6 พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งที่คนไทยทำทุกวัน WHO ชี้เกือบ 40% ป้องกันได้

Share on Line Share on Facebook Share on X
6 พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งที่คนไทยทำทุกวัน WHO ชี้เกือบ 40% ป้องกันได้

6 พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง คนไทยทำทุกวัน WHO ชี้เกือบ 40% ป้องกันได้

โรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย แม้เทคโนโลยีการรักษาจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่และผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ข้อมูลวิจัยล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) และทบวงการวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ชี้ว่า มะเร็งเกือบ 40% มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันหรือปรับเปลี่ยนได้

นั่นหมายความว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่างที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายในระยะยาว หากไม่ปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้

สถานการณ์มะเร็งในไทยยังน่ากังวล

ข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เฉลี่ยวันละ 386 ราย หรือประมาณ 140,789 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 236 ราย หรือ 86,310 รายต่อปี

ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 มีผู้ใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งมากถึง 633,866 คน สะท้อนให้เห็นว่ามะเร็งยังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย

สำหรับมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งปอด ส่วนผู้หญิงพบมากที่สุดคือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ด้านสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งของคนไทย อันดับต้น ๆ ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

สรุปข่าว

ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติและ WHO ระบุว่า มะเร็งเกือบ 40% เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ โดยพฤติกรรมสำคัญ ได้แก่ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารปิ้งย่างหรือแปรรูป ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารดิบ และพักผ่อนไม่เพียงพอ การปรับพฤติกรรมและตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงได้

6 พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง คนไทยทำทุกวัน WHO ชี้เกือบ 40% ป้องกันได้

โรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย แม้เทคโนโลยีการรักษาจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่และผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ข้อมูลวิจัยล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) และทบวงการวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ชี้ว่า มะเร็งเกือบ 40% มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันหรือปรับเปลี่ยนได้

นั่นหมายความว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่างที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายในระยะยาว หากไม่ปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้

สถานการณ์มะเร็งในไทยยังน่ากังวล

ข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เฉลี่ยวันละ 386 ราย หรือประมาณ 140,789 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 236 ราย หรือ 86,310 รายต่อปี

ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 มีผู้ใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งมากถึง 633,866 คน สะท้อนให้เห็นว่ามะเร็งยังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย

สำหรับมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งปอด ส่วนผู้หญิงพบมากที่สุดคือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ด้านสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งของคนไทย อันดับต้น ๆ ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

WHO เผยปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ มีส่วนก่อมะเร็งเกือบ 40%

งานวิจัยของ WHO และ IARC ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Nature Medicine ช่วงต้นปี 2569 วิเคราะห์ข้อมูลจาก 185 ประเทศ พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ 30 ประการ เป็นสาเหตุของมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกประมาณ 37–40% หรือราว 7.1 ล้านราย

ปัจจัยที่มีผลมากที่สุด ได้แก่

  • การสูบบุหรี่ คิดเป็นมากกว่า 15% ของมะเร็งที่สามารถป้องกันได้
  • การติดเชื้อ เช่น HPV ไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงเชื้อ Helicobacter pylori มากกว่า 10%
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่า 3%

ผลการศึกษายังพบว่า ผู้ชายมีมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ประมาณ 45% สูงกว่าผู้หญิงที่อยู่ราว 30% ส่วนหนึ่งมาจากอัตราการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ที่สูงกว่า

6 พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง

1. รับประทานอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม และเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำ

IARC จัดให้เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และกุนเชียง เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับบุหรี่และแอลกอฮอล์

ขณะที่อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม จะเกิดสาร PAHs และ HCAs ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะหากรับประทานเป็นประจำในปริมาณมาก

2. สูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ควันบุหรี่มีสารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิด และอย่างน้อย 69 ชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง

บุหรี่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งที่สามารถป้องกันได้มากที่สุดของโลก ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

3. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หลายคนเข้าใจว่าการดื่มเพียงเล็กน้อยไม่เป็นอันตราย แต่ IARC จัดให้แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 เช่นเดียวกัน

แอลกอฮอล์เชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 7 ชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ตับ ลำไส้ใหญ่ และเต้านม

เมื่อร่างกายเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นสารอะเซทัลดีไฮด์ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA ของเซลล์ และรบกวนระบบภูมิคุ้มกัน

4. นั่งนาน ไม่ออกกำลังกาย และมีภาวะน้ำหนักเกิน

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งไต

นอกจากนี้ การนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่เคลื่อนไหว ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น

5. รับประทานอาหารดิบหรือกึ่งสุก

ปัจจัยนี้ถือเป็นความเสี่ยงที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะการรับประทานปลาน้ำจืดดิบ ซึ่งอาจติดพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini)

การติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งประเทศไทยพบอัตราสูงกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6. นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ

งานวิจัยในปี 2568 พบว่า การรบกวนนาฬิกาชีวภาพของร่างกายอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการซ่อมแซม DNA การทำงานของภูมิคุ้มกัน และการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมีบทบาทในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

การนอนดึกเป็นประจำ รวมถึงการใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะยาว

ปัจจัยเสี่ยงที่คนไทยไม่ควรมองข้าม

นอกจากพฤติกรรมทั้ง 6 ข้อ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ได้แก่

  • การสัมผัสฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศ ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งปอด
  • การติดเชื้อ HPV สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หนึ่งในปัจจัยสำคัญของมะเร็งตับ
  • การได้รับสารอะฟลาทอกซินจากอาหารที่เก็บในสภาพอับชื้น เช่น ถั่ว ข้าวโพด และพริกแห้ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ
  • การตรวจคัดกรอง ช่วยเพิ่มโอกาสรักษา

สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งปอด แนวทางปัจจุบันแนะนำการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ (Low-Dose CT หรือ LDCT)

ผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า การตรวจวิธีนี้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ประมาณ 15–20% ในกลุ่มเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50–80 ปี มีประวัติสูบบุหรี่สะสมมากกว่า 20 ซองปี ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ไม่เกิน 15 ปี หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองและอาศัยในพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 ต่อเนื่อง

ปรับพฤติกรรมวันนี้ ลดความเสี่ยงในอนาคต

แม้มะเร็งบางชนิดจะเกิดจากพันธุกรรมหรือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่งานวิจัยล่าสุดของ WHO และ IARC ยืนยันว่า มะเร็งจำนวนมากยังสามารถป้องกันได้ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

การงดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ รับวัคซีนที่จำเป็น และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์ ล้วนเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ