เกิดอะไรขึ้นกับ "ตลาดหุ้นเกาหลีใต้" ทำไมแค่หุ้นเทคตก ก็ทำคนหมดตัวได้?
ตลาดหุ้นที่เคยถูกยกว่าร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พลิกจากความหวังสู่ความตื่นตระหนกได้ในเวลาอันสั้น เป็นเพราะอะไรกันแน่ ใกล้ตัวคนไทยหรือยัง?
เพียงไม่กี่เดือนก่อน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ถูกยกให้เป็น หนึ่งในตลาดหุ้นหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของโลก จากกระแสการลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ให้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
แต่บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายหนัก ดัชนี KOSPI ปรับตัวลดลงราว 40% จากจุดสูงสุดที่ทำไว้ในเดือนมิถุนายน ภายในเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ จนตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ติดต่อกัน 2 วัน เพื่อชะลอความรุนแรงของแรงขาย
ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า มูลค่าตลาดที่หายไปสะสมมีมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากขาดทุนอย่างหนัก บางรายสูญเสียทรัพย์สินที่สะสมมาทั้งชีวิต
เมื่อ AI จุดกระแสลงทุน แต่ "เลเวอเรจ"เร่งความเสี่ยง
ปี 2569 เป็นปีทองของหุ้นกลุ่มชิปทั่วโลก หลังความต้องการชิปสำหรับ AI เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK Hynix สองผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์เต็มที่จากกระแสดังกล่าว
อีกปัจจัยสำคัญคือ การที่ทางการเกาหลีใต้เปิดทางให้ซื้อขาย Single-stock Leveraged ETF เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนและดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนภายในประเทศ
กองทุนประเภทนี้ลงทุนในหุ้นรายตัว เช่น Samsung Electronics หรือ SK Hynix และใช้ เลเวอเรจแบบรายวัน (Daily Leveraged ETF) ทำให้ผลตอบแทนในแต่ละวันเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
เมื่อหุ้นปรับตัวขึ้น นักลงทุนก็ทำกำไรได้รวดเร็ว แต่หากราคาหุ้นลดลง ความเสียหายก็เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
ข้อมูลระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ซื้อสุทธิคิดเป็นประมาณ 92% ของเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนประเภทนี้ สะท้อนว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่ตกอยู่กับนักลงทุนรายย่อย
จุดเปลี่ยน เมื่อความคาดหวังเริ่มไม่สอดคล้องกับความจริง
ปลายเดือนกรกฎาคม นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า ราคาหุ้น AI ปรับขึ้นเร็วเกินปัจจัยพื้นฐานหรือไม่
ในช่วงเดียวกัน แม้ SK Hynix จะประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่กลับไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังที่สูงมากของตลาดได้ ขณะที่ข่าวความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีชิปของจีน ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน
เมื่อราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลง ปัญหาที่ซ่อนอยู่ก็เริ่มปรากฏ
นักลงทุนจำนวนมากใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจในการลงทุน เมื่อราคาหุ้นลดลงถึงระดับที่กำหนด บริษัทหลักทรัพย์จึงส่ง Margin Call ให้ลูกค้านำเงินมาวางเพิ่มเป็นหลักประกัน
หากไม่สามารถเติมเงินได้ หุ้นจะถูก Force Sell หรือถูกขายออกจากพอร์ตโดยอัตโนมัติ
ยิ่งมีคนถูกบังคับขายมากเท่าไร ราคาหุ้นก็ยิ่งลดลง และเมื่อราคาลดลง ก็ยิ่งมีนักลงทุนรายอื่นถูก Margin Call ตามมา กลายเป็นวงจรลูกโซ่ที่เร่งให้ตลาดปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น หุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix มีสัดส่วนการซื้อขายสูงมากในตลาด เมื่อหุ้นทั้งสองตัวเผชิญแรงขาย ดัชนี KOSPI จึงถูกฉุดลงตามไปด้วย
กล่าวได้ว่า ตลาดไม่ได้ร่วงเพราะทุกคนอยากขาย แต่ร่วงเพราะนักลงทุนจำนวนมากถูกระบบบังคับให้ขาย
สรุปข่าว
เกิดอะไรขึ้นกับ "ตลาดหุ้นเกาหลีใต้" ทำไมแค่หุ้นเทคตก ก็ทำคนหมดตัวได้?
ตลาดหุ้นที่เคยถูกยกว่าร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พลิกจากความหวังสู่ความตื่นตระหนกได้ในเวลาอันสั้น เป็นเพราะอะไรกันแน่ ใกล้ตัวคนไทยหรือยัง?
เพียงไม่กี่เดือนก่อน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ถูกยกให้เป็น หนึ่งในตลาดหุ้นหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของโลก จากกระแสการลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ให้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
แต่บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายหนัก ดัชนี KOSPI ปรับตัวลดลงราว 40% จากจุดสูงสุดที่ทำไว้ในเดือนมิถุนายน ภายในเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ จนตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ติดต่อกัน 2 วัน เพื่อชะลอความรุนแรงของแรงขาย
ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า มูลค่าตลาดที่หายไปสะสมมีมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากขาดทุนอย่างหนัก บางรายสูญเสียทรัพย์สินที่สะสมมาทั้งชีวิต
เมื่อ AI จุดกระแสลงทุน แต่ "เลเวอเรจ"เร่งความเสี่ยง
ปี 2569 เป็นปีทองของหุ้นกลุ่มชิปทั่วโลก หลังความต้องการชิปสำหรับ AI เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK Hynix สองผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์เต็มที่จากกระแสดังกล่าว
อีกปัจจัยสำคัญคือ การที่ทางการเกาหลีใต้เปิดทางให้ซื้อขาย Single-stock Leveraged ETF เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนและดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนภายในประเทศ
กองทุนประเภทนี้ลงทุนในหุ้นรายตัว เช่น Samsung Electronics หรือ SK Hynix และใช้ เลเวอเรจแบบรายวัน (Daily Leveraged ETF) ทำให้ผลตอบแทนในแต่ละวันเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
เมื่อหุ้นปรับตัวขึ้น นักลงทุนก็ทำกำไรได้รวดเร็ว แต่หากราคาหุ้นลดลง ความเสียหายก็เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
ข้อมูลระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ซื้อสุทธิคิดเป็นประมาณ 92% ของเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนประเภทนี้ สะท้อนว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่ตกอยู่กับนักลงทุนรายย่อย
จุดเปลี่ยน เมื่อความคาดหวังเริ่มไม่สอดคล้องกับความจริง
ปลายเดือนกรกฎาคม นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า ราคาหุ้น AI ปรับขึ้นเร็วเกินปัจจัยพื้นฐานหรือไม่
ในช่วงเดียวกัน แม้ SK Hynix จะประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่กลับไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังที่สูงมากของตลาดได้ ขณะที่ข่าวความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีชิปของจีน ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน
เมื่อราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลง ปัญหาที่ซ่อนอยู่ก็เริ่มปรากฏ
นักลงทุนจำนวนมากใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจในการลงทุน เมื่อราคาหุ้นลดลงถึงระดับที่กำหนด บริษัทหลักทรัพย์จึงส่ง Margin Call ให้ลูกค้านำเงินมาวางเพิ่มเป็นหลักประกัน
หากไม่สามารถเติมเงินได้ หุ้นจะถูก Force Sell หรือถูกขายออกจากพอร์ตโดยอัตโนมัติ
ยิ่งมีคนถูกบังคับขายมากเท่าไร ราคาหุ้นก็ยิ่งลดลง และเมื่อราคาลดลง ก็ยิ่งมีนักลงทุนรายอื่นถูก Margin Call ตามมา กลายเป็นวงจรลูกโซ่ที่เร่งให้ตลาดปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น หุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix มีสัดส่วนการซื้อขายสูงมากในตลาด เมื่อหุ้นทั้งสองตัวเผชิญแรงขาย ดัชนี KOSPI จึงถูกฉุดลงตามไปด้วย
กล่าวได้ว่า ตลาดไม่ได้ร่วงเพราะทุกคนอยากขาย แต่ร่วงเพราะนักลงทุนจำนวนมากถูกระบบบังคับให้ขาย
รัฐบาลเกาหลีใต้เร่งสกัดความร้อนแรงของตลาด
เมื่อเห็นว่าความผันผวนไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุจากการใช้เลเวอเรจในวงกว้าง รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลจึงเร่งออกมาตรการควบคุมความเสี่ยง ได้แก่
- ระงับการอนุมัติกองทุน Single-stock Leveraged ETF ใหม่
- เพิ่มระดับเงินค้ำประกัน
- พิจารณาจำกัดวงเงินลงทุนของนักลงทุนรายย่อย
- เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับการใช้เลเวอเรจ
หลังแรงขายจากการลดเลเวอเรจเริ่มคลี่คลาย นักลงทุนสถาบันทั่วโลกทยอยกลับเข้าซื้อ เพราะยังเชื่อว่าพื้นฐานของ Samsung Electronics และ SK Hynix แข็งแกร่ง และความต้องการชิป AI ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
สะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาจาก "โครงสร้างการลงทุน" มากกว่าปัญหาพื้นฐานของธุรกิจ
กระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้มากแค่ไหน?
แม้ตลาดหุ้นจะผันผวนอย่างหนัก แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ยังไม่ใช่วิกฤตการเงิน แบบปี 2540 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551
เพราะปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ระบบธนาคารหรือบริษัทขนาดใหญ่ขาดสภาพคล่อง แต่เกิดจากการเก็งกำไรและการใช้เลเวอเรจในตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้การใช้เลเวอเรจขยายตัวต่อเนื่อง ความเสี่ยงก็อาจลุกลามจากตลาดหุ้นไปสู่เศรษฐกิจจริงได้
ผลกระทบสำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่
- Wealth Effect หรือผลกระทบด้านความมั่งคั่ง เมื่อมูลค่าพอร์ตลงทุนลดลง ผู้คนจะชะลอการใช้จ่าย กระทบต่อการบริโภค
- ภาคธุรกิจระดมทุนได้ยากขึ้น หากราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน
- ความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน ซึ่งเกาหลีใต้มีหนี้ครัวเรือนมากกว่า 90% ของ GDP หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ความเสี่ยงก็อาจส่งต่อไปยังระบบการเงิน
บทเรียนที่คนไทยไม่ควรมองข้าม
หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้ว ตลาดทุนทั่วโลกเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย
หากนักลงทุนทั่วโลกเริ่มลดความเสี่ยงในหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้น AI เงินทุนต่างชาติก็อาจไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนตามไปด้วย
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงให้บทเรียนสำคัญอย่างน้อย 5 ข้อ
1. หุ้นพื้นฐานดี ก็สามารถปรับตัวลงแรงได้ หากความคาดหวังของตลาดสูงเกินจริง
2. เลเวอเรจช่วยเพิ่มผลตอบแทน แต่ก็เพิ่มโอกาสขาดทุนอย่างรวดเร็วเช่นกัน
3. อย่าลงทุนเพราะความกลัวตกขบวน หรือ FOMO โดยไม่ประเมินมูลค่าที่แท้จริง
4. การกระจายความเสี่ยง สำคัญกว่าการไล่ซื้อหุ้นที่กำลังเป็นกระแส
5. ตลาดหุ้นไทยเองก็เชื่อมโยงกับเงินทุนโลกและธีม AI จึงไม่ควรประมาท
เหตุการณ์ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ครั้งนี้ ยังไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า เมื่อความคาดหวังสูง ผสมกับการใช้เลเวอเรจ ความผันผวนก็สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
บทเรียนครั้งนี้ไม่ได้บอกว่า "อย่าลงทุน" แต่กำลังเตือนว่า การสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวิ่งตามกระแสเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยการบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไป เพราะในตลาดทุน ไม่มีผลตอบแทนสูงใดที่ปราศจากความเสี่ยง
ที่มาข้อมูล : Reuters Bloomberg Bank of Korea Citi Research
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
