่ระบบ AI บนเครื่อง เพื่อให้ AI ควบคุมเครื่องบินทดสอบเข้าสู่ตำแหน่งสกัดจับเชิงยุทธวิธีได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการใช้ข้อมูลเซนเซอร์เรียลไทม์นี้ ช่วยให้ซอฟต์แวร์อัตโนมัติเรียนรู้สภาวะจริงแบบเดียวกับที่นักบินรบต้องเจอในภารกิจ

ทั้งนี้ ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ระบุว่าบริษัท ยังสามารถรวมระบบ AI ตรวจสอบซอฟต์แวร์ และทดสอบบนพื้นดินเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 3 เดือน ผ่านการใช้กรอบการพัฒนา AI ที่เรียกว่า ซูเปอร์แมสซีฟ (Supermassive) ซึ่งช่วยเร่งกระบวนการนำ AI จากห้องแล็บไปสู่การบินทดสอบได้เร็วกว่าวิธีเดิมหลายเท่า 

ระบบนี้ สามารถประมวลผลข้อมูลอินฟราเรดที่เป็นความลับ และนำไปใช้ดำเนินกะทันหันในการรบได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่นวัตกรรมการรบทางอากาศที่สนับสนุนโดย AI สำหรับกองทัพสหรัฐฯ ซึ่ง AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนนักบิน แต่เข้ามาในฐานะพันธมิตรในภารกิจ ที่จะช่วยประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่า และปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนในวินาทีวิกฤตได้อย่างแม่นยำ

ที่มาข้อมูล : interestingengineering.com lockheedmartin.com shield.ai/autonomy

ที่มารูปภาพ : LockheedMartin