สุขภาพลำไส้ที่ดีอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษามะเร็ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
สุขภาพลำไส้ที่ดีอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษามะเร็ง

นักวิจัยด้านมะเร็งทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับ "ไมโครไบโอม" (Microbiome) หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ หลังพบหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพของจุลินทรีย์เหล่านี้อาจมีบทบาทสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)

จากการรักษาที่รุนแรง สู่การค้นพบความสำคัญของจุลินทรีย์

นพ. มาร์เซล ฟาน เดน บริงก์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเม็ดเลือด เล่าว่า ในอดีตผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Bone Marrow Transplant หรือ Hematopoietic Cell Transplant) ต้องได้รับเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายระบบภูมิคุ้มกันเดิมก่อนรับเซลล์ใหม่จากผู้บริจาค

ผู้ป่วยเหล่านี้ถูกแยกในห้องปลอดเชื้อและได้รับยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างในปริมาณมากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่แพทย์เริ่มตระหนักว่าการรักษาเชิงรุกเช่นนี้อาจสร้าง "ความเสียหายข้างเคียง" อย่างมาก เพราะนอกจากกำจัดเชื้อโรคแล้ว ยังทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ด้วย

การค้นพบนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับระบบภูมิคุ้มกันและการรักษามะเร็ง


ไมโครไบโอม: แนวหน้าการรักษามะเร็งยุคใหม่


ปัจจุบันมีงานวิจัยและการทดลองทางคลินิกเกือบ 100 โครงการที่กำลังศึกษาวิธีปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เพื่อช่วยรักษามะเร็ง

หนึ่งในการศึกษาที่น่าจับตามองกำลังทดสอบโปรไบโอติกสายพันธุ์ Clostridium butyricum (CBM588) ซึ่งใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งไตระยะลุกลาม

การทดลองขนาดใหญ่ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) จะมีผู้เข้าร่วมเกือบ 700 คน โดยนักวิจัยหวังว่าผลลัพธ์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรักษาในอนาคต


สรุปข่าว

งานวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า "ลำไส้" อาจมีบทบาทสำคัญต่อการรักษามะเร็งมากกว่าที่เคยคิด ไม่ว่าจะผ่านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง โปรไบโอติก หรือแม้แต่การปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ แม้คำตอบหลายอย่างยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่แนวคิดที่ว่า "อาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษามะเร็ง" กำลังได้รับความสนใจอย่างจริงจัง และอาจเปลี่ยนวิธีดูแลผู้ป่วยมะเร็งในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิจัยด้านมะเร็งทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับ "ไมโครไบโอม" (Microbiome) หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ หลังพบหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพของจุลินทรีย์เหล่านี้อาจมีบทบาทสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)

จากการรักษาที่รุนแรง สู่การค้นพบความสำคัญของจุลินทรีย์

นพ. มาร์เซล ฟาน เดน บริงก์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเม็ดเลือด เล่าว่า ในอดีตผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Bone Marrow Transplant หรือ Hematopoietic Cell Transplant) ต้องได้รับเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายระบบภูมิคุ้มกันเดิมก่อนรับเซลล์ใหม่จากผู้บริจาค

ผู้ป่วยเหล่านี้ถูกแยกในห้องปลอดเชื้อและได้รับยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างในปริมาณมากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่แพทย์เริ่มตระหนักว่าการรักษาเชิงรุกเช่นนี้อาจสร้าง "ความเสียหายข้างเคียง" อย่างมาก เพราะนอกจากกำจัดเชื้อโรคแล้ว ยังทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ด้วย

การค้นพบนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับระบบภูมิคุ้มกันและการรักษามะเร็ง


ไมโครไบโอม: แนวหน้าการรักษามะเร็งยุคใหม่


ปัจจุบันมีงานวิจัยและการทดลองทางคลินิกเกือบ 100 โครงการที่กำลังศึกษาวิธีปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เพื่อช่วยรักษามะเร็ง

หนึ่งในการศึกษาที่น่าจับตามองกำลังทดสอบโปรไบโอติกสายพันธุ์ Clostridium butyricum (CBM588) ซึ่งใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งไตระยะลุกลาม

การทดลองขนาดใหญ่ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) จะมีผู้เข้าร่วมเกือบ 700 คน โดยนักวิจัยหวังว่าผลลัพธ์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรักษาในอนาคต


บทเรียนจากฟาร์มไก่

จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจของงานวิจัยนี้มาจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์

นักวิจัยสังเกตว่าฟาร์มไก่และฟาร์มสุกรให้ความสำคัญกับสุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ของสัตว์มาเป็นเวลานาน โดยใช้พรีไบโอติกและโปรไบโอติกเพื่อช่วยให้สัตว์แข็งแรงและเติบโตได้ดี

สิ่งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านมะเร็งเริ่มตั้งคำถามว่า หากจุลินทรีย์มีผลต่อสุขภาพสัตว์มากขนาดนี้ จะมีผลต่อผู้ป่วยมะเร็งด้วยหรือไม่


การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างระมัดระวังมากขึ้น


ปัจจุบันหลายศูนย์มะเร็งชั้นนำทั่วโลกลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

งานวิจัยพบว่า การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษามะเร็งที่แย่ลง เนื่องจากยาสามารถทำลายแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้

ศูนย์มะเร็งในมอนทรีออล ประเทศแคนาดา สามารถลดสัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาปฏิชีวนะก่อนเริ่มภูมิคุ้มกันบำบัดจาก 20% เหลือเพียง 5% หลังมีการรณรงค์ให้แพทย์ใช้ยาอย่างเหมาะสม

เมื่อ "ป่าฝนอเมซอน" กลายเป็นแบคทีเรียเพียงชนิดเดียว

ฟาน เดน บริงก์ เปรียบเทียบลำไส้ของคนสุขภาพดีว่าเหมือน "ป่าฝนอเมซอน" ที่มีแบคทีเรียหลายร้อยสายพันธุ์อาศัยร่วมกันอย่างสมดุล

แต่ในผู้ป่วยบางรายที่ได้รับยาปฏิชีวนะและการรักษาที่รุนแรง ความหลากหลายนี้อาจหายไปจนเหลือแบคทีเรียเพียงชนิดเดียวครอบครองลำไส้ทั้งหมด

ภาวะดังกล่าวเรียกว่า Dysbiosis หรือความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเสียชีวิตที่สูงขึ้น รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การอักเสบ ท้องเสีย และการติดเชื้อในกระแสเลือด


อาหารอาจเป็น "ยา" ได้ในอนาคต


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องอาหาร

งานวิจัยในปี 2021 พบว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาที่รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูงตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า โดยทุก ๆ การเพิ่มใยอาหาร 5 กรัมต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคหรือการเสียชีวิตได้ประมาณ 30%

ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลเริ่มเปลี่ยนแนวทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง จากเดิมที่เน้นอาหารพลังงานสูงและเครื่องดื่มหวาน มาเป็นอาหารจริงที่มีผัก ผลไม้ และใยอาหารมากขึ้น

นักวิจัยเชื่อว่าแบคทีเรียบางชนิดสามารถเปลี่ยนใยอาหารให้เป็นกรดไขมันสายสั้น (Short-chain Fatty Acids) ซึ่งช่วย:


  • เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
  • ลดการอักเสบ
  • บำรุงเยื่อบุลำไส้
  • ยับยั้งแบคทีเรียก่อโรค
  • การปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplant)


อีกแนวทางหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจคือ การปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ (FMT)

วิธีนี้นำจุลินทรีย์จากอุจจาระของผู้บริจาคสุขภาพดี หรือผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี มาสกัดและให้ผู้ป่วยรับประทานในรูปแบบแคปซูล

การทดลองหลายชิ้นพบว่าการทำ FMT อาจช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันบำบัดในมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่ายังไม่เข้าใจกลไกทั้งหมด และยังต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่เพิ่มเติม


ยังเร็วเกินไปสำหรับการซื้ออาหารเสริมมารับประทานเอง


แม้ผลการวิจัยเบื้องต้นจะน่าตื่นเต้น แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ผู้ป่วยไม่ควรรีบซื้อโปรไบโอติกหรืออาหารเสริมต่าง ๆ มารับประทานเองเพื่อหวังผลในการรักษามะเร็ง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าโปรไบโอติกชนิดใด ปริมาณเท่าใด และเหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มใด

ที่มาข้อมูล : CNN

ที่มารูปภาพ : AI ChatGPT

นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ