เมื่อเมืองโตเร็วกว่าทางน้ำไหล ถอดบทเรียนภูเก็ต ฝนแค่ 40 มม. ก็เสี่ยงจม

สถานการณ์น้ำของประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายน 2569 ยังต้องติดตามทั้งสองด้าน ตั้งแต่ฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ไปจนถึงการเตรียมน้ำต้นทุนรองรับช่วงฤดูแล้ง ท่ามกลางความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้ฝนทิ้งช่วงและอุณหภูมิสูงขึ้นในระยะต่อไป
ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และโฆษก สทนช. ให้สัมภาษณ์ TNN ว่า ระยะนี้มีหลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก ครอบคลุมภาคเหนือ อาทิ เชียงราย พะเยา สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี ขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันออกมีลพบุรีและชลบุรี รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันตกอย่างราชบุรีและประจวบคีรีขันธ์
ส่วนภาคใต้ต้องติดตามสถานการณ์ในชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พัทลุง ตรัง สงขลา สตูล และนราธิวาส จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับการเคลื่อนตัวของร่องอากาศและหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้เวียดนาม
แม้ฝนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างความเสี่ยงในบางพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่ง สทนช.มองว่าจะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลางบางส่วน ซึ่งก่อนหน้านี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย เป็นโอกาสในการเก็บกักน้ำสำหรับภาคเกษตรและเตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูแล้ง
ภูเก็ตพื้นที่เปราะบาง ฝนราว 40 มม.ก็มีโอกาสเกิดน้ำท่วม
สำหรับภูเก็ต รองเลขาธิการ สทนช. ระบุว่า ต้องติดตามทั้ง 3 อำเภอ ได้แก่ เมืองภูเก็ต กะทู้ และถลาง เนื่องจากโครงสร้างเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก มีทั้งอาคารและถนนเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด โดยฝนประมาณ 40 มิลลิเมตรก็มีโอกาสทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมได้
จุดที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ป่าตอง กมลา อำเภอถลาง และพื้นที่ตัวเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นบริเวณที่มีประวัติเกิดน้ำท่วมเมื่อมีฝนตกหนัก ขณะที่ฝนระลอกนี้ประเมินว่าพังงา ระนอง และชุมพร อาจได้รับฝนมากกว่า แต่ด้วยความเปราะบางของภูเก็ต หน่วยงานในพื้นที่จึงเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว
พื้นที่ฝั่งอันดามันตั้งแต่พังงา ภูเก็ต และตรัง รวมถึงนครศรีธรรมราช ตลอดจนพื้นที่ภาคตะวันออกบางส่วน เช่น จันทบุรี ยังต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม หากมีฝนตกสะสมในปริมาณสูง
สรุปข่าว
สถานการณ์น้ำของประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายน 2569 ยังต้องติดตามทั้งสองด้าน ตั้งแต่ฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ไปจนถึงการเตรียมน้ำต้นทุนรองรับช่วงฤดูแล้ง ท่ามกลางความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้ฝนทิ้งช่วงและอุณหภูมิสูงขึ้นในระยะต่อไป
ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และโฆษก สทนช. ให้สัมภาษณ์ TNN ว่า ระยะนี้มีหลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก ครอบคลุมภาคเหนือ อาทิ เชียงราย พะเยา สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี ขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันออกมีลพบุรีและชลบุรี รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันตกอย่างราชบุรีและประจวบคีรีขันธ์
ส่วนภาคใต้ต้องติดตามสถานการณ์ในชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พัทลุง ตรัง สงขลา สตูล และนราธิวาส จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับการเคลื่อนตัวของร่องอากาศและหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้เวียดนาม
แม้ฝนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างความเสี่ยงในบางพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่ง สทนช.มองว่าจะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลางบางส่วน ซึ่งก่อนหน้านี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย เป็นโอกาสในการเก็บกักน้ำสำหรับภาคเกษตรและเตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูแล้ง
ภูเก็ตพื้นที่เปราะบาง ฝนราว 40 มม.ก็มีโอกาสเกิดน้ำท่วม
สำหรับภูเก็ต รองเลขาธิการ สทนช. ระบุว่า ต้องติดตามทั้ง 3 อำเภอ ได้แก่ เมืองภูเก็ต กะทู้ และถลาง เนื่องจากโครงสร้างเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก มีทั้งอาคารและถนนเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด โดยฝนประมาณ 40 มิลลิเมตรก็มีโอกาสทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมได้
จุดที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ป่าตอง กมลา อำเภอถลาง และพื้นที่ตัวเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นบริเวณที่มีประวัติเกิดน้ำท่วมเมื่อมีฝนตกหนัก ขณะที่ฝนระลอกนี้ประเมินว่าพังงา ระนอง และชุมพร อาจได้รับฝนมากกว่า แต่ด้วยความเปราะบางของภูเก็ต หน่วยงานในพื้นที่จึงเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว
พื้นที่ฝั่งอันดามันตั้งแต่พังงา ภูเก็ต และตรัง รวมถึงนครศรีธรรมราช ตลอดจนพื้นที่ภาคตะวันออกบางส่วน เช่น จันทบุรี ยังต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม หากมีฝนตกสะสมในปริมาณสูง
เจ้าพระยายังมีพื้นที่รองรับน้ำ
ด้านสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูลที่ สทนช.ติดตามพบว่า ปริมาณน้ำบริเวณนครสวรรค์อยู่ที่ประมาณ 695 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่กรมชลประทานระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 220 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ระบบสามารถรองรับได้
การประเมินล่วงหน้าราว 5 วัน คาดว่าปริมาณน้ำบริเวณสถานี C.2 นครสวรรค์ อาจเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ไม่เกิน 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาคาดว่าไม่น่าเกิน 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงยังไม่พบสัญญาณน่ากังวลต่อพื้นที่ตอนล่าง เช่น สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ตามการประเมินในขณะนี้
หลังวันที่ 13 กันยายน สภาพฝนยังมีความผันผวนตามการเคลื่อนตัวของร่องมรสุม ก่อนที่ช่วงหลังวันที่ 20 กันยายน มวลอากาศความกดอากาศสูงจะมีแนวโน้มแผ่ลงมาอีกครั้ง ทำให้ฝนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนลดลง ขณะที่แนวฝนอาจเคลื่อนลงไปยังเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และภาคใต้ฝั่งตะวันออกมากขึ้น
น้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ประมาณ 69%
อีกประเด็นที่ สทนช.ให้ความสำคัญคือการเตรียมรับมือเอลนีโญ โดยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ระบุว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 69% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 5% ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำใช้การได้กว่า 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ฝนที่ตกในพื้นที่ภาคตะวันตกยังช่วยให้สถานการณ์น้ำในเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนปราณบุรีดีขึ้น ทำให้พื้นที่ในเขตชลประทานมีน้ำรองรับในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม พื้นที่นอกเขตชลประทานยังเป็นจุดที่ต้องติดตาม โดย สทนช.นำข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลความชื้นในดินมาใช้ประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าไปบริหารจัดการเป็นรายพื้นที่
จับตาโคราช-อีสานล่าง เสี่ยงน้ำน้อยหลังปีใหม่
นครราชสีมาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างถูกระบุเป็นพื้นที่ที่ต้องเตรียมพร้อม เนื่องจากปีนี้มีฝนค่อนข้างน้อย และบางพื้นที่เริ่มมีข้อจำกัดด้านน้ำสำหรับนาปีแล้ว โดยความเสี่ยงอาจชัดเจนขึ้นหลังเข้าสู่ปี 2570
พืชเศรษฐกิจนอกเขตชลประทานก็ต้องเตรียมรับมือ ทั้งลำไย มะม่วง อ้อย และมันสำปะหลัง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกที่ต้องพึ่งพาฝนหรือแหล่งน้ำขนาดเล็ก
ส่วนภาคใต้ต้องเตรียมน้ำสำหรับสวนผลไม้ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกทุเรียนในชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี ขณะที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังต้องติดตามปริมาณน้ำในเขื่อนบางพระและแหล่งน้ำสำคัญ พร้อมเดินหน้าผันน้ำเพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำ
แนะเกษตรกรวางแผนใช้น้ำตามพื้นที่
สทนช.แนะนำเกษตรกรทำนาตามแผนจัดสรรน้ำของกรมชลประทานและคำแนะนำของกรมการข้าว โดยพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาประเมินว่าสามารถรองรับนาปรังได้ประมาณ 5 ล้านไร่ ขณะที่หลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีน้ำจำกัดและต้องพิจารณาการเพาะปลูกตามปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง
เกษตรกรสวนผลไม้ควรเตรียมสระเก็บน้ำและแหล่งน้ำบาดาล พร้อมบริหารทรงพุ่มและจำนวนผลให้เหมาะกับปริมาณน้ำ ส่วนภาคปศุสัตว์และประมงต้องเตรียมรับอุณหภูมิที่อาจสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบสุขภาพสัตว์และคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง
ภาพรวมจึงเป็นช่วงสำคัญของการบริหารจัดการน้ำสองด้านพร้อมกัน คือ การเร่งรับและเก็บกักน้ำจากฝนในพื้นที่ที่ยังมีน้ำต้นทุนน้อย ควบคู่กับการป้องกันน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เปราะบาง โดยหน่วยงานภาครัฐยังคงติดตามข้อมูลฝน น้ำในอ่างเก็บน้ำ ความชื้นในดิน และสภาพอากาศ เพื่อวางแผนรองรับฤดูแล้งและลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตร
บรรณาธิการออนไลน์
