"ไมเนอร์ ฟู้ด" ปิดดีลซื้อ Bonchon ทั่วโลกนอกอเมริกา

Share on Line Share on Facebook Share on X

ไมเนอร์ ฟู้ด เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจร้านอาหารระดับโลก ด้วยการร่วมมือกับ Serruya Private Equity หรือ SPE ลงนามข้อตกลงเข้าซื้อกิจการบอนชอน อินเตอร์เนชั่นแนล จากผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ VIG Partners และครอบครัวซอ โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2026

ไมเนอร์ ฟู้ด จะใช้เงินลงทุนสุทธิ 50 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,650 ล้านบาท โดยภายหลังการซื้อกิจการเสร็จสมบูรณ์ ไมเนอร์จะเป็นเจ้าของแบรนด์และธุรกิจบอนชอนในทุกภูมิภาคทั่วโลกนอกทวีปอเมริกา ส่วน SPE จะรับผิดชอบธุรกิจในทวีปอเมริกา

ดีลนี้ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของไมเนอร์ จากผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์บอนชอนในประเทศไทย ไปสู่เจ้าของธุรกิจในหลายตลาดทั่วโลก ปัจจุบันไมเนอร์เป็นผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์รายใหญ่ที่สุดของบอนชอน เมื่อพิจารณาจากรายได้รวมของระบบ

ในเชิงธุรกิจ จุดสำคัญของการซื้อกิจการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนร้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเข้าถึงรายได้จากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์หรือรอยัลตี ซึ่งเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตามยอดขายของร้านในเครือข่าย รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายซอส เนื่องจากบอนชอนเป็นเจ้าของและดำเนินงานโรงงานผลิตซอสของตัวเอง

สรุปข่าว

ไมเนอร์ ฟู้ด ประกาศเข้าซื้อกิจการ บอนชอน อินเตอร์เนชั่นแนล โดยเตรียมถือครองธุรกิจทุกภูมิภาคนอกทวีปอเมริกา ต่อยอดจากผู้บริหารบอนชอนในไทย สู่เจ้าของแพลตฟอร์มแฟรนไชส์ระดับโลก

ไมเนอร์ ฟู้ด เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจร้านอาหารระดับโลก ด้วยการร่วมมือกับ Serruya Private Equity หรือ SPE ลงนามข้อตกลงเข้าซื้อกิจการบอนชอน อินเตอร์เนชั่นแนล จากผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ VIG Partners และครอบครัวซอ โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2026

ไมเนอร์ ฟู้ด จะใช้เงินลงทุนสุทธิ 50 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,650 ล้านบาท โดยภายหลังการซื้อกิจการเสร็จสมบูรณ์ ไมเนอร์จะเป็นเจ้าของแบรนด์และธุรกิจบอนชอนในทุกภูมิภาคทั่วโลกนอกทวีปอเมริกา ส่วน SPE จะรับผิดชอบธุรกิจในทวีปอเมริกา

ดีลนี้ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของไมเนอร์ จากผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์บอนชอนในประเทศไทย ไปสู่เจ้าของธุรกิจในหลายตลาดทั่วโลก ปัจจุบันไมเนอร์เป็นผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์รายใหญ่ที่สุดของบอนชอน เมื่อพิจารณาจากรายได้รวมของระบบ

ในเชิงธุรกิจ จุดสำคัญของการซื้อกิจการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนร้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเข้าถึงรายได้จากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์หรือรอยัลตี ซึ่งเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตามยอดขายของร้านในเครือข่าย รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายซอส เนื่องจากบอนชอนเป็นเจ้าของและดำเนินงานโรงงานผลิตซอสของตัวเอง

โครงสร้างนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ Asset-Light ของไมเนอร์ ที่เน้นขยายเครือข่ายผ่านพันธมิตรแฟรนไชส์ ลดการใช้เงินลงทุนเพื่อเปิดและบริหารร้านทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่ยังสามารถรับรายได้จากสิทธิ์ในแบรนด์และห่วงโซ่อุปทาน

บอนชอนเริ่มต้นจากร้านอาหารหนึ่งแห่งในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2002 ก่อนขยายเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2006 ปัจจุบันมีร้านประมาณ 500 สาขา ครอบคลุม 9 ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมา ไต้หวัน ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดนอกเกาหลีใต้

สำหรับมุมการตลาด ไมเนอร์จะได้ประโยชน์จากแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะที่ประสบการณ์บริหารแบรนด์ในไทยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการทำตลาดเมื่อเทียบกับการซื้อแบรนด์ที่ไม่เคยดำเนินงานมาก่อน

อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจในตลาดใหม่ยังขึ้นอยู่กับกำลังซื้อ การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหาร ต้นทุนวัตถุดิบ และความสามารถในการรักษามาตรฐานของแฟรนไชส์ ดีลนี้จึงเป็นทั้งโอกาสสร้างรายได้ระยะยาว และบททดสอบว่าไมเนอร์จะนำความสำเร็จของบอนชอนในไทยไปขยายในตลาดต่างประเทศได้มากเพียงใด

ที่มาข้อมูล : https://www.minorfood.com/en/our-business/bonchon

ที่มารูปภาพ : -

แท็กบทความ