"Apple" สร้างสถิติโตสวนวิกฤตชิป ครองตลาดโลก 20%

Share on Line Share on Facebook Share on X

ตลาดสมาร์ตโฟนโลกเผชิญแรงกดดันหนักในไตรมาส 2 ปี 2569 หลังยอดจัดส่งลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากวิกฤตชิปหน่วยความจำที่ยังยืดเยื้อ กระทบทั้งปริมาณการผลิตและต้นทุนชิ้นส่วน จนทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมเริ่มแบ่งขั้วชัดเจนมากขึ้น

ข้อมูลล่าสุดจาก Omdia ระบุว่า Samsung และ Apple เป็นสองบริษัทที่สามารถสวนกระแสตลาดขาลง โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2 และร้อยละ 4 ตามลำดับ

Samsung ยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตสมาร์ตโฟนอันดับหนึ่งของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 22 ได้แรงหนุนจากความต้องการที่ยังแข็งแกร่ง และความพร้อมด้านซัพพลายสินค้า การเปิดตัว Galaxy S26 Series ที่ล่าช้า ยังทำให้ความต้องการสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมบางส่วนเลื่อนเข้ามาอยู่ในไตรมาส 2

ขณะเดียวกัน Samsung ยังขยายส่วนแบ่งในตลาดระดับประหยัด หลังคู่แข่งจากจีนลดจำนวนรุ่นสินค้า และปรับราคาขายส่งให้สูงขึ้นเพื่อรับมือกับต้นทุน

ด้าน Apple ทำผลงานในไตรมาส 2 ได้ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึงร้อยละ 20 แม้โดยปกติจะเป็นช่วงที่ยอดขายชะลอตัวที่สุดของปี โดย iPhone 17 Series สร้างหนึ่งในรอบการเปลี่ยนและอัปเกรดเครื่องที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

สรุปข่าว

ตลาดสมาร์ตโฟนโลกไตรมาส 2 หดตัวร้อยละ 4 จากวิกฤตชิปหน่วยความจำ ดันต้นทุนผลิตพุ่ง แต่ Apple และ Samsung สวนกระแส กวาดส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม ท่ามกลางผู้บริโภคระดับกลางและล่างที่เริ่มชะลอซื้อเครื่องใหม่

ตลาดสมาร์ตโฟนโลกเผชิญแรงกดดันหนักในไตรมาส 2 ปี 2569 หลังยอดจัดส่งลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากวิกฤตชิปหน่วยความจำที่ยังยืดเยื้อ กระทบทั้งปริมาณการผลิตและต้นทุนชิ้นส่วน จนทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมเริ่มแบ่งขั้วชัดเจนมากขึ้น

ข้อมูลล่าสุดจาก Omdia ระบุว่า Samsung และ Apple เป็นสองบริษัทที่สามารถสวนกระแสตลาดขาลง โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2 และร้อยละ 4 ตามลำดับ

Samsung ยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตสมาร์ตโฟนอันดับหนึ่งของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 22 ได้แรงหนุนจากความต้องการที่ยังแข็งแกร่ง และความพร้อมด้านซัพพลายสินค้า การเปิดตัว Galaxy S26 Series ที่ล่าช้า ยังทำให้ความต้องการสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมบางส่วนเลื่อนเข้ามาอยู่ในไตรมาส 2

ขณะเดียวกัน Samsung ยังขยายส่วนแบ่งในตลาดระดับประหยัด หลังคู่แข่งจากจีนลดจำนวนรุ่นสินค้า และปรับราคาขายส่งให้สูงขึ้นเพื่อรับมือกับต้นทุน

ด้าน Apple ทำผลงานในไตรมาส 2 ได้ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึงร้อยละ 20 แม้โดยปกติจะเป็นช่วงที่ยอดขายชะลอตัวที่สุดของปี โดย iPhone 17 Series สร้างหนึ่งในรอบการเปลี่ยนและอัปเกรดเครื่องที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

Apple ยังได้เปรียบจากการรักษาราคา iPhone ให้ค่อนข้างคงที่ ในช่วงที่คู่แข่งส่วนใหญ่ต้องปรับราคาขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังจับตาว่า iPhone จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาในช่วงปลายปีหรือไม่ หลัง Apple เริ่มปรับราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นแล้ว

สำหรับอันดับรองลงมา Xiaomi ยังรักษาอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 11 ตามด้วย OPPO ร้อยละ 10 และ vivo ร้อยละ 8

Omdia ระบุว่า ตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือสมาร์ตโฟนราคาต่ำกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,000 บาท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำไรต่ำ ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา และเผชิญข้อจำกัดด้านชิ้นส่วนมากที่สุด

ต้นทุนหน่วยความจำของผู้ผลิตบางรายเพิ่มขึ้นมากกว่า 4-5 เท่าจากปีก่อน โดยหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลคิดเป็นต้นทุนมากกว่าร้อยละ 60 ของสมาร์ตโฟนราคาประหยัด และมากกว่าร้อยละ 30 ของมือถือระดับเรือธง

Omdia คาดว่า ราคาชิปหน่วยความจำอาจเริ่มลดลงเร็วที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 แต่มีโอกาสน้อยที่จะกลับสู่ระดับก่อนปี 2568 ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ถาวร จากการเน้นยอดขายจำนวนมาก ไปสู่การขายสินค้าที่มีมูลค่าและอัตรากำไรสูงขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคที่มีงบจำกัดมีตัวเลือกน้อยลง และต้องชะลอซื้อเครื่องใหม่ ลดสเปกที่ต้องการ ใช้บริการผ่อนชำระ หรือหันไปเลือกซื้อสมาร์ตโฟนมือสองและเครื่องรีเฟอร์บิช หรือ เครื่องที่ผ่านการปรับสภาพใหม่ มากขึ้น