เปิดถ้อยแถลง "อนุทิน" พูดถึงจุดยืนไทย ต่ออนาคต "อาเซียน" รับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดถ้อยแถลง "อนุทิน" พูดถึงจุดยืนไทย ต่ออนาคต "อาเซียน" รับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

"นายกรัฐมนตรี" แสดงวิสัยทัศน์ ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน ครั้งแรกในรอบ 17 ปี ชู 3 ยุทธศาสตร์อาเซียน รับโลกผันผวน ดันความมั่นคงเศรษฐกิจ-ห่วงโซ่อุปทาน-เศรษฐกิจดิจิทัล


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วม กว่า 100 ประเทศ ณ ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย


โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญเพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือความท้าทายของโลก รักษาบทบาทนำของภูมิภาค และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน


ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวถ้อยแถลง นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทาง ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน และการทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


นายกรัฐมนตรีย้ำว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย “ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค”



สรุปข่าว

* นายกรัฐมนตรีเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอาเซียน รับมือความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยี * ย้ำเร่งเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันของภูมิภาค * ชี้อาเซียนต้องสร้างงาน ยกระดับทักษะแรงงาน และลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

"นายกรัฐมนตรี" แสดงวิสัยทัศน์ ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน ครั้งแรกในรอบ 17 ปี ชู 3 ยุทธศาสตร์อาเซียน รับโลกผันผวน ดันความมั่นคงเศรษฐกิจ-ห่วงโซ่อุปทาน-เศรษฐกิจดิจิทัล


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วม กว่า 100 ประเทศ ณ ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย


โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญเพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือความท้าทายของโลก รักษาบทบาทนำของภูมิภาค และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน


ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวถ้อยแถลง นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทาง ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน และการทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


นายกรัฐมนตรีย้ำว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย “ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค”



แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism)


นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล


สถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจน


ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยได้สนับสนุนแนวทาง การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม


แนวทางดังกล่าวดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากเมื่อวานนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ผลักดันมาโดยตลอด และเราหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้


เมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม


ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน

แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) 


นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี


ขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค


แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) 


นายกรัฐมนตรีเน้นว่า ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


พร้อมกันนี้ อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง


นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไทยร่วมก่อตั้ง นับตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อน ซึ่งช่วยเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้ก้าวสู่ประชาคมที่ยึดมั่นในกฎกติกา ความร่วมมือ และการเจรจา


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)


การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ยังนับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552


ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง


“นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ