“ส่งออกไทย” โตแรง แต่กระจายไม่ทั่วถึง

Share on Line Share on Facebook Share on X

ตัวเลขการส่งออกของไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2569  ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานยังขยายตัวดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24  ที่ร้อยละ 20.8  จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)  มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,121,958 ล้านบาท)  หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 23.1   โดยสินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง สะท้อนอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้


แม้การส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งตัวขึ้นถึงร้อยละ 50.3 YoY  มีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแรงกดดันหลักจากการนำเข้าทองคำ สินค้าทุน วัตถุดิบ และเชื้อเพลิง  ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 6,534.7ล้านดอลลาร์สหรัฐ 


สำหรับภาพรวมการส่งออก 6 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.6  ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 38.0 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ



สำหรับมูลค่าส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2569 ที่ 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ขยายตัวร้อยละ 20.8 YOY เร่งขึ้นจากร้อยละ 10.6 ในเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าตลาดคาดการณ์มาก (ค่ากลาง Reuter Poll ที่ร้อยละ 16.9 ) โดยการเติบโตเกินกว่าครึ่งมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 66.0 YoY และยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการส่งออกหลักของไทย (contribution to export growth ร้อยละ 14.7) 


นำโดยการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รวม HDD และอุปกรณ์สื่อสาร ที่ได้รับอานิสงส์ของความต้องการ AI และ Data Center ทั่วโลก รวมถึงส่วนหนึ่งยังเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของไทย โดยการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง ร้อยละ 73.0 YoY รองลงมาเป็นการส่งออกไปตลาดจีนและสิงคโปร์ที่ขยายตัวดีเช่นกัน


สำหรับการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์กลับมาเร่งตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 122 สิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค. 2569 ส่งผลให้การส่งออกสินค้า เช่น อาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวดี ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังสนับสนุนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของไทยไปยังประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น



ขณะที่มูลค่านำเข้าเดือนมิถุนายน 2569 ก็เร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 50.3 YOY  จากร้อยละ 35.1 ในเดือนก่อนหน้า  และสูงกว่าตลาดประมาณการมาก (ค่ากลาง Reuters Poll ที่ร้อยละ 37.1) 


โดยหมวดสินค้านำเข้าสำคัญในเดือนนี้ คือ (1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูงร้อยละ 71.2  การนำเข้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงร้อยละ 124.1  เพื่อใช้ผลิตสำหรับส่งออกและใช้ภายในประเทศ ขณะที่การนำเข้าทองคำขยายตัวถึงร้อยละ 191.7  (2) สินค้าทุนขยายตัวร้อยละ 42.7  การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวร้อยละ 64.1 และร้อยละ 52.8  ตามลำดับ สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center ที่เพิ่มขึ้น และ (3) สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูงร้อยละ 39.5 แม้ชะลอลงมากหากเทียบกับช่วงแรกที่เกิดสงครามที่เคยขยายตัวสูงถึงร้อยละ 129.3 และร้อยละ 94.6 ในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ตามลำดับ 



สรุปข่าว

"ส่งออกไทย" โตแรง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจกระจายไม่ทั่วถึง เหตุสินค้าส่งออกกว่าครึ่งเป็นอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นของบริษัทต่างชาติที่ครองมูลค่าส่งออกถึงร้อยละ 85 เน้นพึ่งพาการนำเข้าสูง กดดันไทยเสี่ยง "ขาดดุลการค้า" สูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

ตัวเลขการส่งออกของไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2569  ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานยังขยายตัวดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24  ที่ร้อยละ 20.8  จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)  มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,121,958 ล้านบาท)  หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 23.1   โดยสินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง สะท้อนอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้


แม้การส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งตัวขึ้นถึงร้อยละ 50.3 YoY  มีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแรงกดดันหลักจากการนำเข้าทองคำ สินค้าทุน วัตถุดิบ และเชื้อเพลิง  ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 6,534.7ล้านดอลลาร์สหรัฐ 


สำหรับภาพรวมการส่งออก 6 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.6  ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 38.0 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ



สำหรับมูลค่าส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2569 ที่ 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ขยายตัวร้อยละ 20.8 YOY เร่งขึ้นจากร้อยละ 10.6 ในเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าตลาดคาดการณ์มาก (ค่ากลาง Reuter Poll ที่ร้อยละ 16.9 ) โดยการเติบโตเกินกว่าครึ่งมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 66.0 YoY และยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการส่งออกหลักของไทย (contribution to export growth ร้อยละ 14.7) 


นำโดยการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รวม HDD และอุปกรณ์สื่อสาร ที่ได้รับอานิสงส์ของความต้องการ AI และ Data Center ทั่วโลก รวมถึงส่วนหนึ่งยังเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของไทย โดยการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง ร้อยละ 73.0 YoY รองลงมาเป็นการส่งออกไปตลาดจีนและสิงคโปร์ที่ขยายตัวดีเช่นกัน


สำหรับการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์กลับมาเร่งตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 122 สิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค. 2569 ส่งผลให้การส่งออกสินค้า เช่น อาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวดี ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังสนับสนุนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของไทยไปยังประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น



ขณะที่มูลค่านำเข้าเดือนมิถุนายน 2569 ก็เร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 50.3 YOY  จากร้อยละ 35.1 ในเดือนก่อนหน้า  และสูงกว่าตลาดประมาณการมาก (ค่ากลาง Reuters Poll ที่ร้อยละ 37.1) 


โดยหมวดสินค้านำเข้าสำคัญในเดือนนี้ คือ (1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูงร้อยละ 71.2  การนำเข้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงร้อยละ 124.1  เพื่อใช้ผลิตสำหรับส่งออกและใช้ภายในประเทศ ขณะที่การนำเข้าทองคำขยายตัวถึงร้อยละ 191.7  (2) สินค้าทุนขยายตัวร้อยละ 42.7  การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวร้อยละ 64.1 และร้อยละ 52.8  ตามลำดับ สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center ที่เพิ่มขึ้น และ (3) สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูงร้อยละ 39.5 แม้ชะลอลงมากหากเทียบกับช่วงแรกที่เกิดสงครามที่เคยขยายตัวสูงถึงร้อยละ 129.3 และร้อยละ 94.6 ในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ตามลำดับ 



จากข้อมูลการส่งออกเดือนมิถุนายน 2569 และครึ่งแรกของปี 2569 ที่ขยายตัวดี ส่วนใหญ่จึงมองการส่งออกของไทยทั้งปี 2569 จะเติบโตจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้การส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีแนวโน้มชะลอลงจากแรงส่งของการเร่งส่งออกก่อนกำแพงภาษีที่ทยอยลดลงและฐานที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน 


โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ประเมินว่าการส่งออกสินค้าปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 14 จากเดิมร้อยละ 8.1  ด้านกระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 5-11  (ค่ากลางร้อยละ 8) ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มคาดการณ์เป็นร้อยละ 14 จากเดิมร้อยละ 8.2  และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คงคาดการณ์ที่ร้อยละ 10


ขณะเดียวกันตัวเลขการนำเข้าสินค้าที่เร่งขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มประมาณการนำเข้าเป็นร้อยละ 20.2 จากเดิมร้อยละ 11.2   ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มการนำเข้าเป็นร้อยละ 27.0 จากร้อยละ 13.9  และ SCB EIC คาดการณ์ที่ร้อยละ 16.9 




อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมการส่งออกไทยปีนี้จะเติบโตค่อนข้างสูง แต่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศประมาณหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการเติบโตดังกล่าวเป็นการ “กระจุกตัว”อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสความนิยม AI ทั่วโลก และผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทของคนไทย


โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 แต่ครองสัดส่วนมูลค่าการส่งออกสูงถึงร้อยละ 85 ของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้บริษัทประมาณ 105 ราย เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยถึง 87 ราย ทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้ตกอยู่กับธุรกิจไทยหรือประชาชนไทยเต็มเม็ดเต็มหน่วย


นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ (Import content) เพื่อนำมาประกอบชิ้นส่วนในอัตราที่สูงมาก โดยในอดีตสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบอยู่ที่ร้อยละ 45 แต่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 70  ทำให้มผลบวกจากการเติบโตของส่งออกไทยมีแนวโน้มน้อยกว่าในอดีต


ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเหล่านี้ซึ่งมีการลงทุนสูง เช่น Data Center  ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาล แต่กลับสร้างการจ้างงานโดยตรงไม่มากโดยแต่ละแห่งจ้างงานเพียง 30-40 คน การลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่จึงอาจไม่ได้สร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร



นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีข้อน่ากังวล รวมถึงสินค้าส่งออกก็เหมือนกันที่เติบโตร้อยละ14 แต่มีการกระจุกอยู่ที่สินค้าไฮเทค ทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบ K-shape ที่อีกคนได้ประโยชน์ แต่อีกคนไม่ได้ประโยชน์ 


"แปลว่าที่โตก็ดี แต่ตกถึงไทยน้อยมาก ทั้งเรื่องการจ้างงาน การซื้อสินค้า local content และกำไรที่ตกถึงคนไทย  แต่ถามว่าดีกว่าไม่มีไหม ก็ดีกว่า เพราะหลายประเทศที่ไม่อยู่ในห่วงโซ่ AI ก็จะเป็น disruption ต่อไป" นายวิทัยกล่าว 


อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ แม้ส่งออกเติบโตดี แต่ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนมิถุนายน 2569  ยังขาดดุลสูง 6,500  ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนำเข้าที่เร่งตัวถึงร้อยละ 50.3 YOY โดยมีแรงกดดันหลักจากการนำเข้าทองคำที่เร่งตัวสูง เนื่องจากราคาทองลดลง จึงเร่งการนำเข้าซึ่งขยายตัวสูงถึงร้อยละ 191.7    สะท้อนจากดุลการค้าหักทองคำที่ขาดดุลเพียง 3,924.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


อย่างไรก็ดี  SCB EIC  ประเมินว่าในระยะต่อไป ดุลการค้ายังมีความเสี่ยงปรับแย่ลงจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นมาก จนทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยความเสี่ยงดังกล่าวนี้มีนัยต่อไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราวร้อยละ  8-10  ของ GDP


ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ปีนี้ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้า (ระบบศุลากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการนำเข้าที่เร่งตัวมากกว่าส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยการนำเข้าของไทยขยายตัวสูงถึงร้อยละ 38.0 YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี เร่งตัวมากกว่าการส่งออกที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 17.6 YoY เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และ Data Center ที่กระตุ้นทั้งอุปสงค์โลกและการลงทุนในประเทศ 


อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปี การนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามการส่งออก ขณะที่ต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังเป็นปัจจัยกดดันการนำเข้าต่อเนื่อง



ทั้งนี้ การขาดดุลการค้าของไทย อาจสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ทั้งในด้านตลาดส่งออก โครงสร้างสินค้าส่งออก และการลงทุน ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขดุลการค้ากลับมาผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ควบคู่กับการรักษาและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว