บุหรี่ไฟฟ้ารุกหนักในกลุ่มเด็กและเยาวชน หลังยอดใช้พุ่ง 11 เท่าในรอบ 7 ปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
บุหรี่ไฟฟ้ารุกหนักในกลุ่มเด็กและเยาวชน หลังยอดใช้พุ่ง 11 เท่าในรอบ 7 ปี

บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย ตัวเลขที่น่าจับตา

การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งมีแนวโน้มการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ผลิตและการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนอยู่ที่ 17.6% และเมื่อเปรียบเทียบในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการใช้เพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าพัฒนากลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเจาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ขณะที่การชักชวนจากเพื่อนและการโฆษณายังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เยาวชนเริ่มทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า

ผลสำรวจพบตลาดออนไลน์ยังเป็นช่องทางหลัก

ผลสำรวจรายงานผลิตภัณฑ์ยาสูบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ล่าสุด โดยมหาวิทยาลัยมหิดล และผลสำรวจพอตเค-ยาเสพติดในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่

  • 88.3% ของร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าอยู่บนช่องทางออนไลน์
  • พบเครือข่ายร้านค้าออนไลน์ 282 บัญชี กระจายอยู่ใน 40 จังหวัด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและจับกุม
  • บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Pods) เป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุด คิดเป็น 89.3%
  • พบการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติด (Cross-sell) 17.3% เช่น เคตามีน ไอซ์ และสารอีโทมิเดท

พอดเคจำนวนหนึ่งถูกแฝงมาในแบรนด์บุหรี่ไฟฟ้าชื่อดัง ทำให้ผู้ปกครองและครูไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเด็กกำลังใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วไปหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเสพติด

สรุปข่าว

สสส. เปิดเผยข้อมูลการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นเป็น 17.6% หรือเพิ่มขึ้น 11 เท่าในรอบ 7 ปี ขณะที่ตลาดออนไลน์ยังเป็นช่องทางจำหน่ายหลัก พร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายครูและเยาวชนกว่า 31,989 คน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดพฤติกรรมเสี่ยงในสถานศึกษาทั่วประเทศ

บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย ตัวเลขที่น่าจับตา

การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งมีแนวโน้มการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ผลิตและการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนอยู่ที่ 17.6% และเมื่อเปรียบเทียบในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการใช้เพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าพัฒนากลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเจาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ขณะที่การชักชวนจากเพื่อนและการโฆษณายังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เยาวชนเริ่มทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า

ผลสำรวจพบตลาดออนไลน์ยังเป็นช่องทางหลัก

ผลสำรวจรายงานผลิตภัณฑ์ยาสูบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ล่าสุด โดยมหาวิทยาลัยมหิดล และผลสำรวจพอตเค-ยาเสพติดในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่

  • 88.3% ของร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าอยู่บนช่องทางออนไลน์
  • พบเครือข่ายร้านค้าออนไลน์ 282 บัญชี กระจายอยู่ใน 40 จังหวัด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและจับกุม
  • บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Pods) เป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุด คิดเป็น 89.3%
  • พบการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติด (Cross-sell) 17.3% เช่น เคตามีน ไอซ์ และสารอีโทมิเดท

พอดเคจำนวนหนึ่งถูกแฝงมาในแบรนด์บุหรี่ไฟฟ้าชื่อดัง ทำให้ผู้ปกครองและครูไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเด็กกำลังใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วไปหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเสพติด

อิทธิพลจากเพื่อนยังเป็นปัจจัยสำคัญ

ผลสำรวจยังพบว่า

  • กลุ่มตัวอย่าง 75.9% ระบุว่ามีเพื่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า
  • 85.3% เคยถูกชักชวนให้ทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า กลุ่มเพื่อนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเริ่มทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน

การตลาดออนไลน์และการออกแบบผลิตภัณฑ์เพิ่มโอกาสเข้าถึง

นางสาวรุ่งอรุณ กล่าวว่า การขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้สะดวกมากขึ้น แม้ในครอบครัวจะไม่มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าก็ตาม ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตยังออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์สวยงาม หรือมีลักษณะคล้ายอาร์ตทอยและของเล่นสะสม เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายอายุน้อย ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเกิดความสนใจและทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า

สสส. ขยายเครือข่ายสร้างภูมิคุ้มกันในสถานศึกษา

เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง สสส. ได้ร่วมมือกับผู้ปกครอง ครอบครัว ครู สถานศึกษา และชุมชน สร้างเครือข่ายแกนนำเยาวชนและครูรวม 31,989 คน ครอบคลุมสถานศึกษาหลายระดับ ประกอบด้วย

  • โรงเรียนสังกัด สพฐ. 1,508 แห่ง
  • โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 แห่ง
  • กรมส่งเสริมการเรียนรู้ 928 แห่ง
  • สถาบันอาชีวศึกษา 60 แห่ง
  • มหาวิทยาลัย 236 แห่ง
  • ศูนย์การเรียนรู้ 150 แห่ง

เครือข่ายดังกล่าวครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะและป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยเรียน

โรงเรียนเครือข่ายมีความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่า

ผลสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเด็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ เหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุ และการพนัน ประจำปี 2568 พบว่า โรงเรียนในเครือข่าย สสส. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและตระหนักถึงอันตรายของปัจจัยเสี่ยงในระดับสูงและเชี่ยวชาญรวม 54.47% ขณะที่โรงเรียนนอกเครือข่ายอยู่ที่ 41%

เตรียมต่อยอดองค์ความรู้สู่โรงเรียนและชุมชน

สสส. ระบุว่า ในระยะต่อไปจะขยายผลการดำเนินงาน โดยบูรณาการนวัตกรรม ข้อมูล สื่อ และชุดความรู้เกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อนำไปออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมเชื่อมประสานการทำงานร่วมกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนเครือข่าย ใช้โรงเรียนเป็นฐานในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะ และส่งต่อองค์ความรู้ไปยังนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN