งานวิจัยล่าสุดชี้ "คนที่เสี่ยงฆ่าตัวตาย"มากที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ “เศร้าที่สุด”

Share on Line Share on Facebook Share on X
งานวิจัยล่าสุดชี้ "คนที่เสี่ยงฆ่าตัวตาย"มากที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ “เศร้าที่สุด”

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา"  โดยระบุว่า


เวลาใครบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเขาเศร้าแค่ไหน

งานวิจัยล่าสุดพบว่าคนที่เสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด อาจไม่ได้พูดว่า “ฉันเศร้ามากที่สุด”


เวลาเรานึกถึงคนที่เสี่ยงฆ่าตัวตาย เรามักนึกถึงคนที่เศร้ามาก ร้องไห้มาก หรือดูหมดหวังอย่างเห็นได้ชัด แต่การศึกษาล่าสุดจาก MIT ที่วิเคราะห์บทสนทนาประมาณ 16,000 ครั้งจาก Crisis Text Line พบว่าในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและเร่งด่วนที่สุด ภาษาที่เด่นไม่ได้มีเพียงอาการเศร้าหรือความเหนื่อยล้า แต่กลับเป็นการพูดถึง วิธีหรืออุปกรณ์ทำร้ายตัวเอง ความคิดฆ่าตัวตายที่ชัดเจน การทำร้ายตัวเอง และการใช้สารเสพติด

สรุปข่าว

งานวิจัยล่าสุดพบว่าคนที่เสี่ยงฆ่าตัวตายมากที่สุดอาจไม่ได้ดูเศร้าที่สุด เพราะสัญญาณวิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่แค่ระดับความเสียใจ แต่นำไปสู่การคิดแผน วิธีทำร้ายตัวเอง หรือการใช้สารเสพติดแล้ว การประเมินจึงไม่ควรมองแค่ว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหน แต่ต้องดูว่าความเจ็บปวดนั้นพาเขาไปถึงไหนแล้ว

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา"  โดยระบุว่า


เวลาใครบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเขาเศร้าแค่ไหน

งานวิจัยล่าสุดพบว่าคนที่เสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด อาจไม่ได้พูดว่า “ฉันเศร้ามากที่สุด”


เวลาเรานึกถึงคนที่เสี่ยงฆ่าตัวตาย เรามักนึกถึงคนที่เศร้ามาก ร้องไห้มาก หรือดูหมดหวังอย่างเห็นได้ชัด แต่การศึกษาล่าสุดจาก MIT ที่วิเคราะห์บทสนทนาประมาณ 16,000 ครั้งจาก Crisis Text Line พบว่าในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและเร่งด่วนที่สุด ภาษาที่เด่นไม่ได้มีเพียงอาการเศร้าหรือความเหนื่อยล้า แต่กลับเป็นการพูดถึง วิธีหรืออุปกรณ์ทำร้ายตัวเอง ความคิดฆ่าตัวตายที่ชัดเจน การทำร้ายตัวเอง และการใช้สารเสพติด

ตรงนี้มีความหมายมากในทางการแพทย์ เพราะเวลาประเมินความเสี่ยง เราไม่ได้อยากรู้แค่ว่า “เขาเศร้าแค่ไหน?” แต่ต้องถามต่อว่า “ความคิดอยากตายนั้นเดินทางไปถึงไหนแล้ว?” จากความรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ ไปจนถึงการมีแผน มีวิธี หรือเริ่มเตรียมการแล้ว


มันคล้ายกับเวลาเราเห็นควันอยู่ในบ้านครับ ความเศร้าอาจบอกว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น แต่ถ้าจะรู้ว่าอันตรายเร่งด่วนแค่ไหน เราต้องดูต่อว่า ไฟติดขึ้นมาแล้วหรือยัง และกำลังลามไปถึงไหน 

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าความเศร้าหรือโรคซึมเศร้าไม่สำคัญครับ เพียงแต่งานนี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้าต้องการประเมิน ความเสี่ยงในช่วงเวลาวิกฤต การดูแค่ระดับความเศร้าอาจยังไม่พอ สำหรับหมอ สิ่งที่น่าจดจำที่สุดจากงานนี้อาจไม่ใช่เรื่อง AI แต่คือ บางครั้งคนที่อยู่ในอันตรายมากที่สุดอาจไม่ได้ดูเศร้าที่สุด เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเขา “เจ็บปวดแค่ไหน” แต่คือ ความเจ็บปวดนั้นกำลังพาเขาไปถึงไหนแล้ว


ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา 

https://www.facebook.com/D2JED/posts/pfbid0C6z2QcCCw5FySuDwMXZdH6QsLDAqi3PtaUpWyoLUnRADhBJaCrssDiC6rzjwRJFSl


ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง