
ความเครียดเรื้อรังจับมือกับจุลินทรีย์ในลำไส้เร่งการเติบโตของมะเร็ง
เป็นที่ทราบกันดีว่าความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายมิติ รวมถึงการทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีอาการทรุดลงและมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งที่รวดเร็วขึ้น คำถามสำคัญคือ ความเครียดซึ่งเป็นสภาวะทางจิตใจ ส่งผลกระทบในทางชีววิทยาจนทำให้ก้อนมะเร็งเติบโตได้อย่างไร
ล่าสุดงานวิจัยในวารสาร Cancer Cell ได้ค้นพบกลไกที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดเรื้อรังสามารถปลดปล่อยวงจรความร่วมมือข้ามสายพันธุ์ระหว่างแบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์ในร่างกาย เพื่อเข้ามาทำลายระบบภูมิคุ้มกันที่คอยต่อสู้กับมะเร็ง
จุดเริ่มต้นของวงจรนี้เกิดขึ้นที่ลำไส้ของเรา ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์นับล้านตัว เมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียดเรื้อรัง สมองจะสั่งการให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดกลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้จะเข้าไปทำลายความแข็งแรงของผนังลำไส้โดยตรง ส่งผลให้เกิดภาวะลำไส้รั่วซึม และเปิดโอกาสให้แบคทีเรียประจำถิ่นชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Enterococcus gallinarum สามารถเล็ดลอดผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด แล้วเดินทางไปปักหลักอยู่ภายในก้อนมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งผิวหนัง สิ่งที่แบคทีเรียเหล่านี้นำติดตัวไปด้วยเมื่อเข้าไปอยู่ในก้อนมะเร็ง คือไวรัสขนาดเล็กที่เรียกว่า "ฟาจ" เมื่อแบคทีเรียเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของก้อนมะเร็ง ไวรัสฟาจเหล่านี้จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวและทำลายแบคทีเรียจนแตกออก ส่งผลให้ดีเอ็นเอของไวรัสฟาจฟุ้งกระจายอยู่ภายในก้อนมะเร็ง

สรุปข่าว
ความเครียดเรื้อรังจับมือกับจุลินทรีย์ในลำไส้เร่งการเติบโตของมะเร็ง
เป็นที่ทราบกันดีว่าความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายมิติ รวมถึงการทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีอาการทรุดลงและมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งที่รวดเร็วขึ้น คำถามสำคัญคือ ความเครียดซึ่งเป็นสภาวะทางจิตใจ ส่งผลกระทบในทางชีววิทยาจนทำให้ก้อนมะเร็งเติบโตได้อย่างไร
ล่าสุดงานวิจัยในวารสาร Cancer Cell ได้ค้นพบกลไกที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดเรื้อรังสามารถปลดปล่อยวงจรความร่วมมือข้ามสายพันธุ์ระหว่างแบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์ในร่างกาย เพื่อเข้ามาทำลายระบบภูมิคุ้มกันที่คอยต่อสู้กับมะเร็ง
จุดเริ่มต้นของวงจรนี้เกิดขึ้นที่ลำไส้ของเรา ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์นับล้านตัว เมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียดเรื้อรัง สมองจะสั่งการให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดกลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้จะเข้าไปทำลายความแข็งแรงของผนังลำไส้โดยตรง ส่งผลให้เกิดภาวะลำไส้รั่วซึม และเปิดโอกาสให้แบคทีเรียประจำถิ่นชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Enterococcus gallinarum สามารถเล็ดลอดผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด แล้วเดินทางไปปักหลักอยู่ภายในก้อนมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งผิวหนัง สิ่งที่แบคทีเรียเหล่านี้นำติดตัวไปด้วยเมื่อเข้าไปอยู่ในก้อนมะเร็ง คือไวรัสขนาดเล็กที่เรียกว่า "ฟาจ" เมื่อแบคทีเรียเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของก้อนมะเร็ง ไวรัสฟาจเหล่านี้จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวและทำลายแบคทีเรียจนแตกออก ส่งผลให้ดีเอ็นเอของไวรัสฟาจฟุ้งกระจายอยู่ภายในก้อนมะเร็ง

ดีเอ็นเอของไวรัสเหล่านี้จะไปกระตุ้นตัวรับสัญญาณที่ชื่อว่า TLR9 บนเซลล์พี่เลี้ยงในก้อนมะเร็ง หรือที่เรียกว่า "ไฟโบรบลาสต์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง (CAFs)" ทำให้เซลล์พี่เลี้ยงเหล่านี้กลายสภาพเป็นโรงงานผลิตฮอร์โมนความเครียดซะเอง ส่งผลให้ภายในก้อนมะเร็งมีปริมาณฮอร์โมนความเครียดเข้มข้นสูงกว่าปกติอย่างมาก
ฮอร์โมนความเครียดที่ผลิตขึ้นในก้อนมะเร็งนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญในการปิดสวิตช์ระบบภูมิคุ้มกัน โดยมันจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของ B cells ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สำคัญในการสร้างแอนติบอดีเพื่อจดจำและทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อ B cells ถูกฮอร์โมนความเครียดกดภูมิคุ้มกันไว้จนไม่สามารถทำงานหรือเติบโตได้อย่างเต็มที่ ก้อนมะเร็งจึงสามารถหลบหลีกการทำลายของร่างกายและเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอุปสรรค

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
แต่งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เพียงแค่พบกลไกการทำลายล้างของความเครียดเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวทางใหม่ในการรักษา โดยในการทดลองกับสัตว์ทดลอง ทีมวิจัยพบว่าหากเราสามารถตัดวงจรนี้ในจุดใดจุดหนึ่ง เช่น การใช้สารยับยั้งตัวรับสัญญาณ TLR9 เพื่อไม่ให้เซลล์พี่เลี้ยงผลิตฮอร์โมนความเครียด หรือการใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะจุดเพื่อกำจัดแบคทีเรียที่เดินทางมาจากลำไส้ จะสามารถลดระดับฮอร์โมนความเครียดในก้อนมะเร็งลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยให้ B cells กลับมาทำงานได้ตามปกติและสามารถชะลอการเติบโตของมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ทำไมคนอายุต่ำกว่า 50 ปี จึงเป็นมะเร็งมากขึ้น อายุร่างกายที่แก่กว่าความจริง อาจเป็นคำตอบ
- เปิดสาเหตุ ทำไมคนรุ่นใหม่เป็นมะเร็งเร็ว กว่าคนรุ่นก่อนๆ ?
- แพทย์ ม.อ. ทำสำเร็จ พัฒนา CAR-T Cell รักษามะเร็งประสิทธิภาพสูง
- สยบมะเร็งลุกลาม! นวัตกรรม “ไวรัสอัจฉริยะ” เทคโนโลยีสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อล่าเซลล์ร้าย
- สุขภาพลำไส้ที่ดีอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษามะเร็ง
ที่มาข้อมูล : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ที่มารูปภาพ : ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ,Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
