นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ในหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน” โดยระบุว่า วันนี้โลกไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่กำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเปลี่ยนกติกาการค้าและการลงทุนของโลกอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP การยกระดับภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นโจทย์สำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยต้องเปลี่ยนจากการผลิตที่อาศัยต้นทุนต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพของภูมิภาค หรือ Strategic Safe Haven โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ พร้อมตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก
สรุปข่าว
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ในหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน” โดยระบุว่า วันนี้โลกไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่กำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเปลี่ยนกติกาการค้าและการลงทุนของโลกอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP การยกระดับภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นโจทย์สำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยต้องเปลี่ยนจากการผลิตที่อาศัยต้นทุนต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพของภูมิภาค หรือ Strategic Safe Haven โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ พร้อมตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก
พร้อมกันนี้ กระทรวงได้วางแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การยกระดับเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่กับเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และการเร่งพัฒนากำลังคนด้วย AI การอัปสกิล และรีสกิล รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่
ในช่วง 90 วันแรก กระทรวงยังเร่งผลักดันมาตรการสำคัญ ทั้งการพัฒนา Bio Hub มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท สนับสนุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ เพิ่มแหล่งเงินทุนผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท รวมถึงลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานให้เหลือต่ำกว่า 30 วัน เพื่อยกระดับความสะดวกในการลงทุน
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว ผ่านการใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL ยกระดับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม และผลักดันโรงงานสีเขียวกว่า 58,000 แห่ง ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรองรับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG และ BCG Economy มากขึ้น
นายวราวุธ ย้ำว่า เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้าง New Growth Engine ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเติบโตที่แข่งขันได้และยั่งยืนในระยะยาว
