ธีระพล ชี้การศึกษาไทยต้องเร่งสร้าง “คนทำงานแห่งอนาคต” รับยุค AI

Share on Line Share on Facebook Share on X
ธีระพล ชี้การศึกษาไทยต้องเร่งสร้าง “คนทำงานแห่งอนาคต” รับยุค AI

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ชี้การศึกษาไทยยุค AI ต้องเชื่อมการเรียนกับงานจริง เปิดทางเยาวชนเข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วขึ้น ฝึก Critical Thinking พร้อมเรียนรู้จากความล้มเหลว

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวบนเวที GCNT หัวข้อ “การศึกษาไทยกับโจทย์ คนทำงานแห่งอนาคต” ถึงแนวทางปรับระบบการศึกษาให้ทันต่อ AI เทคโนโลยี และความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร.ธีระพล มองว่า การศึกษามีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจต้องมีทั้งเทคโนโลยีและกำลังคนที่พร้อมใช้งาน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ต่อเนื่อง แต่ระยะเวลาที่คนใช้ในระบบการศึกษายังคงใกล้เคียงเดิม แม้ปัจจุบันจะมี AI การเรียนออนไลน์ และช่องทางเข้าถึงความรู้เพิ่มขึ้นมาก

ในอดีต คนอายุประมาณ 18-19 ปีจำนวนหนึ่งสามารถเริ่มทำงานหรือทำธุรกิจแล้ว ขณะที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษาจนถึงอายุ 20 กว่าปี และบางส่วนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

ด้วยเหตุนี้ ดร.ธีระพล จึงมองว่ารูปแบบการศึกษาไม่จำเป็นต้องเดินตามระบบดั้งเดิมเพียงเส้นทางเดียว แต่ควรเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มทำงานและสะสมประสบการณ์เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ AI สามารถเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และทำงานได้

“โจทย์ที่สำคัญของภาคเอกชนวันนี้ก็คือ เราต้องการเอาสมองของเด็กยุคใหม่ที่บวก AI แล้วกลายเป็นยอดมนุษย์เนี่ย เข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วที่สุด”

ดร.ธีระพล เสนอว่า เมื่ออายุประมาณ 18 ปี คนรุ่นใหม่ควรเริ่มมีโอกาสทำงาน เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก และใช้ประสบการณ์จริงพัฒนาตัวเอง เนื่องจากความรู้ในปัจจุบันสามารถค้นหาได้จากหลายช่องทาง สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการจึงให้น้ำหนักกับ Critical Thinking จริยธรรม และภาวะผู้นำมากขึ้น


สรุปข่าว

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ เสนอปรับการศึกษาไทยรับยุค AI เชื่อมมหาวิทยาลัยกับการทำงานจริง เปิดทางนักศึกษาทำงานตั้งแต่ปี 1 มีรหัสพนักงานและสะสมประสบการณ์ก่อนเรียนจบ พร้อมเน้น Critical Thinking ภาวะผู้นำ การเรียนรู้จากความล้มเหลว และ Lifelong Learning

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ชี้การศึกษาไทยยุค AI ต้องเชื่อมการเรียนกับงานจริง เปิดทางเยาวชนเข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วขึ้น ฝึก Critical Thinking พร้อมเรียนรู้จากความล้มเหลว

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวบนเวที GCNT หัวข้อ “การศึกษาไทยกับโจทย์ คนทำงานแห่งอนาคต” ถึงแนวทางปรับระบบการศึกษาให้ทันต่อ AI เทคโนโลยี และความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร.ธีระพล มองว่า การศึกษามีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจต้องมีทั้งเทคโนโลยีและกำลังคนที่พร้อมใช้งาน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ต่อเนื่อง แต่ระยะเวลาที่คนใช้ในระบบการศึกษายังคงใกล้เคียงเดิม แม้ปัจจุบันจะมี AI การเรียนออนไลน์ และช่องทางเข้าถึงความรู้เพิ่มขึ้นมาก

ในอดีต คนอายุประมาณ 18-19 ปีจำนวนหนึ่งสามารถเริ่มทำงานหรือทำธุรกิจแล้ว ขณะที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษาจนถึงอายุ 20 กว่าปี และบางส่วนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

ด้วยเหตุนี้ ดร.ธีระพล จึงมองว่ารูปแบบการศึกษาไม่จำเป็นต้องเดินตามระบบดั้งเดิมเพียงเส้นทางเดียว แต่ควรเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มทำงานและสะสมประสบการณ์เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ AI สามารถเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และทำงานได้

“โจทย์ที่สำคัญของภาคเอกชนวันนี้ก็คือ เราต้องการเอาสมองของเด็กยุคใหม่ที่บวก AI แล้วกลายเป็นยอดมนุษย์เนี่ย เข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วที่สุด”

ดร.ธีระพล เสนอว่า เมื่ออายุประมาณ 18 ปี คนรุ่นใหม่ควรเริ่มมีโอกาสทำงาน เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก และใช้ประสบการณ์จริงพัฒนาตัวเอง เนื่องจากความรู้ในปัจจุบันสามารถค้นหาได้จากหลายช่องทาง สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการจึงให้น้ำหนักกับ Critical Thinking จริยธรรม และภาวะผู้นำมากขึ้น


เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น “สนามจำลองชีวิต”

ดร.ธีระพล มองว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยควรขยับจากพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ไปสู่การเป็น “สนามจำลองชีวิต” ให้ผู้เรียนได้พบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวจากโจทย์ใกล้เคียงกับโลกการทำงานจริง เพราะองค์ความรู้บางด้านอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใน 10-20 ปี

ดร.ธีระพล ยกตัวอย่างประสบการณ์ของลูกสาวที่ไปฝึกงานและได้รับมอบหมายงานเกี่ยวกับ AI ซึ่งไม่เคยเรียนมาก่อน จึงต้องค้นคว้าและเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

“ลูกสาวผมก็กลับมาเครียดนั่งทำงานถึงตีสอง เค้าก็บ่นให้ผมฟัง ผมบอกลูกทำไมไม่ไปนอนตีสอง แล้วลูกบอกว่า เนี่ยเค้าให้หนูทำโค้ดดิ้ง AI โรงเรียนก็ไม่เคยสอน ต้องมานั่งทำ นั่งดู YouTube”

ดร.ธีระพล มองว่า ประสบการณ์ดังกล่าวมีคุณค่า เพราะการฝึกงานทำให้ผู้เรียนพบโจทย์ที่ไม่สามารถเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า และได้เรียนรู้การรับมือกับความผิดพลาด ซึ่งแตกต่างจากระบบการศึกษาที่มักให้ความสำคัญกับการแข่งขันและความสำเร็จ

“ในชีวิตความเป็นจริงอ่ะครับ เราอ่ะถูกสอนให้สอบที่เท่าไหร่ต้องเป็นผู้ชนะ แต่ในการทำงานจริงๆ อ่ะ เราแพ้มากกว่าชนะ ในชีวิตจริงเราล้มเหลวเราเรียนรู้ทุกอย่าง”

ดึง Startup เข้าไปในมหาวิทยาลัย เรียนรู้จากความล้มเหลว

อีกแนวทางคือการนำ Startup และโจทย์ธุรกิจจริงเข้าไปอยู่ในกระบวนการศึกษา โดย ดร.ธีระพล ระบุว่า ในกลุ่ม Startup ที่ได้รับเงินทุน 100 ราย อาจประสบความสำเร็จไม่เกิน 5 ราย แต่ความล้มเหลวสามารถกลายเป็นบทเรียนที่ผู้เรียนจดจำและนำไปใช้กับการทำธุรกิจครั้งต่อไป

ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการรุ่นใหม่อาจเรียนรู้เรื่องการระดมทุน การนำเสนอธุรกิจ หรือการบริหารสัดส่วนการถือหุ้นจากประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

CP ให้เด็กปี 1 ทำโจทย์ธุรกิจจริง มีรหัสพนักงาน

ดร.ธีระพล ระบุว่า CP พยายามนำข้อมูลและโจทย์ธุรกิจจริงมาให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ได้ลงมือทำ พร้อมเปิดโอกาสให้มีรหัสพนักงาน ได้รับค่าตอบแทนตามชั่วโมงการทำงาน และเริ่มนับอายุงาน เพื่อให้เรียนรู้บทบาทของคนทำงานตั้งแต่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย

แนวคิดคือ เมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 4 ผู้เรียนจะไม่ได้มีเพียงวุฒิการศึกษา แต่มีประสบการณ์ทำงานสะสมมาแล้วประมาณ 4 ปี และเข้าใจการทำงานในองค์กรจากสถานการณ์จริง

“ทำยังไงให้ระบบการเรียนรู้มันคือสนามเด็กเล่นอ่ะ สนามชีวิตจริงอ่ะ ถ้าทำอย่างงี้ได้ ผมว่าเด็กจะเรียนรู้วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา ส่วนความรู้ไปหาเอาดาบหน้า”

AI ยิ่งเก่ง คนยิ่งต้องรักษา Critical Thinking

อีกประเด็นที่ ดร.ธีระพล ให้ความสำคัญ คือ ผลของ AI ต่อกระบวนการคิดของมนุษย์ โดยมองว่าเด็กที่เติบโตขึ้นในอนาคตจะเกิดมาในโลกที่ AI มีอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อเวลาผ่านไป AI จะสะสมองค์ความรู้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อมนุษย์สามารถถาม AI ได้แทบทุกเรื่อง ความท้าทายคือคนอาจลดการใช้ความคิดด้วยตัวเอง โดยเฉพาะทักษะ Critical Thinking ซึ่งจำเป็นต่อการตรวจสอบ วิเคราะห์ และตัดสินใจ

ดร.ธีระพล เปรียบเทียบกับทักษะการคำนวณในอดีตที่หลายคนสามารถคิดตัวเลขในใจได้ทันที แต่เมื่อมีเครื่องมือเข้ามาช่วยอย่างต่อเนื่อง ทักษะบางส่วนก็ถูกใช้งานน้อยลง และ AI อาจทำให้แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นกับกระบวนการคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น

“Unlearn-Relearn” ทักษะที่ต้องมีตลอดชีวิต

ดร.ธีระพล ทิ้งท้ายว่า เมื่อองค์ความรู้เปลี่ยนแปลงและล้าสมัยเร็วขึ้น ระบบการศึกษาและคนทำงานจำเป็นต้องฝึกทักษะ Unlearn และ Relearn คือพร้อมทบทวนสิ่งที่เคยรู้ และเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ยึดติดกับวิธีการที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต

“เราต้องทำตัวให้ชินกับการที่เรียนรู้ตลอด เหมือนการทำข้อสอบ อาจารย์ต้องทำข้อสอบทุกวันอ่ะ ก็คือการเรียนรู้ตลอดเวลา รีเลิร์นตลอดเวลา เพราะข้อสอบมันก็เปลี่ยนตลอด”

สำหรับประเทศไทย ดร.ธีระพล มองว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการปรับตัวจากอุตสาหกรรมเดิม โดยการเปิดรับเรื่องใหม่ต้องพิจารณาทั้งข้อดีและข้อจำกัด พร้อมตัดสินใจบนข้อมูลและวิจารณญาณ เพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์