ป่วยแต่ไม่กล้าลางาน มีผลต่อสุขภาพจิต เสี่ยงมี “ภาวะฝืนทำงาน”

Share on Line Share on Facebook Share on X
ป่วยแต่ไม่กล้าลางาน มีผลต่อสุขภาพจิต เสี่ยงมี “ภาวะฝืนทำงาน”

ในวันที่ร่างกายไม่ไหว หลายคนอาจเลือกฝืนมาทำงานแทนการลาป่วย ไม่ใช่เพราะไม่อยากพัก แต่เพราะกลัวว่างานจะค้าง กลัวเพื่อนร่วมงานต้องรับภาระแทน หรือกลัวถูกมองว่าไม่ทุ่มเท จนกลายเป็นว่าแม้ตัวจะมาถึงออฟฟิศ แต่ทั้งร่างกายและจิตใจกลับไม่พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ ภาวะเช่นนี้เรียกว่า “ภาวะฝืนทำงาน” หรือการที่คนทำงานยังคงมาทำงานทั้งที่กำลังเจ็บป่วย บาดเจ็บ มีความเครียด หรือมีปัญหาสุขภาพกายและใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

สรุปข่าว

แม้ว่าป่วยแต่ก็ไม่กล้าลางาน เช่นนี้ข่ายว่ามี “ภาวะฝืนทำงาน” หรือการที่คนทำงานยังคงมาทำงานทั้งที่กำลังเจ็บป่วย บาดเจ็บ มีความเครียด หรือมีปัญหาสุขภาพกายและใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

ในวันที่ร่างกายไม่ไหว หลายคนอาจเลือกฝืนมาทำงานแทนการลาป่วย ไม่ใช่เพราะไม่อยากพัก แต่เพราะกลัวว่างานจะค้าง กลัวเพื่อนร่วมงานต้องรับภาระแทน หรือกลัวถูกมองว่าไม่ทุ่มเท จนกลายเป็นว่าแม้ตัวจะมาถึงออฟฟิศ แต่ทั้งร่างกายและจิตใจกลับไม่พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ ภาวะเช่นนี้เรียกว่า “ภาวะฝืนทำงาน” หรือการที่คนทำงานยังคงมาทำงานทั้งที่กำลังเจ็บป่วย บาดเจ็บ มีความเครียด หรือมีปัญหาสุขภาพกายและใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

ภาวะฝืนทำงานคืออะไร?

ภาวะฝืนทำงาน หมายถึงการที่พนักงานยังคงมาทำงาน แม้สุขภาพกายหรือใจจะไม่พร้อม จนไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนปกติ เช่น ป่วยแต่ยังมาทำงาน มีอาการปวดเรื้อรัง เครียด นอนไม่พอ หรือกำลังเผชิญปัญหาทางอารมณ์ จนสมาธิลดลง ทำงานช้าลง หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่อยู่ในภาวะฝืนทำงานไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบ ตรงกันข้าม หลายคนพยายามทำงานต่อเพราะต้องการรับผิดชอบหน้าที่และไม่อยากสร้างปัญหาให้ทีม เพียงแต่สภาพร่างกายหรือจิตใจในขณะนั้นอาจไม่เอื้อให้ทำงานได้เต็มที่

ทำไมคนถึงเลือกมาทำงานทั้งที่ป่วย?

สาเหตุหนึ่งมาจากวัฒนธรรมในที่ทำงาน บางคนกังวลว่าการลาหยุดจะทำให้ถูกมองว่าไม่ทุ่มเท หรืออาจกระทบต่อโอกาสในการเติบโตในสายงาน ขณะที่บางคนรู้สึกว่างานของตัวเองไม่สามารถส่งต่อให้คนอื่นทำแทนได้ง่าย เพราะอาจกระทบทั้งคุณภาพและระยะเวลาการทำงาน รวมถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม

นอกจากนี้ โครงสร้างของบางองค์กรก็อาจมีส่วนทำให้คนไม่กล้าหยุดงาน เช่น มีวันลาป่วยจำกัด ไม่มีค่าจ้างระหว่างลาป่วย หรือมีงานจำนวนมากจนพนักงานรู้สึกว่าหากหยุดเพียงคนเดียว งานที่เหลือจะตกไปอยู่กับเพื่อนร่วมงาน

ฝืนทำงาน อาจไม่ได้ช่วยให้งานเดินหน้า

แม้การมาทำงานทั้งที่ไม่พร้อมอาจดูเหมือนเป็นการช่วยให้งานไม่สะดุด แต่ในความเป็นจริง ประสิทธิภาพที่ลดลงอาจกลายเป็นต้นทุนที่องค์กรต้องแบกรับ พนักงานที่กำลังป่วยหรือมีความเครียดสูงอาจทำงานได้ช้าลง สมาธิลดลง และมีโอกาสผิดพลาดมากกว่าปกติ

ที่สำคัญ การฝืนทำงานในขณะที่ร่างกายกำลังฟื้นตัว อาจทำให้อาการป่วยยืดเยื้อ และทำให้ช่วงเวลาที่ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงยาวนานขึ้น

สำหรับกรณีที่เป็นโรคติดต่อ การมาทำงานทั้งที่ป่วยยังเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดทั้งการลาป่วยและประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงในวงกว้างตามมา

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Psychiatry and Psychiatric Epidemiology เมื่อปี 2016 ประเมินว่า การฝืนทำงานที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในสหรัฐฯ มีต้นทุนประมาณ 5,524 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี และสูงกว่าต้นทุนจากการขาดงานโดยเฉลี่ยหลายเท่า

แล้วจะลดภาวะฝืนทำงานได้อย่างไร?

การแก้ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การบอกให้พนักงาน “ลาป่วยเมื่อไม่ไหว” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากวัฒนธรรมในองค์กรด้วย เช่น มีวันลาอย่างเหมาะสม เปิดโอกาสให้ทำงานจากที่บ้านเมื่อจำเป็น และออกแบบระบบการทำงานให้สามารถส่งต่องานหรือหาคนมารับช่วงได้โดยไม่ทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างภาระให้ทีม

ขณะเดียวกัน หัวหน้างานก็มีบทบาทสำคัญ เพราะการบอกให้พนักงานพักเมื่อป่วยจะมีความหมายมากขึ้น หากหัวหน้าเองก็แสดงให้เห็นว่าการหยุดพักเพื่อดูแลสุขภาพเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรู้สึกผิด

ท้ายที่สุด การพักเมื่อร่างกายหรือจิตใจไม่พร้อม ไม่ได้แปลว่าเราไม่รับผิดชอบต่องานเสมอไป บางครั้งการหยุดหนึ่งวันเพื่อให้ตัวเองกลับมาพร้อม อาจช่วยให้เรากลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่าการฝืนอยู่ที่โต๊ะทำงานทั้งที่ร่างกายกำลังบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว”

ที่มาข้อมูล : Social Psychiatry and Psychiatric Epidemiology, Very Well Mind

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย