เตรียมรับฝนหนักสุดท้าย จับตาปริมาณน้ำ เสี่ยงแล้งรุนแรง

Share on Line Share on Facebook Share on X

วิกฤตสภาพภูมิอากาศไทย: ถอดบทเรียนจาก GISTDA เมื่อฤดูฝนจบเร็วกว่าปกติ 1 เดือน และภัยแล้งรุนแรงจ่อประชิด

ในช่วงนี้หากติดตามข่าวสารเราจะเห็นว่าหลายพื้นที่ของไทยเจอฝนตกต่อเนื่อง บางจุดตกหนัก ผม ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ได้อ่านและศึกษาข้อมูลเรื่องสภาพอากาศในช่วงนี้ แล้วไปพบกับเรื่องที่น่าสนใจว่า "ฤดูฝนปีนี้ใกล้จบแล้ว" รู้สึกตกใจเพราะฝนจะหมดไปเร็วถึง 1 เดือน ผมจึงเร่งวางแผนไปเจาะลึกและยืนยันข้อมูลนี้กับผู้เชี่ยวชาญ อย่าง ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผอ.สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA

ผมและทีมงานขับรถจากสถานี มุ่งหน้ามาที่ GISTDA ใช้เวลาร่วมชั่วโมง ทันทีที่ไปถึง ดร.ปกรณ์ ต้อนรับเรา และบอกว่า "ปีนี้เอลนีโญมาแรงครับ และใช่อย่างที่คุณเกมตั้งคำถาม ปีนี้ฝนจบเร็วกว่าปกติ 1 เดือน น่าเป็นห่วง"

ท่ามกลางสถานการณ์โลกเดือดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ทางด้านทรัพยากรน้ำและสภาพภูมิอากาศ ความแปรปรวนของธรรมชาติในปัจจุบันได้ก้าวล่วงเกินกว่ากรอบการคาดการณ์แบบเดิมไปมาก จนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงทางน้ำของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่น่ากังวลประการแรกคือ การที่ “ฤดูฝน” ปีนี้จบเร็วกว่าปกติถึง 1 เดือนเต็ม จากกลไกทางอุตุนิยมวิทยาที่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ไม่ได้ดึงดูดพายุให้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ประกอบกับการเปลี่ยนทิศทางของลมหนาวและมวลอากาศที่เริ่มแผ่ลงมา ทำให้ปริมาณฝนในภาคเหนือและภาคบนเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ในบางพื้นที่เช่นกรุงเทพมหานครจะยังคงเผชิญกับฝนตกหนักในช่วงกลางดึก ซึ่งเป็นผลมาจากแนวปะทะอากาศในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล และไม่ใช่ปรากฏการณ์ Rain-bomb แต่สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการน้ำ เพราะเมื่อฤดูฝนสั้นลงและจบเร็วกว่ากำหนด การกักเก็บน้ำสำรองไว้อยู่ในเกณฑ์ที่อาจไม่ทันท่วงที ท่ามกลางสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังจะกลับมาเยือนอย่างรุนแรง

สรุปข่าว

ดร.ปกรณ์ ยอมรับตรงไปตรงมาว่าสังคมมักตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของการนำเสนอข่าวสารเรื่องโลกร้อน ที่มีทั้งรายงานฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งสลับสับเปลี่ยนกันไป แต่ในความเป็นจริงนี่คือภาพสะท้อนของ “โรคของโลก” ที่กำลังป่วยหนักและแสดงอาการปั่นป่วนอย่างรุนแรง ประชาชนจึงต้องเผชิญกับภาวะที่ปรับตัวยากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาความสุดโต่งของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ทั้งความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม ล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันและ within the same year ซึ่งตอกย้ำว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์เร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและเตรียมรับมืออย่างจริงจัง

วิกฤตสภาพภูมิอากาศไทย: ถอดบทเรียนจาก GISTDA เมื่อฤดูฝนจบเร็วกว่าปกติ 1 เดือน และภัยแล้งรุนแรงจ่อประชิด

ในช่วงนี้หากติดตามข่าวสารเราจะเห็นว่าหลายพื้นที่ของไทยเจอฝนตกต่อเนื่อง บางจุดตกหนัก ผม ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ได้อ่านและศึกษาข้อมูลเรื่องสภาพอากาศในช่วงนี้ แล้วไปพบกับเรื่องที่น่าสนใจว่า "ฤดูฝนปีนี้ใกล้จบแล้ว" รู้สึกตกใจเพราะฝนจะหมดไปเร็วถึง 1 เดือน ผมจึงเร่งวางแผนไปเจาะลึกและยืนยันข้อมูลนี้กับผู้เชี่ยวชาญ อย่าง ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผอ.สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA

ผมและทีมงานขับรถจากสถานี มุ่งหน้ามาที่ GISTDA ใช้เวลาร่วมชั่วโมง ทันทีที่ไปถึง ดร.ปกรณ์ ต้อนรับเรา และบอกว่า "ปีนี้เอลนีโญมาแรงครับ และใช่อย่างที่คุณเกมตั้งคำถาม ปีนี้ฝนจบเร็วกว่าปกติ 1 เดือน น่าเป็นห่วง"

ท่ามกลางสถานการณ์โลกเดือดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ทางด้านทรัพยากรน้ำและสภาพภูมิอากาศ ความแปรปรวนของธรรมชาติในปัจจุบันได้ก้าวล่วงเกินกว่ากรอบการคาดการณ์แบบเดิมไปมาก จนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงทางน้ำของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่น่ากังวลประการแรกคือ การที่ “ฤดูฝน” ปีนี้จบเร็วกว่าปกติถึง 1 เดือนเต็ม จากกลไกทางอุตุนิยมวิทยาที่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ไม่ได้ดึงดูดพายุให้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ประกอบกับการเปลี่ยนทิศทางของลมหนาวและมวลอากาศที่เริ่มแผ่ลงมา ทำให้ปริมาณฝนในภาคเหนือและภาคบนเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ในบางพื้นที่เช่นกรุงเทพมหานครจะยังคงเผชิญกับฝนตกหนักในช่วงกลางดึก ซึ่งเป็นผลมาจากแนวปะทะอากาศในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล และไม่ใช่ปรากฏการณ์ Rain-bomb แต่สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการน้ำ เพราะเมื่อฤดูฝนสั้นลงและจบเร็วกว่ากำหนด การกักเก็บน้ำสำรองไว้อยู่ในเกณฑ์ที่อาจไม่ทันท่วงที ท่ามกลางสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังจะกลับมาเยือนอย่างรุนแรง

จากสถานการณ์ดังกล่าว GISTDA ได้ยกระดับการประเมินความเสี่ยงด้วยการนำข้อมูลดาวเทียมย้อนหลังกว่า 20 ปี มาวิเคราะห์เจาะลึกผ่าน 54 ตัวแปร (Parameters) ที่เปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพของโลก เพื่อจำแนกความผิดปกติของภูมิอากาศ ดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งของประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยอาศัยการตรวจวัดความชื้นในดินและปริมาณฝนสะสม พบว่าพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ยังคงเป็นจุดเปราะบางเดิมที่มีความเสี่ยงสูง แม้ข้อมูลดาวเทียมในบางช่วงเวลา เช่น เดือนกุมภาพันธ์ จะบ่งชี้ว่าระดับความเสี่ยงยังไม่พุ่งสูงจนถึงขั้นวิกฤต แต่ปัจจัยเสริมและความแปรปรวนของสภาพอากาศโลกอาจทำให้สถานการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา

ความซับซ้อนของปัญหาในปัจจุบันทำให้แนวทางการรับมือแบบแยกส่วนไม่เพียงพออีกต่อไป ดร.ปกรณ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ “ศาสตร์ข้ามสาขา” (Cross Domain) บูรณาการองค์ความรู้รอบด้าน ทั้งข้อมูลจากดาวเทียม ความต้องการใช้น้ำจริงจากพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 150 ล้านไร่ทั่วประเทศ และการทำงานเป็นทีมอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้การตัดสินใจบนฐานข้อมูลมีความแม่นยำสูงสุด สามารถชี้เป้าจุดเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และช่วยลดความเสียหายต่อประชาชนและภาคเกษตรกรรมให้น้อยที่สุด

ดร.ปกรณ์ ยอมรับตรงไปตรงมาว่าสังคมมักตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของการนำเสนอข่าวสารเรื่องโลกร้อน ที่มีทั้งรายงานฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งสลับสับเปลี่ยนกันไป แต่ในความเป็นจริงนี่คือภาพสะท้อนของ “โรคของโลก” ที่กำลังป่วยหนักและแสดงอาการปั่นป่วนอย่างรุนแรง ประชาชนจึงต้องเผชิญกับภาวะที่ปรับตัวยากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาความสุดโต่งของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ทั้งความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม ล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันและ within the same year ซึ่งตอกย้ำว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์เร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและเตรียมรับมืออย่างจริงจัง

 

เท่าที่ได้พูดคุยกันในวันนี้ ผมรู้สึกกังวลใจและมองว่า เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนบทบาทกลายเป็น "ตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้" ฤดูฝนที่หดสั้นลงเกือบเดือน ภัยแล้งที่จ่อคอหอย และความรุนแรงของเอลนีโญที่คืบคลานเข้ามา คือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำและวิถีเกษตรกรรมไทยแบบเดิมกำลังพังทลายลง

คำถามคือ วันนี้เรายังวางแผนอนาคตบนความเชื่อที่ว่า "ฤดูกาลจะมาตามนัด" อยู่หรือไม่? ในเมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับความสุดโต่ง ทั้งร้อน แล้ง และน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่และปีเดียวกัน ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกมองปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว แล้วลุกขึ้นมาทบทวนว่า ระบบบริหารจัดการประเทศและตัวเราเอง พร้อมรับมือกับโลกที่กำลังป่วยหนักนี้แล้วหรือยัง ก่อนที่ทุกหยดน้ำจะหมดความหมาย?

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับผู้อ่านทุกท่าน


ที่มาข้อมูล : TNN16

ที่มารูปภาพ : TNN16