รู้หรือไม่ไวรัสเริม สามารถใช้รักษามะเร็งผิวหนัง

Share on Line Share on Facebook Share on X
รู้หรือไม่ไวรัสเริม สามารถใช้รักษามะเร็งผิวหนัง

นักวิจัยทั่วโลกกำลังพัฒนาแนวทางรักษามะเร็งรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยการนำไวรัสเริมชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Virus Type 1: HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลเริมบริเวณริมฝีปาก หรือที่เรียกว่า Cold Sore มาดัดแปลงพันธุกรรมให้กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายเซลล์มะเร็ง

ไวรัสดัดแปลงชนิดนี้มีชื่อว่า Talimogene Laherparepvec หรือ T-VEC โดยได้รับการออกแบบให้สามารถเข้าไปติดเชื้อและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ ขณะที่ลดความสามารถในการก่อโรคต่อเซลล์ปกติของมนุษย์

สรุปข่าว

เริม ชนิด HSV-1 ที่ทำให้เกิดแผลหรือตุ่มน้ำพองที่บริเวณปาก ที่เคยเป็นศัตรูมนุษย์ กำลังถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธรักษามะเร็ง T-VEC เป็นไวรัสเริมที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมหลายขั้นตอน ในปี 2015 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติการใช้ T-VEC สำหรับรักษาผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (Melanoma) ระยะลุกลามที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

นักวิจัยทั่วโลกกำลังพัฒนาแนวทางรักษามะเร็งรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยการนำไวรัสเริมชนิดที่ 1 (Herpes Simplex Virus Type 1: HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลเริมบริเวณริมฝีปาก หรือที่เรียกว่า Cold Sore มาดัดแปลงพันธุกรรมให้กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายเซลล์มะเร็ง

ไวรัสดัดแปลงชนิดนี้มีชื่อว่า Talimogene Laherparepvec หรือ T-VEC โดยได้รับการออกแบบให้สามารถเข้าไปติดเชื้อและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ ขณะที่ลดความสามารถในการก่อโรคต่อเซลล์ปกติของมนุษย์

จากไวรัสก่อโรค สู่เทคโนโลยีรักษามะเร็ง

T-VEC เป็นไวรัสเริมที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมหลายขั้นตอน นักวิทยาศาสตร์ได้ลบยีนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของไวรัสออก และเพิ่มยีนที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไป

เมื่อฉีด T-VEC เข้าไปในก้อนมะเร็ง ไวรัสจะเพิ่มจำนวนภายในเซลล์มะเร็งจนทำให้เซลล์แตกสลาย จากนั้นจะปล่อยโปรตีนและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันออกมา ส่งผลให้ร่างกายสามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่ได้ดีขึ้น

แนวทางนี้เรียกว่า Oncolytic Virotherapy หรือการใช้ไวรัสทำลายมะเร็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแขนงสำคัญของการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)



National Cancer Institute ระบุว่า T-VEC เป็นความก้าวหน้าสำคัญ

ข้อมูลจาก National Cancer Institute (NCI) ของสหรัฐอเมริการะบุว่า T-VEC เป็นไวรัสรักษามะเร็งชนิดแรกที่ได้รับการรับรองให้ใช้ทางคลินิก โดยไวรัสจะทำลายเซลล์มะเร็งจากภายในและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองต่อมะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กลไกดังกล่าวช่วยให้ T-VEC ไม่ได้ทำงานเฉพาะบริเวณที่ฉีดเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับและกำจัดเซลล์มะเร็งในตำแหน่งอื่นของร่างกายได้อีกด้วย

ผลลัพธ์ที่น่าจับตาในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง

ในปี 2015 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติการใช้ T-VEC สำหรับรักษาผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (Melanoma) ระยะลุกลามที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

ผลการทดลองทางคลินิกพบว่า ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีขนาดก้อนมะเร็งลดลงอย่างชัดเจน และบางรายสามารถควบคุมโรคได้เป็เวลานาน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการใช้ T-VEC ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดอื่น เช่น Immune Checkpoint Inhibitors ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

ยังไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์

แม้ T-VEC จะยังไม่สามารถรักษามะเร็งได้ทุกชนิด และยังมีข้อจำกัดในการใช้งานกับผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าไวรัสซึ่งเคยเป็นสาเหตุของโรคในมนุษย์ สามารถถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทรงพลังได้

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังพัฒนาไวรัสรักษามะเร็งรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็งมากขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับการรักษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากการวิจัยประสบความสำเร็จ การรักษาด้วยไวรัสอาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในอนาคต

นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ