
เมื่อ AI สามารถค้นหาความรู้ เขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล และช่วยทำงานได้มากขึ้น คำถามของระบบการศึกษาอาจไม่ได้อยู่แค่ว่า “เด็กต้องเรียนอะไร” แต่รวมถึงจะออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เพื่อให้คนรุ่นใหม่คิดเป็น แก้ปัญหาได้ ทำงานจริงได้ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดชีวิต
ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาแลกเปลี่ยนบนเวทีด้านการศึกษา โดยมีทั้ง ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์, อรการ จิวะเกียรติ CP-CoEX Program Director, ภูผา อมรกิจจา ผู้ก่อตั้ง Phupha Tutor และ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งแม้มาจากต่างบทบาท แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือการศึกษาต้องเชื่อมกับโลกจริงมากขึ้น ขณะที่ AI ควรเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้มนุษย์หยุดคิด
AI เปลี่ยนโลกเร็ว แต่เวลาในระบบการศึกษายังใกล้เคียงเดิม
ดร.ธีระพล มองการศึกษาในฐานะกลไกเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีทั้งเทคโนโลยีและกำลังคนที่พร้อม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาโรงงานที่ใช้คนน้อยลง แต่จำนวนปีที่คนใช้ในระบบการศึกษากลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
แม้ปัจจุบันมี AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเรียนออนไลน์ แต่คนจำนวนมากยังเรียนต่อเนื่องจนถึงอายุ 20 กว่าปี บางส่วนต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ต่างจากคนบางกลุ่มในยุคก่อนที่เริ่มทำงานหรือทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 18-19 ปี
ในมุมภาคเอกชน รูปแบบการเรียนจึงไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางดั้งเดิมเพียงรูปแบบเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสัมผัสโลกการทำงานเร็วขึ้น ใช้ AI เพิ่มศักยภาพ และเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก โดยทักษะที่องค์กรต้องการมากขึ้นคือ Critical Thinking จริยธรรม และภาวะผู้นำ
มหาวิทยาลัยต้องเป็น “สนามจำลองชีวิต”
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจาก ดร.ธีระพล คือ มหาวิทยาลัยควรเป็น “สนามจำลองชีวิต” ให้ผู้เรียนพบทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด ความกดดัน และการแก้ปัญหาจริง แทนการฝากความหวังไว้กับองค์ความรู้ที่ต้องใช้ได้นาน 10 หรือ 20 ปี ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.ธีระพล ยกประสบการณ์ของลูกสาวที่ไปฝึกงานและได้รับโจทย์ด้าน AI ซึ่งไม่เคยเรียนมาก่อน จนต้องค้นหาความรู้จาก YouTube และลงมือทำด้วยตัวเอง ประสบการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกให้พร้อมกับชีวิตการทำงาน ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะวันที่ประสบความสำเร็จ
“ในชีวิตความเป็นจริงอ่ะครับ เราอ่ะถูกสอนให้สอบที่เท่าไหร่ต้องเป็นผู้ชนะ แต่ในการทำงานจริงๆ อ่ะ เราแพ้มากกว่าชนะ ในชีวิตจริงเราล้มเหลวเราเรียนรู้ทุกอย่าง”
แนวคิดเดียวกันถูกนำไปสู่การให้ผู้เรียนสัมผัส Startup และธุรกิจจริง โดย ดร.ธีระพล ระบุว่า จาก Startup ที่ได้รับเงินทุน 100 ราย อาจสำเร็จไม่เกิน 5 ราย แต่ประสบการณ์จากความผิดพลาด ทั้งการนำเสนอ การทำธุรกิจ และการจัดการสัดส่วนหุ้น สามารถกลายเป็นบทเรียนสำหรับการเริ่มต้นครั้งต่อไป
เด็กปี 1 ทำงานจริง จบปี 4 มีประสบการณ์ติดตัว
ในส่วนของ CP มีความพยายามนำข้อมูลและโจทย์ธุรกิจจริงให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ได้ลงมือทำ พร้อมมีรหัสพนักงาน ได้รับค่าตอบแทนตามชั่วโมงการทำงาน และนับอายุงาน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจโลกการทำงานตั้งแต่ยังศึกษาอยู่
แนวคิดคือ เมื่อถึงวันที่เรียนจบชั้นปีที่ 4 ผู้เรียนจะมีประสบการณ์ทำงานสะสมควบคู่กับการศึกษา ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ชีวิตการทำงานจากศูนย์หลังได้รับปริญญา
ดร.ธีระพล สรุปแนวคิดนี้ไว้ว่า
“ทำยังไงให้ระบบการเรียนรู้มันคือสนามเด็กเล่น สนามชีวิตจริง ถ้าทำอย่างนี้ได้ ผมว่าเด็กจะเรียนรู้วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา ส่วนความรู้ไปหาเอาดาบหน้า”

CP CoEX เปลี่ยนจาก “เรียนก่อนทำ” เป็น “เรียนไป ทำไป”
อีกตัวอย่างของการเชื่อมการศึกษากับโลกธุรกิจมาจาก อรการ จิวะเกียรติ ซึ่งอธิบายแนวทางของ CP CoEX ว่าเป็น Action-based Learning ใช้ปัญหาธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงเป็นจุดเริ่มต้น แล้วนำคนและเทคโนโลยีเข้ามาร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไข
กระบวนการใช้เวลา 12 สัปดาห์ โดยไม่ได้เรียน AI ให้จบก่อนแล้วจึงนำกลับไปใช้ แต่เริ่มจากโจทย์ธุรกิจตั้งแต่วันแรก และดำเนินกระบวนการ “เรียนไป ทำไป ทดลองไป ปรับไป” เพื่อพัฒนาแนวคิดไปสู่โครงการที่สามารถเกิดขึ้นจริงในองค์กร
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การสอนให้คน “ใช้ AI เป็น” อย่างเดียว แต่ต้องสามารถมองเห็นว่า AI จะเข้าไปแก้ปัญหาธุรกิจตรงไหน
คนทำงานแห่งอนาคตในมุมนี้ต้องสามารถเชื่อม 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ “คน-เทคโนโลยี-ธุรกิจ” เพราะคนธุรกิจอาจรู้ปัญหาแต่ไม่เข้าใจเทคโนโลยี ขณะที่คนสายเทคโนโลยีอาจรู้ว่า AI ทำอะไรได้ แต่ไม่เข้าใจบริบททางธุรกิจ

พร้อมกันนั้น ยังต้องคิดเป็น ตัดสินใจเป็น ทำงานข้ามสายงานได้ และมีภาวะผู้นำ โดยอรการย้ำว่า แม้ AI จะพัฒนาไปมากเพียงใด มนุษย์ยังเป็นผู้ตัดสินใจ จึงต้องมีทั้งดุลพินิจ วิจารณญาณ และจริยธรรม
“Textbook” อีกโจทย์ที่คนรุ่นใหม่อยากให้เปลี่ยน
ด้าน ภูผา อมรกิจจา นำเสนอปัญหาจากมุมของคนรุ่นใหม่ โดยชี้ไปที่ Textbook และวิธีออกแบบโจทย์การเรียนรู้ พร้อมยกประสบการณ์เปรียบเทียบ A-level ของสหราชอาณาจักรกับประเทศไทย ซึ่งเขาระบุว่าเนื้อหาประมาณ 99% ใกล้เคียงกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่วิธีเรียงโจทย์
ในมุมของภูผา ตำราของอังกฤษจะค่อยๆ พาผู้เรียนจากโจทย์ง่ายไปสู่โจทย์ยาก เสมือนการขึ้นบันไดทีละขั้น ทำให้เด็กเรียนรู้กระบวนการคิด ขณะที่ปัญหาที่เขาพบจากการเรียนในไทย คือเมื่อเรียนเนื้อหาแล้วอาจต้องเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว จนผู้เรียนบางส่วนต้องพึ่งการเรียนเสริม
ภูผาจึงเสนอให้ระบบการศึกษาฝึกเด็ก “คิดเป็นสเต็ป” มากขึ้น เพราะเมื่อต้องเผชิญโครงการหรือโจทย์จริงหลังเรียนจบ สิ่งสำคัญไม่ใช่การจำคำตอบ แต่คือการรู้ว่าจะเริ่มต้นและเรียงลำดับการแก้ปัญหาอย่างไร
สรุปข่าว
เมื่อ AI สามารถค้นหาความรู้ เขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล และช่วยทำงานได้มากขึ้น คำถามของระบบการศึกษาอาจไม่ได้อยู่แค่ว่า “เด็กต้องเรียนอะไร” แต่รวมถึงจะออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เพื่อให้คนรุ่นใหม่คิดเป็น แก้ปัญหาได้ ทำงานจริงได้ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดชีวิต
ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาแลกเปลี่ยนบนเวทีด้านการศึกษา โดยมีทั้ง ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์, อรการ จิวะเกียรติ CP-CoEX Program Director, ภูผา อมรกิจจา ผู้ก่อตั้ง Phupha Tutor และ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งแม้มาจากต่างบทบาท แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือการศึกษาต้องเชื่อมกับโลกจริงมากขึ้น ขณะที่ AI ควรเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้มนุษย์หยุดคิด
AI เปลี่ยนโลกเร็ว แต่เวลาในระบบการศึกษายังใกล้เคียงเดิม
ดร.ธีระพล มองการศึกษาในฐานะกลไกเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีทั้งเทคโนโลยีและกำลังคนที่พร้อม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาโรงงานที่ใช้คนน้อยลง แต่จำนวนปีที่คนใช้ในระบบการศึกษากลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
แม้ปัจจุบันมี AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเรียนออนไลน์ แต่คนจำนวนมากยังเรียนต่อเนื่องจนถึงอายุ 20 กว่าปี บางส่วนต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ต่างจากคนบางกลุ่มในยุคก่อนที่เริ่มทำงานหรือทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 18-19 ปี
ในมุมภาคเอกชน รูปแบบการเรียนจึงไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางดั้งเดิมเพียงรูปแบบเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสัมผัสโลกการทำงานเร็วขึ้น ใช้ AI เพิ่มศักยภาพ และเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก โดยทักษะที่องค์กรต้องการมากขึ้นคือ Critical Thinking จริยธรรม และภาวะผู้นำ
มหาวิทยาลัยต้องเป็น “สนามจำลองชีวิต”
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจาก ดร.ธีระพล คือ มหาวิทยาลัยควรเป็น “สนามจำลองชีวิต” ให้ผู้เรียนพบทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด ความกดดัน และการแก้ปัญหาจริง แทนการฝากความหวังไว้กับองค์ความรู้ที่ต้องใช้ได้นาน 10 หรือ 20 ปี ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.ธีระพล ยกประสบการณ์ของลูกสาวที่ไปฝึกงานและได้รับโจทย์ด้าน AI ซึ่งไม่เคยเรียนมาก่อน จนต้องค้นหาความรู้จาก YouTube และลงมือทำด้วยตัวเอง ประสบการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกให้พร้อมกับชีวิตการทำงาน ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะวันที่ประสบความสำเร็จ
“ในชีวิตความเป็นจริงอ่ะครับ เราอ่ะถูกสอนให้สอบที่เท่าไหร่ต้องเป็นผู้ชนะ แต่ในการทำงานจริงๆ อ่ะ เราแพ้มากกว่าชนะ ในชีวิตจริงเราล้มเหลวเราเรียนรู้ทุกอย่าง”
แนวคิดเดียวกันถูกนำไปสู่การให้ผู้เรียนสัมผัส Startup และธุรกิจจริง โดย ดร.ธีระพล ระบุว่า จาก Startup ที่ได้รับเงินทุน 100 ราย อาจสำเร็จไม่เกิน 5 ราย แต่ประสบการณ์จากความผิดพลาด ทั้งการนำเสนอ การทำธุรกิจ และการจัดการสัดส่วนหุ้น สามารถกลายเป็นบทเรียนสำหรับการเริ่มต้นครั้งต่อไป
เด็กปี 1 ทำงานจริง จบปี 4 มีประสบการณ์ติดตัว
ในส่วนของ CP มีความพยายามนำข้อมูลและโจทย์ธุรกิจจริงให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ได้ลงมือทำ พร้อมมีรหัสพนักงาน ได้รับค่าตอบแทนตามชั่วโมงการทำงาน และนับอายุงาน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจโลกการทำงานตั้งแต่ยังศึกษาอยู่
แนวคิดคือ เมื่อถึงวันที่เรียนจบชั้นปีที่ 4 ผู้เรียนจะมีประสบการณ์ทำงานสะสมควบคู่กับการศึกษา ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ชีวิตการทำงานจากศูนย์หลังได้รับปริญญา
ดร.ธีระพล สรุปแนวคิดนี้ไว้ว่า
“ทำยังไงให้ระบบการเรียนรู้มันคือสนามเด็กเล่น สนามชีวิตจริง ถ้าทำอย่างนี้ได้ ผมว่าเด็กจะเรียนรู้วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา ส่วนความรู้ไปหาเอาดาบหน้า”

CP CoEX เปลี่ยนจาก “เรียนก่อนทำ” เป็น “เรียนไป ทำไป”
อีกตัวอย่างของการเชื่อมการศึกษากับโลกธุรกิจมาจาก อรการ จิวะเกียรติ ซึ่งอธิบายแนวทางของ CP CoEX ว่าเป็น Action-based Learning ใช้ปัญหาธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงเป็นจุดเริ่มต้น แล้วนำคนและเทคโนโลยีเข้ามาร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไข
กระบวนการใช้เวลา 12 สัปดาห์ โดยไม่ได้เรียน AI ให้จบก่อนแล้วจึงนำกลับไปใช้ แต่เริ่มจากโจทย์ธุรกิจตั้งแต่วันแรก และดำเนินกระบวนการ “เรียนไป ทำไป ทดลองไป ปรับไป” เพื่อพัฒนาแนวคิดไปสู่โครงการที่สามารถเกิดขึ้นจริงในองค์กร
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การสอนให้คน “ใช้ AI เป็น” อย่างเดียว แต่ต้องสามารถมองเห็นว่า AI จะเข้าไปแก้ปัญหาธุรกิจตรงไหน
คนทำงานแห่งอนาคตในมุมนี้ต้องสามารถเชื่อม 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ “คน-เทคโนโลยี-ธุรกิจ” เพราะคนธุรกิจอาจรู้ปัญหาแต่ไม่เข้าใจเทคโนโลยี ขณะที่คนสายเทคโนโลยีอาจรู้ว่า AI ทำอะไรได้ แต่ไม่เข้าใจบริบททางธุรกิจ

พร้อมกันนั้น ยังต้องคิดเป็น ตัดสินใจเป็น ทำงานข้ามสายงานได้ และมีภาวะผู้นำ โดยอรการย้ำว่า แม้ AI จะพัฒนาไปมากเพียงใด มนุษย์ยังเป็นผู้ตัดสินใจ จึงต้องมีทั้งดุลพินิจ วิจารณญาณ และจริยธรรม
“Textbook” อีกโจทย์ที่คนรุ่นใหม่อยากให้เปลี่ยน
ด้าน ภูผา อมรกิจจา นำเสนอปัญหาจากมุมของคนรุ่นใหม่ โดยชี้ไปที่ Textbook และวิธีออกแบบโจทย์การเรียนรู้ พร้อมยกประสบการณ์เปรียบเทียบ A-level ของสหราชอาณาจักรกับประเทศไทย ซึ่งเขาระบุว่าเนื้อหาประมาณ 99% ใกล้เคียงกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่วิธีเรียงโจทย์
ในมุมของภูผา ตำราของอังกฤษจะค่อยๆ พาผู้เรียนจากโจทย์ง่ายไปสู่โจทย์ยาก เสมือนการขึ้นบันไดทีละขั้น ทำให้เด็กเรียนรู้กระบวนการคิด ขณะที่ปัญหาที่เขาพบจากการเรียนในไทย คือเมื่อเรียนเนื้อหาแล้วอาจต้องเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว จนผู้เรียนบางส่วนต้องพึ่งการเรียนเสริม
ภูผาจึงเสนอให้ระบบการศึกษาฝึกเด็ก “คิดเป็นสเต็ป” มากขึ้น เพราะเมื่อต้องเผชิญโครงการหรือโจทย์จริงหลังเรียนจบ สิ่งสำคัญไม่ใช่การจำคำตอบ แต่คือการรู้ว่าจะเริ่มต้นและเรียงลำดับการแก้ปัญหาอย่างไร
ครูต้องเรียนรู้และ “ทำโจทย์” ต่อเนื่อง
อีกประเด็นที่ภูผาเสนอคือการพัฒนาครู โดยยกประสบการณ์จาก University of Cambridge ซึ่งมีระบบ Supervision ให้ผู้เรียนทำโจทย์แล้วนำมาพูดคุยกับผู้สอนอย่างใกล้ชิด
ภูผามองว่า ความเชี่ยวชาญทางวิชาการกับความสามารถในการถ่ายทอดอาจเป็นคนละเรื่องกัน ผู้สอนจึงควรกลับมาทำโจทย์และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าใจทั้งเนื้อหา วิธีคิด และจุดที่ผู้เรียนอาจติดขัด แทนการใช้รูปแบบการสอนเดิมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
พร้อมกันนั้น โรงเรียนยังมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่สร้างวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานตามกำหนดเวลา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานในอนาคต
มหาวิทยาลัยต้องจับมือภาคธุรกิจมากขึ้น
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ มองว่า แม้ความรู้จากปริญญาตรีอาจไม่สามารถนำไปใช้กับงานได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยสร้างให้ผู้เรียนคือ “กระบวนการ” ทั้งการคิดอย่างเป็นระบบ ตรรกะ และความสามารถในการรับมือกับโจทย์ยาก

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างการเรียนกับการทำงานยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ เพราะบัณฑิตบางส่วนต้องใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีในการเรียนรู้งานหลังจบการศึกษา ขณะที่องค์กรต้องการบุคลากรที่พร้อมทำงานเร็วขึ้น
ทางออกหนึ่งคือมหาวิทยาลัยต้องจับมือกับภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญภายนอกมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้คนจากโลกการทำงานเข้ามามีส่วนร่วมในการสอน และในอีกด้านหนึ่ง อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ควรมีโอกาสออกไปสัมผัสโลกอุตสาหกรรมจริง ก่อนนำประสบการณ์กลับเข้าสู่ห้องเรียน
เป้าหมายคือทำให้ผู้เรียนมีทั้งฐานความรู้และความสามารถในการพลิกแพลง แก้โจทย์เฉพาะหน้า และทำงานร่วมกับผู้อื่น
AI ยังผิดได้ “ความรู้” จึงยังจำเป็น
แม้เวทีจะเห็นตรงกันว่า AI จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ เตือนว่า ในช่วงปัจจุบัน AI ยังสามารถให้ข้อมูลผิดหรืออ้างอิงคลาดเคลื่อนได้ จึงยังไม่ควรมองว่าความรู้พื้นฐานหมดความสำคัญ
หากผู้ใช้ไม่มีความรู้เพียงพอสำหรับตรวจสอบคำตอบ อาจยอมรับข้อมูลที่ผิดว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และเมื่อข้อมูลเหล่านั้นถูกนำไปใช้หรือทำซ้ำต่อเนื่อง ก็อาจสร้างปัญหาตามมาได้
ดังนั้น การรู้เท่าทัน AI ความรู้พื้นฐาน และจริยธรรมในการใช้งาน จึงต้องพัฒนาไปพร้อมกับความสามารถในการใช้เครื่องมือ
ยิ่ง AI เก่ง มนุษย์ยิ่งต้องฝึก Critical Thinking
ดร.ธีระพล ยังตั้งข้อสังเกตถึงคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้นในโลกที่ AI มีอยู่ก่อนพวกเขา และเมื่อเวลาผ่านไป AI จะสะสมองค์ความรู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ความสะดวกในการถาม AI อาจทำให้มนุษย์ใช้กระบวนการคิดบางส่วนลดลง คล้ายกับทักษะการคำนวณในใจที่ลดการใช้งานเมื่อมีเครื่องมือเข้ามาช่วย ดังนั้น Critical Thinking จึงยิ่งมีความสำคัญ เพื่อให้มนุษย์ยังสามารถตั้งคำถาม วิเคราะห์ และประเมินคำตอบด้วยตัวเอง
อีกทักษะคือ Unlearn และ Relearn เพราะความรู้สามารถล้าสมัยได้เร็ว วิธีการที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จอาจไม่เหมาะกับโจทย์ใหม่ คนทำงานจึงต้องพร้อมทบทวนสิ่งเดิมและกลับมาเรียนรู้ใหม่ตลอดชีวิต
ทักษะที่ใช้ “หัวใจ” ยังเป็นพื้นที่สำคัญของมนุษย์
ขณะที่ AI เพิ่มความสามารถด้านความรู้และงานเชิงเทคนิค ภูผามองว่าอีกพื้นที่ซึ่งมนุษย์ควรพัฒนาอย่างจริงจังคือ “การสื่อสาร”
เขามองว่ามนุษย์มีความรู้สึก และการสื่อสารสามารถถ่ายทอดความรู้สึกจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ ทักษะนี้จึงมีความสำคัญต่อการทำงาน การสร้างความร่วมมือ และการเป็นผู้นำ
“มันจะมีอยู่อย่างหนึ่งครับ ที่ผมว่ายังไง AI ก็แทนไม่ได้ คือสกิลที่ใช้หัวใจ”
เมื่อรวมมุมมองจากภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาหลักสูตร และคนรุ่นใหม่ โจทย์ของการศึกษาไทยในยุค AI จึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มวิชาเทคโนโลยีเข้าไปในหลักสูตรเท่านั้น แต่คือการปรับ “วิธีเรียนรู้” ทั้งระบบ
ตั้งแต่ Textbook ที่ฝึกให้คิดเป็นขั้นตอน ครูที่ต้องเรียนรู้ต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยที่เชื่อมกับภาคธุรกิจ การเปิดพื้นที่ให้เด็กทำงานจริงตั้งแต่ยังเรียน การใช้ AI แก้โจทย์จริง ไปจนถึงการสร้าง Critical Thinking ภาวะผู้นำ การสื่อสาร จริยธรรม และความสามารถในการ Unlearn-Relearn
เพราะในวันที่ความรู้ค้นหาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที คุณค่าของการศึกษาอาจอยู่ที่การทำให้คนรู้ว่า ควรถามอะไร คิดอย่างไร ตรวจสอบอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร และนำความรู้ไปแก้ปัญหาจริงได้อย่างไร เพื่อเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานที่ AI จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งมากขึ้น
- ธีระพล ชี้การศึกษาไทยต้องเร่งสร้าง “คนทำงานแห่งอนาคต” รับยุค AI
- นิวยอร์กสั่งห้ามนักเรียนใช้ AI หวั่นขัดขวางพัฒนาการการเรียนรู้
- นักวิจัยเตือน “AI หลุดการควบคุม” โกหก ไม่ทำตามคำสั่ง มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
- สำเร็จรายแรกของโลก ! แพทย์สหราชอาณาจักรใช้ AI ช่วยผ่าตัดสมองแบบเรียลไทม์
- CP Group, Arise, True ผนึก AWS ระบนิเวศ AI ระดับโลก เปิดโอกาสใหม่ให้ทุกคน
บรรณาธิการออนไลน์
