GISTDA เปิดข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง จับตา 3 ภูมิภาค

Share on Line Share on Facebook Share on X
GISTDA เปิดข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง จับตา 3 ภูมิภาค

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA เปิดข้อมูลการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทย ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและความชื้นในดิน

ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA ให้ข้อมูลผ่านรายการ TNN News ข่าวเช้า ว่า การประเมินสถานการณ์แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ โดยพื้นที่จำนวนมากอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลาง ขณะที่บางจุดมีระดับความเสี่ยงสูง ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

จับตาภาคตะวันออก-อีสาน-ภาคกลางบางพื้นที่

จากข้อมูลที่ GISTDA นำมาวิเคราะห์ พบพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงกระจายอยู่ใน ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางบางส่วน หลายพื้นที่เป็นจุดที่เคยเผชิญสถานการณ์แล้งมาก่อน แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือระดับความรุนแรงซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละช่วงเวลา

การประเมินภัยแล้งภาคเกษตรไม่สามารถพิจารณาจากปริมาณฝนเพียงด้านเดียว เนื่องจาก ความชื้นในดิน เป็นอีกปัจจัยสำคัญ หากพื้นที่ยังมีความชื้นสะสมเพียงพอ ความเสี่ยงต่อพืชผลจะลดลง แม้ปริมาณฝนในช่วงนั้นจะน้อยกว่าปกติก็ตาม

ดังนั้น แผนที่ความเสี่ยงจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละเดือน ตามปริมาณฝน ความชื้นในดิน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่

สรุปข่าว

GISTDA ใช้ข้อมูลดาวเทียมประเมินความเสี่ยงภัยแล้ง 5 ระดับ พบพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคกลางบางส่วนต้องติดตามใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลฝน ความชื้นในดิน น้ำ และอากาศ ผสานองค์ความรู้ด้านเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อช่วยวางแผนบริหารน้ำและดูแลผลผลิต

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA เปิดข้อมูลการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทย ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและความชื้นในดิน

ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA ให้ข้อมูลผ่านรายการ TNN News ข่าวเช้า ว่า การประเมินสถานการณ์แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ โดยพื้นที่จำนวนมากอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลาง ขณะที่บางจุดมีระดับความเสี่ยงสูง ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

จับตาภาคตะวันออก-อีสาน-ภาคกลางบางพื้นที่

จากข้อมูลที่ GISTDA นำมาวิเคราะห์ พบพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงกระจายอยู่ใน ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางบางส่วน หลายพื้นที่เป็นจุดที่เคยเผชิญสถานการณ์แล้งมาก่อน แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือระดับความรุนแรงซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละช่วงเวลา

การประเมินภัยแล้งภาคเกษตรไม่สามารถพิจารณาจากปริมาณฝนเพียงด้านเดียว เนื่องจาก ความชื้นในดิน เป็นอีกปัจจัยสำคัญ หากพื้นที่ยังมีความชื้นสะสมเพียงพอ ความเสี่ยงต่อพืชผลจะลดลง แม้ปริมาณฝนในช่วงนั้นจะน้อยกว่าปกติก็ตาม

ดังนั้น แผนที่ความเสี่ยงจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละเดือน ตามปริมาณฝน ความชื้นในดิน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่

“ดิน-น้ำ-อากาศ” 3 ปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตร

ดร.ปกรณ์ ระบุว่า การรับมือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องนำองค์ความรู้หลายด้านมาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง ดิน น้ำ และอากาศ รวมถึงชนิดของพืชที่ปลูกในแต่ละพื้นที่

ข้อมูลทางวิชาการต้องทำงานร่วมกับประสบการณ์ของเกษตรกรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การให้น้ำแก่พืช การจัดการพื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนความรู้ว่าพืชแต่ละชนิดสามารถรับภาวะขาดน้ำได้ในระดับใด โดยไม่กระทบต่อการอยู่รอดและผลผลิต

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มรายละเอียดของข้อมูล ทั้งการตรวจวัดปริมาณน้ำ ความชื้นในพื้นที่ น้ำผิวดิน แหล่งกักเก็บน้ำ และข้อมูลสภาพอากาศ เมื่อนำมาประกอบกับข้อมูลดาวเทียม จะช่วยให้เห็นสถานการณ์ของพื้นที่เกษตรได้ชัดเจนขึ้น

ใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมองค์ความรู้เกษตร

แนวทางของ GISTDA ยังให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาประกอบกับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร รวมถึงนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อช่วยวิเคราะห์สัญญาณที่ตรวจพบจากพืช เช่น ภาวะเหี่ยวหรือความเครียดจากการขาดน้ำ และประเมินว่าพืชยังสามารถเติบโตต่อไปได้หรือไม่

อีกส่วนหนึ่งคือการนำประสบการณ์ของเกษตรกรในพื้นที่มาแปลงเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ เพื่อให้ข้อมูลจากเทคโนโลยีสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริงมากขึ้น

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์