จับตาฝนหนัก 17-20 ก.ย. เตือนภาคใต้-ตะวันตกรับมือฝนสะสม

ร่องมรสุมกลับสู่แนวนครสวรรค์ จับตาฝนหลายพื้นที่
นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN ช่อง 16 ถึงสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำของไทยในช่วงครึ่งหลังเดือนกันยายน 2569 โดยระบุว่า ปัจจัยสำคัญในระยะนี้อยู่ที่การเคลื่อนตัวของร่องมรสุม รวมถึงหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณมหาสมุทรอินเดียที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ มวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมาปกคลุม ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงไปทางใต้ถึงบริเวณเพชรบุรี แต่หลังจากมวลอากาศเย็นอ่อนกำลัง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ยสลายตัว ร่องมรสุมได้เลื่อนกลับขึ้นมาอยู่บริเวณนครสวรรค์ ซึ่งเป็นตำแหน่งตามฤดูกาลในช่วงนี้
แนวฝนจึงครอบคลุมตั้งแต่นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น ไปจนถึงอุบลราชธานี ขณะที่ฝนในกรุงเทพฯ ช่วงเช้าวันที่ 15 กันยายน พบกลุ่มฝนเด่นบริเวณฝั่งตะวันออก เช่น ประเวศ สวนหลวง สะพานสูง คลองสามวา ลาดกระบัง และหนองจอก บางจุดมีน้ำรอการระบาย เนื่องจากฝนตกกระจุกตัวในช่วงเวลาหลายชั่วโมง
นายชวลิตอธิบายว่า ร่องมรสุมมีแนวโน้มเคลื่อนลงใต้ตามฤดูกาล หากไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามารบกวน โดยจากบริเวณนครสวรรค์จะค่อยๆ ขยับลงมาทางชัยนาท อยุธยา และกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ความกดอากาศสูงจากจีนหรือหย่อมความกดอากาศต่ำที่มีกำลังแรงขึ้น สามารถทำให้ตำแหน่งของร่องมรสุมเปลี่ยนแปลงได้
จับตา 17-20 ก.ย. ภาคใต้ฝั่งตะวันตกเสี่ยงฝนหนัก
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งนายชวลิตประเมินว่ามีโอกาสเพิ่มกำลังขึ้น โดยระบบอากาศในมหาสมุทรอินเดียหากพัฒนาเป็นพายุหมุนเขตร้อนจะเรียกว่า “ไซโคลน”
จากแนวโน้มที่ประเมินไว้ ระบบดังกล่าวจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งด้านตะวันตกของไทย แต่ไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง และมีแนวโน้มเคลื่อนเลียบชายฝั่งขึ้นไปทางเมียนมา
พื้นที่ที่ควรติดตามเป็นพิเศษในช่วง 17-20 กันยายน 2569 เริ่มจากภูเก็ต พังงา และระนอง ก่อนที่อิทธิพลจะต่อเนื่องขึ้นไปยังประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี กาญจนบุรี และพื้นที่ฝั่งตะวันตกบริเวณใกล้แม่สอด จ.ตาก
สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีโอกาสเกิดฝนหนักและฝนสะสม โดยนายชวลิตให้ข้อมูลว่า หากพื้นที่เชิงเขามีฝนสะสมประมาณ 100 มิลลิเมตรต่อวันต่อเนื่อง 2 วัน ความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากจะเพิ่มขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีฝนสะสมสูงราว 200 มิลลิเมตร ต้องเฝ้าระวังดินอิ่มตัวและการลื่นไถลของมวลดิน โดยระดับความเสี่ยงแตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศและความแข็งแรงของชั้นดินแต่ละพื้นที่
ส่วนสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ยังต้องติดตามการเลื่อนตัวลงใต้ของร่องมรสุมในระยะถัดไป ขณะที่อิทธิพลจากระบบอากาศฝั่งมหาสมุทรอินเดียในช่วงแรกจะมีผลต่อฝั่งอันดามันมากกว่า
สรุปข่าว
ร่องมรสุมกลับสู่แนวนครสวรรค์ จับตาฝนหลายพื้นที่
นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN ช่อง 16 ถึงสถานการณ์ฝนและการบริหารจัดการน้ำของไทยในช่วงครึ่งหลังเดือนกันยายน 2569 โดยระบุว่า ปัจจัยสำคัญในระยะนี้อยู่ที่การเคลื่อนตัวของร่องมรสุม รวมถึงหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณมหาสมุทรอินเดียที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ มวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมาปกคลุม ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงไปทางใต้ถึงบริเวณเพชรบุรี แต่หลังจากมวลอากาศเย็นอ่อนกำลัง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ยสลายตัว ร่องมรสุมได้เลื่อนกลับขึ้นมาอยู่บริเวณนครสวรรค์ ซึ่งเป็นตำแหน่งตามฤดูกาลในช่วงนี้
แนวฝนจึงครอบคลุมตั้งแต่นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น ไปจนถึงอุบลราชธานี ขณะที่ฝนในกรุงเทพฯ ช่วงเช้าวันที่ 15 กันยายน พบกลุ่มฝนเด่นบริเวณฝั่งตะวันออก เช่น ประเวศ สวนหลวง สะพานสูง คลองสามวา ลาดกระบัง และหนองจอก บางจุดมีน้ำรอการระบาย เนื่องจากฝนตกกระจุกตัวในช่วงเวลาหลายชั่วโมง
นายชวลิตอธิบายว่า ร่องมรสุมมีแนวโน้มเคลื่อนลงใต้ตามฤดูกาล หากไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามารบกวน โดยจากบริเวณนครสวรรค์จะค่อยๆ ขยับลงมาทางชัยนาท อยุธยา และกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ความกดอากาศสูงจากจีนหรือหย่อมความกดอากาศต่ำที่มีกำลังแรงขึ้น สามารถทำให้ตำแหน่งของร่องมรสุมเปลี่ยนแปลงได้
จับตา 17-20 ก.ย. ภาคใต้ฝั่งตะวันตกเสี่ยงฝนหนัก
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งนายชวลิตประเมินว่ามีโอกาสเพิ่มกำลังขึ้น โดยระบบอากาศในมหาสมุทรอินเดียหากพัฒนาเป็นพายุหมุนเขตร้อนจะเรียกว่า “ไซโคลน”
จากแนวโน้มที่ประเมินไว้ ระบบดังกล่าวจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งด้านตะวันตกของไทย แต่ไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง และมีแนวโน้มเคลื่อนเลียบชายฝั่งขึ้นไปทางเมียนมา
พื้นที่ที่ควรติดตามเป็นพิเศษในช่วง 17-20 กันยายน 2569 เริ่มจากภูเก็ต พังงา และระนอง ก่อนที่อิทธิพลจะต่อเนื่องขึ้นไปยังประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี กาญจนบุรี และพื้นที่ฝั่งตะวันตกบริเวณใกล้แม่สอด จ.ตาก
สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีโอกาสเกิดฝนหนักและฝนสะสม โดยนายชวลิตให้ข้อมูลว่า หากพื้นที่เชิงเขามีฝนสะสมประมาณ 100 มิลลิเมตรต่อวันต่อเนื่อง 2 วัน ความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากจะเพิ่มขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีฝนสะสมสูงราว 200 มิลลิเมตร ต้องเฝ้าระวังดินอิ่มตัวและการลื่นไถลของมวลดิน โดยระดับความเสี่ยงแตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศและความแข็งแรงของชั้นดินแต่ละพื้นที่
ส่วนสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ยังต้องติดตามการเลื่อนตัวลงใต้ของร่องมรสุมในระยะถัดไป ขณะที่อิทธิพลจากระบบอากาศฝั่งมหาสมุทรอินเดียในช่วงแรกจะมีผลต่อฝั่งอันดามันมากกว่า
ภาคเหนือตอนบนฝนลด น้ำเข้าเขื่อนใหญ่มีแนวโน้มน้อยลง
สำหรับภาคเหนือตอนบน นายชวลิตประเมินว่า ฝนหนักจะลดลงอย่างชัดเจน เหลือฝนเล็กน้อยเป็นบางแห่ง ขณะที่อิทธิพลของร่องมรสุมซึ่งอยู่บริเวณนครสวรรค์จะขึ้นไปถึงประมาณสุโขทัย ทำให้พื้นที่สุโขทัยและบางส่วนของเพชรบูรณ์ยังต้องติดตามฝน
ประเด็นสำคัญด้านการบริหารน้ำคือ ฝนระยะต่อไปมีแนวโน้มตกใต้พื้นที่รับน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ส่งผลให้ปริมาณน้ำใหม่ที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 2 แห่งมีจำกัด ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีโอกาสได้รับน้ำเพิ่มจากฝนที่เคลื่อนลงมายังภาคกลาง
ข้อมูลกรมชลประทานที่ถูกนำมาประกอบการสัมภาษณ์ ณ วันที่ 13 กันยายน ระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีน้ำรวมประมาณ 54,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 70% ของความจุ ส่วน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้ำรวมประมาณ 65% ของความจุ
นายชวลิตให้ความสำคัญกับสถานการณ์เขื่อนภูมิพล เนื่องจากน้ำใช้การได้อยู่ในระดับประมาณ 50-52% และคาดว่าปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างในช่วงต่อจากนี้ถึงสิ้นเดือนตุลาคมจะไม่มาก ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีแนวโน้มไม่เต็มความจุ
1 พ.ย. ชี้ปริมาณน้ำต้นทุน วางแผนฤดูแล้งปี 2570
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะเป็นช่วงสำคัญสำหรับประเมินปริมาณน้ำต้นทุนหลังสิ้นฤดูฝน ก่อนนำตัวเลขไปใช้กำหนดแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรใน 22 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งอาจต้องพิจารณาปริมาณการเพาะปลูกข้าวนาปรังให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนที่มีอยู่
นายชวลิตระบุว่า การจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคต้องได้รับความสำคัญ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2570 หากภาวะเอลนีโญทำให้อุณหภูมิสูงกว่าปกติประมาณ 1 องศาเซลเซียส จะเพิ่มการสูญเสียน้ำจากการระเหย ทั้งในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำชุมชน และพื้นที่การเกษตร
แนวทางในช่วงที่ยังมีฝนคือเร่งกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอตลอดฤดูแล้งปี 2570
เดินหน้าโครงการชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก 9.5 หมื่นล้าน
ขณะเดียวกัน มีข้อมูลว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกตอนล่าง วงเงินประมาณ 95,000 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินจากเงินกู้ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ร่วมกับงบประมาณแผ่นดิน
โครงการมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต สู่อ่าวไทย ด้วยความสามารถระบายน้ำประมาณ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมปรับปรุงโครงข่ายคลองตั้งแต่คลองรพีพัฒน์ จ.พระนครศรีอยุธยา ลงไปถึงคลองด่าน จ.สมุทรปราการ
โครงการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานต่อเนื่อง 6 ปี คาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 298,000 ไร่ และเพิ่มความสามารถกักเก็บน้ำประมาณ 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อสนับสนุนทั้งการบริหารน้ำหลากในฤดูฝนและการสำรองน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้ง
ไทม์ไลน์สถานการณ์ที่ต้องติดตาม
15 ก.ย. ร่องมรสุมกลับมาอยู่บริเวณนครสวรรค์ แนวฝนครอบคลุมภาคกลางตอนบนถึงภาคอีสาน
17-20 ก.ย. จับตาหย่อมความกดอากาศต่ำฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ภาคใต้ฝั่งตะวันตกและภาคตะวันตกมีความเสี่ยงฝนหนัก
ปลาย ก.ย.-ต.ค. ร่องมรสุมมีแนวโน้มค่อยๆ เลื่อนลงใต้ตามฤดูกาล
1 พ.ย. 2569 ประเมินน้ำต้นทุนหลังฤดูฝน เพื่อวางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง
ม.ค.-พ.ค. 2570 ช่วงที่ต้องบริหารน้ำอย่างรอบคอบ หากเอลนีโญทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและการระเหยเพิ่ม
- สทนช.เตือน 15–19 ก.ย. "ฝนตกหนัก" 5 ภาค เสี่ยงน้ำท่วม เช็กพื้นที่เสี่ยงด่วน!
- เตือน “เอลนีโญ” แรง เขย่าตะกร้าอาหารโลก 5 สินค้าจ่อราคาพุ่ง
- คาด “เอลนีโญ” ยาวถึง 2027 ดันคนหิวโหยพุ่งอีก 49 ล้านคน
- “เอลนีโญ” ปี 2026 จ่อแรงสุดในรอบกว่า 70 ปี ป่วนสภาพอากาศทั่วโลก!
- ฝนหนักยาวถึงปลาย ก.ย. เร่งเก็บน้ำรับเอลนีโญ-ดูแลน้ำฤดูแล้ง
บรรณาธิการออนไลน์
