
ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าการยกระดับประเทศในระยะยาว จำเป็นต้องเริ่มจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
ในงาน The INTANIA Forum ซึ่งจัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
ธปท. ชี้ต้องจัดสรรเงินทุนใหม่ ดันธุรกิจศักยภาพเติบโต
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤติโควิด-19 ประกอบกับความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยเฉพาะการจัดสรรทรัพยากรและเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นสำคัญคือการแก้ปัญหา Resource Misallocation หรือการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้เงินทุนกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด
ธปท. เตรียมนำ Data Analytics และข้อมูลจาก Data Bureau มาพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติเครดิตในรูปแบบเดิม พร้อมทั้งผลักดันทรัพยากรนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อลดการสูญเสียจากการทุจริตและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศ
SCG เสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งอุตสาหกรรมอนาคต
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ โดยควรปรับลดหรือยุติธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ และนำทรัพยากรไปลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ยังเสนอให้อาเซียนพัฒนาไปสู่รูปแบบ Business Partnership ใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน พร้อมผลักดันการผลิตสินค้ามูลค่าสูงด้วยนวัตกรรม สนับสนุนการใช้สินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ การจ้างงาน และการลงทุนภายในประเทศ
อีกหนึ่งข้อเสนอคือการพัฒนากลไกการเงินระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-based Loan เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านเงินทุนและเสริมศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาคอาเซียน
กสิกรไทย ชู 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สู่ประเทศรายได้สูง
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภายใต้บริบท The New World Order ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อลดต้นทุนและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่ธุรกิจซึ่งปรับตัวได้จะเติบโตได้ดีกว่า
พร้อมเสนอให้ประเทศไทยเร่งพัฒนา 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่
* เกษตรและอาหาร
* ยานยนต์สมัยใหม่
* AI
* อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล
* การแพทย์และ Wellness
* การท่องเที่ยว
* ค้าปลีกและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
โดยตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
เสนอแผนพลังงานใหม่ รองรับ AI และ Data Center
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจัยด้าน Geo-politics และ Geo-economics จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ
ระยะสั้น ไทยควรเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนการใช้ Bio-diesel ขณะที่ระยะกลางต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center และ AI ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผ่านโครงการ AI Training Academy และการกำหนดมาตรฐาน Power Usage Effectiveness (PUE)
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และผลักดันแผน PDP 2026 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก Small Modular Reactor (SMR) รวม 2,400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานนำร่อง
ทุกภาคส่วนเห็นพ้อง “คน” คือหัวใจของการพัฒนาประเทศ
ช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทุกคนเห็นตรงกันว่า การยกระดับประเทศไทยให้แข่งขันได้ในโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องลงทุนกับ “คน” เป็นอันดับแรก
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การส่งเสริม Lifelong Learning ปฏิรูประบบการศึกษา นำ AI มาช่วยจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ปรับระบบประเมินผลให้สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต และพัฒนาทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาจีนและภาษาของประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในตลาดโลก
ผู้ร่วมเสวนามองว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างทักษะแห่งอนาคต และปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ จะช่วยเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้กลายเป็นโอกาส และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สรุปข่าว
ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าการยกระดับประเทศในระยะยาว จำเป็นต้องเริ่มจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
ในงาน The INTANIA Forum ซึ่งจัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
ธปท. ชี้ต้องจัดสรรเงินทุนใหม่ ดันธุรกิจศักยภาพเติบโต
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤติโควิด-19 ประกอบกับความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยเฉพาะการจัดสรรทรัพยากรและเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นสำคัญคือการแก้ปัญหา Resource Misallocation หรือการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้เงินทุนกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด
ธปท. เตรียมนำ Data Analytics และข้อมูลจาก Data Bureau มาพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติเครดิตในรูปแบบเดิม พร้อมทั้งผลักดันทรัพยากรนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อลดการสูญเสียจากการทุจริตและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศ
SCG เสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งอุตสาหกรรมอนาคต
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ โดยควรปรับลดหรือยุติธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ และนำทรัพยากรไปลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ยังเสนอให้อาเซียนพัฒนาไปสู่รูปแบบ Business Partnership ใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน พร้อมผลักดันการผลิตสินค้ามูลค่าสูงด้วยนวัตกรรม สนับสนุนการใช้สินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ การจ้างงาน และการลงทุนภายในประเทศ
อีกหนึ่งข้อเสนอคือการพัฒนากลไกการเงินระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-based Loan เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านเงินทุนและเสริมศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาคอาเซียน
กสิกรไทย ชู 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สู่ประเทศรายได้สูง
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภายใต้บริบท The New World Order ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อลดต้นทุนและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่ธุรกิจซึ่งปรับตัวได้จะเติบโตได้ดีกว่า
พร้อมเสนอให้ประเทศไทยเร่งพัฒนา 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่
* เกษตรและอาหาร
* ยานยนต์สมัยใหม่
* AI
* อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล
* การแพทย์และ Wellness
* การท่องเที่ยว
* ค้าปลีกและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
โดยตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
เสนอแผนพลังงานใหม่ รองรับ AI และ Data Center
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจัยด้าน Geo-politics และ Geo-economics จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ
ระยะสั้น ไทยควรเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนการใช้ Bio-diesel ขณะที่ระยะกลางต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center และ AI ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผ่านโครงการ AI Training Academy และการกำหนดมาตรฐาน Power Usage Effectiveness (PUE)
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และผลักดันแผน PDP 2026 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก Small Modular Reactor (SMR) รวม 2,400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานนำร่อง
ทุกภาคส่วนเห็นพ้อง “คน” คือหัวใจของการพัฒนาประเทศ
ช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทุกคนเห็นตรงกันว่า การยกระดับประเทศไทยให้แข่งขันได้ในโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องลงทุนกับ “คน” เป็นอันดับแรก
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การส่งเสริม Lifelong Learning ปฏิรูประบบการศึกษา นำ AI มาช่วยจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ปรับระบบประเมินผลให้สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต และพัฒนาทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาจีนและภาษาของประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในตลาดโลก
ผู้ร่วมเสวนามองว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างทักษะแห่งอนาคต และปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ จะช่วยเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้กลายเป็นโอกาส และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว




- สวิสทำ AI เตือนภัยพิบัติโลกทั้งใบ ใช้ข้อมูลกว่า 100 เพตะไบต์ เทียบเท่าข้อมูลบน iPhone 4 แสนเครื่อง
- เตือน AI ทำแบงก์ชาติทั่วโลกคาดการณ์ยาก
- พนักงานบริษัท “AI” ยักษ์ใหญ่จี้รัฐบาลชะลอการพัฒนา หวั่น “ความปลอดภัย” ตามไม่ทัน
- ทำไมอนาคต AI ของประเทศไทยถึงขึ้นอยู่กับ “คน” ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี
- คนจีนกำลังอกหัก หลังรัฐบาลออกกฎห้ามคุยกับแชตบอตAI ด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
