"สหรัฐฯ" ถล่มซ้ำขยี้ฐานทัพอิหร่าน โลกเสี่ยงน้ำมันแพง

Share on Line Share on Facebook Share on X

สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีระบบป้องกันชายฝั่ง คลังเก็บขีปนาวุธร่อน และฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน หลังกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือและคลังน้ำมันของอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซ็นต์คอม ระบุว่า ปฏิบัติการระลอกแรกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม โดยมุ่งเป้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และเปิดการโจมตีระลอกสองในอีก 9 ชั่วโมงต่อมา

สหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการคือทำลายขีดความสามารถทางทหารที่อิหร่านใช้คุกคามเรือสินค้า และเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการที่ซับซ้อนขึ้น หากยังไม่สามารถเปิดเส้นทางเดินเรือได้

นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่ง ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน หลังเรือลำดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำเตือน ขณะที่นับตั้งแต่กลับมาปิดล้อมอิหร่าน สหรัฐฯ ระบุว่าได้สั่งให้เรืออย่างน้อย 2 ลำเปลี่ยนเส้นทาง และสกัดเรืออีกหนึ่งลำ

สรุปข่าว

สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกระลอก มุ่งทำลายระบบป้องกันชายฝั่งและฐานขีปนาวุธ หวังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านประกาศเข้าสู่สงครามชี้ชะตากับสหรัฐฯ พร้อมขู่สกัดการส่งออกพลังงานในภูมิภาค ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน

สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีระบบป้องกันชายฝั่ง คลังเก็บขีปนาวุธร่อน และฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน หลังกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือและคลังน้ำมันของอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซ็นต์คอม ระบุว่า ปฏิบัติการระลอกแรกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม โดยมุ่งเป้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และเปิดการโจมตีระลอกสองในอีก 9 ชั่วโมงต่อมา

สหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการคือทำลายขีดความสามารถทางทหารที่อิหร่านใช้คุกคามเรือสินค้า และเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการที่ซับซ้อนขึ้น หากยังไม่สามารถเปิดเส้นทางเดินเรือได้

นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่ง ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน หลังเรือลำดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำเตือน ขณะที่นับตั้งแต่กลับมาปิดล้อมอิหร่าน สหรัฐฯ ระบุว่าได้สั่งให้เรืออย่างน้อย 2 ลำเปลี่ยนเส้นทาง และสกัดเรืออีกหนึ่งลำ

ด้านโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน ประกาศว่า ประเทศกำลังเผชิญสงครามที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของชาติกับสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่า ความมั่นคงของอิหร่านขึ้นอยู่กับการควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุว่า ได้ตอบโต้เป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต และจอร์แดน โดยคูเวตเปิดเผยว่าสามารถสกัดขีปนาวุธ 4 ลูก และโดรน 21 ลำไว้ได้ แม้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วิกฤตครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก แรงกดดันดังกล่าวผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดที่ 84 ดอลลาร์ 95 เซนต์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบหนึ่งเดือน ส่วนเวสต์เทกซัสเพิ่มขึ้นเป็น 79 ดอลลาร์ 60 เซนต์ต่อบาร์เรล หากการส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียยังฟื้นตัวล่าช้า นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า ราคาน้ำมันเบรนท์อาจทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4 ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนสายการบิน โลจิสติกส์ และราคาสินค้าทั่วโลก 

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า อิหร่านต้องการกลับเข้าสู่การเจรจา แต่อิหร่านยืนยันว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสหรัฐฯ ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อที่ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน ทำให้แนวโน้มการคลี่คลายวิกฤตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และตลาดพลังงานโลกยังต้องเผชิญความผันผวนต่อไป