แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญ ในการดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก
จากรายงานการลงทุนโลกปี 2026 ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD ระบุว่า เอเชียกำลังพัฒนา (Developing Asia) ยังคงเป็นภูมิภาคกำลังพัฒนาที่รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากที่สุดในโลก โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา ได้รับเงินลงทุนโดยตรง เป็นมูลค่ากว่า 644,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 40 ของ FDI ทั่วโลก
การไหลเข้าของเงินลงทุนดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ที่กำลังประเมินและจัดวางห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะที่หลายประเทศเร่งแข่งขันกันดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนักลงทุนมองหาโอกาสการเติบโต ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
โดย จีน ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรง มากที่สุดของโลก ขณะที่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ได้ก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคย่อยที่ได้รับเงินลงทุนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
นั่นสะท้อนบทบาทของอาเซียนที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในฐานะฐานการผลิตและตลาดที่บริษัทข้ามชาติต่างให้ความสำคัญมากขึ้น
สรุปข่าว
แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญ ในการดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก
จากรายงานการลงทุนโลกปี 2026 ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD ระบุว่า เอเชียกำลังพัฒนา (Developing Asia) ยังคงเป็นภูมิภาคกำลังพัฒนาที่รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากที่สุดในโลก โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา ได้รับเงินลงทุนโดยตรง เป็นมูลค่ากว่า 644,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 40 ของ FDI ทั่วโลก
การไหลเข้าของเงินลงทุนดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ที่กำลังประเมินและจัดวางห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะที่หลายประเทศเร่งแข่งขันกันดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนักลงทุนมองหาโอกาสการเติบโต ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
โดย จีน ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรง มากที่สุดของโลก ขณะที่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ได้ก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคย่อยที่ได้รับเงินลงทุนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
นั่นสะท้อนบทบาทของอาเซียนที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในฐานะฐานการผลิตและตลาดที่บริษัทข้ามชาติต่างให้ความสำคัญมากขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวได้ชัดเจน คือ การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ทยอยประกาศขยายการลงทุน โดย Nestlé (เนสท์เล่) ประกาศลงทุนกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ และโอกาสในการส่งออก
ขณะที่ Suntory PepsiCo (ซันโทรี เป๊ปซี่โค) ลงทุนราว 10,000 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งใหม่ในเวียดนาม ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในเอเชีย เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับการเติบโตของตลาด
ทั้งนี้ รายงานจาก นิกเคอิ เอเชีย ระบุว่า การลงทุนเพิ่มเติมของ ซันโทรี เป๊ปซี่โค ในเวียดนาม เกิดขึ้นท่ามกลางความต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น
โดยบริษัทฯ คาดว่า การเติบโตด้านรายได้ของผู้บริโภคเวียดนาม และความนิยมในเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป
ผู้บริโภคในเอเชีย เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค จากเครื่องดื่มอัดลมแบบดั้งเดิม ไปสู่เครื่องดื่มที่ถูกมองว่าเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มทยอยปรับพอร์ตสินค้าและเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับ ซันโทรี เป๊ปซี่โค เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ซันโทรี เบฟเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ของญี่ปุ่น และ เป๊ปซี่โค ของสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทฯ ระบุว่า โรงงานแห่งใหม่จะช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ควบคู่กับการรักษากำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์เดิม
รายงานดังกล่าว ระบุว่า เวียดนามเป็นหนึ่งใน 10 ตลาดที่มีการเติบโตเร็วที่สุดของ เป๊ปซี่โค ผู้บริหาร ซันโทรี เป๊ปซี่โค เวียดนาม กล่าวว่า บริษัทฯ มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไร้น้ำตาล น้ำดื่มบรรจุขวด เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แม้ว่าความต้องการเครื่องดื่มอัดลมแบบดั้งเดิมจะชะลอลงก็ตาม
นอกจากนี้ จะยังเดินหน้าปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ โดยลดปริมาณน้ำตาล ขยายทางเลือกเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ลงทุนในโครงการรีไซเคิล และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น
สำหรับ เนสท์เล่ การลงทุนในไทยครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกาแฟในประเทศไทย รองรับทั้งความต้องการของตลาดในประเทศและการส่งออก พร้อมขยายกำลังการผลิต Nescafé (เนสกาแฟ) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เรมี เอเจล (Remy Ejel) รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของเนสท์เล่ กล่าวว่า ธุรกิจกาแฟเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในระดับโลก และประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟสำคัญของเนสท์เล่ จึงตัดสินใจลงทุนเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศไทยและตลาดส่งออก
โรงงานแห่งใหม่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จะผลิตกาแฟสำเร็จรูป กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มกาแฟพร้อมดื่ม คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปี 2571 พร้อมสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ภายในพื้นที่โรงงาน เพื่อรองรับตลาดในประเทศและภูมิภาค โดยคาดว่าจะสร้างงานมากกว่า 500 ตำแหน่ง
เนสท์เล่ ระบุอีกว่า โรงงานจะใช้วัตถุดิบและส่วนผสมจากประเทศไทย เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ พร้อมนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีการสกัดกาแฟและการกักเก็บกลิ่นหอม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการ
ซึ่งโครงการลงทุนดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy ของประเทศไทย
ด้านคุณ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวว่า การที่เนสท์เล่เลือกลงทุนตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกต่อศักยภาพของไทย ทั้งด้านการผลิต วัตถุดิบ บุคลากร และระบบสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ
