จิตแพทย์ไขความเข้าใจผิด เมื่อ "ความหวังดี" กลายเป็น "พิษ" ทำไมการ "มองโลกในแง่ดี" ถึงใช้ “รักษาโรคซึมเศร้า"ไม่ได้

จิตแพทย์ไม่มีประโยชน์ แค่มองโลกในแง่ดีก็เอาชนะโรคซึมเศร้าได้แล้ว?
ทำไมคนที่บอกให้ “คิดบวก” ถึงอาจกำลังทำร้ายผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว
หนึ่งในความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่หมอเห็นอยู่บ่อยมาก คือความเชื่อที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องไปหาจิตแพทย์ แค่มองโลกในแง่ดีก็พอ” ซึ่งตัวอย่างในภาพนี้สะท้อนความคิดของคนจำนวนไม่น้อยในสังคม และถึงแม้หลายคนอาจพูดด้วยความหวังดีหรือพูดเล่น แต่สำหรับผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้ คำพูดลักษณะนี้อาจทำให้เขารู้สึกผิด รู้สึกล้มเหลว และยิ่งไม่กล้าเข้ารับการรักษา
ปัญหาคือ โรคซึมเศร้าไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง อารมณ์ ความคิด การนอน ความอยากอาหาร พลังงานในชีวิต รวมถึงสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น serotonin, norepinephrine และ dopamine
ดังนั้นการบอกให้คิดบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จึงไม่ต่างจากการบอกคนที่กระดูกหักว่า “ลองเดินดีๆสิ” เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจเพียงอย่างเดียว
องค์การอนามัยโลกประเมินว่า มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั่วโลกมากกว่า 280 ล้านคน และโรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความพิการจากการเจ็บป่วยทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการฆ่าตัวตาย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคนในแต่ละปี ดังนั้นวงการแพทย์ทั่วโลกจึงไม่ได้รักษาโรคนี้ด้วยการสอนคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การรักษาที่ผ่านการศึกษาวิจัยจำนวนมหาศาล ทั้งการทำจิตบำบัด การใช้ยา การปรับพฤติกรรม และการดูแลปัจจัยทางสังคมร่วมกัน

สรุปข่าว
จิตแพทย์ไม่มีประโยชน์ แค่มองโลกในแง่ดีก็เอาชนะโรคซึมเศร้าได้แล้ว?
ทำไมคนที่บอกให้ “คิดบวก” ถึงอาจกำลังทำร้ายผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว
หนึ่งในความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่หมอเห็นอยู่บ่อยมาก คือความเชื่อที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องไปหาจิตแพทย์ แค่มองโลกในแง่ดีก็พอ” ซึ่งตัวอย่างในภาพนี้สะท้อนความคิดของคนจำนวนไม่น้อยในสังคม และถึงแม้หลายคนอาจพูดด้วยความหวังดีหรือพูดเล่น แต่สำหรับผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้ คำพูดลักษณะนี้อาจทำให้เขารู้สึกผิด รู้สึกล้มเหลว และยิ่งไม่กล้าเข้ารับการรักษา
ปัญหาคือ โรคซึมเศร้าไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง อารมณ์ ความคิด การนอน ความอยากอาหาร พลังงานในชีวิต รวมถึงสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น serotonin, norepinephrine และ dopamine
ดังนั้นการบอกให้คิดบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จึงไม่ต่างจากการบอกคนที่กระดูกหักว่า “ลองเดินดีๆสิ” เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจเพียงอย่างเดียว
องค์การอนามัยโลกประเมินว่า มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั่วโลกมากกว่า 280 ล้านคน และโรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความพิการจากการเจ็บป่วยทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการฆ่าตัวตาย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคนในแต่ละปี ดังนั้นวงการแพทย์ทั่วโลกจึงไม่ได้รักษาโรคนี้ด้วยการสอนคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การรักษาที่ผ่านการศึกษาวิจัยจำนวนมหาศาล ทั้งการทำจิตบำบัด การใช้ยา การปรับพฤติกรรม และการดูแลปัจจัยทางสังคมร่วมกัน

ที่น่าสนใจคือ ในทางจิตวิทยา การคิดบวก/มองโลกในแง่ดี (Optimism) เป็นปัจจัยป้องกันที่ดีจริง มีงานวิจัยพบว่าช่วยให้คนรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น ฟื้นตัวจากปัญหาได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าในบางคน **แต่คำสำคัญคือ “ช่วยลดความเสี่ยง” ไม่ใช่ “ใช้รักษาโรค” ** เพราะเมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว สมองของผู้ป่วยกำลังทำงานผิดปกติจนหลายครั้งเขาไม่สามารถสร้างความคิดเชิงบวกได้ แม้จะพยายามอย่างเต็มที่ก็ตาม
ลองนึกภาพเหมือนคนที่สายตาสั้นมาก หากเราบอกเขาว่า “พยายามมองให้ชัดสิ” เขาก็คงทำไม่ได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่เป็นข้อจำกัดของระบบการมองเห็น เช่นเดียวกัน ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลายคนไม่ได้ขาดกำลังใจ แต่สมองของเขากำลังทำให้ความหวัง ความสุข และแรงจูงใจถูกลดทอนลงอย่างแท้จริง
ในฐานะจิตแพทย์ หมอเห็นผู้ป่วยจำนวนมากที่เคยพยายามคิดบวกมาหลายเดือนหรือหลายปี แต่เมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม ทั้งยา การทำจิตบำบัด และการสนับสนุนจากครอบครัว พวกเขาจึงค่อยๆกลับมายิ้ม กลับมาทำงาน และกลับมามีชีวิตที่มีความหมายอีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอ แต่หมายความว่าเขาได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เหมือนคนที่เป็นเบาหวานได้รับอินซูลิน หรือคนที่เป็นปอดอักเสบได้รับยาปฏิชีวนะ
สุดท้าย หมออยากบอกว่า การมองโลกในแง่ดีเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการปฏิเสธการรักษาโรคซึมเศร้า เพราะสำหรับบางคน การมองโลกในแง่ดีอาจเป็นผลลัพธ์ของการรักษาที่ดี ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของมัน และการตัดสินใจพบจิตแพทย์ก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความกล้าที่จะดูแลสมองและจิตใจของตัวเองอย่างถูกวิธี
ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/photo/?fbid=1576344903880735&set=a.584977019684200
- "คนที่ดูเข้มแข็งที่สุด" อาจซ่อน"ความแตกสลายไว้ภายในใจ" ความจริงชวนคิดจากจิตแพทย์!
- คนเป็นซึมเศร้า "ประสาทสัมผัสทั้ง 5" อาจทำงานลดลง ไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ
- "เครียดจัด!" รู้สึกโดนบีบเหมือน "สกุชชี่" อาการแบบนี้อันตรายแค่ไหน?
- จิตแพทย์เคลียร์ชัด! เกณฑ์วัดความดิ่ง ต้อง"เศร้าขนาดไหน?" ถึงเรียกว่าเป็น "โรคซึมเศร้า"
- "4 ข้อควรรู้" เมื่อคนใกล้ตัวมี "ความเครียด" มาร่วมโอบกอดความทุกข์ด้วยความเข้าใจ
ที่มาข้อมูล : นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี
ที่มารูปภาพ : Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
