ศึก"สหรัฐ-อิหร่าน"ลากยาวทุบตลาดน้ำมันโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

สำนักข่าว Al Jazeera องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า การปะทะกันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน อาจส่งผลให้วิกฤตพลังงานโลกต้องยืดเยื้อออกไป และบั่นทอนความหวังที่จะเห็นตลาดน้ำมันฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความพยายามของนานาชาติที่เร่งฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตเพื่อควบคุมสถานการณ์

ในรายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนฉบับล่าสุดของ IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการผลิตและการส่งออกทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง


สรุปข่าว

IEA เตือน "สหรัฐฯ-อิหร่าน" เปิดศึกระลอกใหม่ ทุบตลาดน้ำมันโลกซ้ำเติมวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ หลังช่องแคบฮอร์มุซชะงักงันทำอุปทานหายฮวบ 14 ล้านบาร์เรล/วัน

สำนักข่าว Al Jazeera องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า การปะทะกันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน อาจส่งผลให้วิกฤตพลังงานโลกต้องยืดเยื้อออกไป และบั่นทอนความหวังที่จะเห็นตลาดน้ำมันฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความพยายามของนานาชาติที่เร่งฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตเพื่อควบคุมสถานการณ์

ในรายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนฉบับล่าสุดของ IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการผลิตและการส่งออกทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง


โดย IEA ชี้ว่า ก่อนหน้านี้ตลาดน้ำมันเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากอานิสงส์ของข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐและอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว แต่การยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่กำลังทำให้ทิศทางของตลาดมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 

ชนวนเหตุของการปะทะกันระลอกล่าสุดในสัปดาห์นี้ มาจากการตีความเงื่อนไขที่แตกต่างกันใน MoU เกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นในเดือนเมษายนนั้น เส้นทางน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้เคยรองรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึงราว 1 ใน 5 ของโลก


รายงานของ IEA เผยว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้กระแสน้ำมันดิบหายไปจากตลาดมากถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภาวะขาดแคลนพลังงานและราคาที่พุ่งสูงขึ้นได้สร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

แม้ว่าหลังจากการบรรลุ MoU และการกลับมาเปิดช่องแคบ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกในเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามถึง 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการสู้รบปะทุขึ้นซ้ำ การเดินเรือผ่านช่องแคบก็ต้องชะงักงันลงอีกครั้ง

ที่มาข้อมูล : สำนักข่าว Al Jazeera

ที่มารูปภาพ : TNN