"เครียด" ทีไรท้องไส้พังทุกที? เจาะลึกวิธีตัดวงจร "สมองเครียด - กินข้าวไม่ลง" ให้ถูกจุด

Share on Line Share on Facebook Share on X
"เครียด" ทีไรท้องไส้พังทุกที? เจาะลึกวิธีตัดวงจร "สมองเครียด - กินข้าวไม่ลง" ให้ถูกจุด

เฟซบุ๊ก แฟนเพจ "หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ" จิตแพทย์ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้เผยแพร่บทความ ทำไมเวลาเครียดหรือคิดมาก แล้วถึงท้องไส้ปั่นป่วน ไม่อยากกินข้าว? โดยระบุว่า


เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาที่เรามีเรื่องเครียด คิดมาก หรือกังวลหนักๆ จู่ๆ ก็รู้สึกมวนท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย หรือไม่อยากอาหารขึ้นมาทันที?


ในทางประสาทวิทยาและการแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ภาวะนี้อธิบายได้ด้วยแกนสื่อสารสำคัญที่เรียกว่า Brain-Gut Axis หรือ แกนสื่อสารระหว่างสมองและลำไส้ ครับ สมองและระบบทางเดินอาหารของเราเชื่อมต่อกันผ่านเส้นประสาทจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะ เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณโต้ตอบกันได้แบบสองทาง


เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเครียดเข้ามากระทบ สมองจะเปิดสวิตช์ Stress Response System และส่งสัญญาณลงไปรบกวนการทำงานของลำไส้โดยตรงถึง 6 กลไกด้วยกันครับ:


 6 กลไกทางpathophysiology เมื่อความเครียดส่งผลต่อลำไส้

1. การบีบตัวของลำไส้รวน: ความเครียดสามารถสั่งการให้ลำไส้บางส่วนบีบตัวไวและรุนแรงขึ้นจนเกิดอาการถ่ายเหลว/ท้องเสีย หรือในบางส่วนบีบตัวช้าลงจนเกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และเบื่ออาหาร

2. ลำไส้ไวต่อความรู้สึกมากขึ้น: ระบบประสาทในลำไส้จะตอบสนองต่อแก๊สหรือแรงดันเพียงเล็กน้อยแรงขึ้นกว่าปกติ ทำให้เรารู้สึกปวดท้อง จุกแน่น หรือปั่นป่วนได้ง่ายกว่าเวลาปกติ

3. การหลั่งกรดและน้ำย่อยผิดปกติ: ความเครียดกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น นำไปสู่อาการแสบร้อนกลางอก ปวดแสบกระเพาะ และไม่อยากอาหาร

สรุปข่าว

ความเครียดทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนผ่านแกนสมองและลำไส้ (Brain-Gut Axis) ที่ส่งสัญญาณมารบกวนระบบทางเดินอาหารจนเกิดโรคเรื้อรัง ความเครียดเรื้อรังยังเป็นตัวการกระตุ้นโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้แปรปรวนและกรดไหลย้อน การแก้ปัญหาจึงต้องดูแลสมองที่สองควบคู่กับการจัดการความเครียด เช่น การออกกำลังกาย และฝึกหายใจ

เฟซบุ๊ก แฟนเพจ "หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ" จิตแพทย์ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้เผยแพร่บทความ ทำไมเวลาเครียดหรือคิดมาก แล้วถึงท้องไส้ปั่นป่วน ไม่อยากกินข้าว? โดยระบุว่า


เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาที่เรามีเรื่องเครียด คิดมาก หรือกังวลหนักๆ จู่ๆ ก็รู้สึกมวนท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย หรือไม่อยากอาหารขึ้นมาทันที?


ในทางประสาทวิทยาและการแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ภาวะนี้อธิบายได้ด้วยแกนสื่อสารสำคัญที่เรียกว่า Brain-Gut Axis หรือ แกนสื่อสารระหว่างสมองและลำไส้ ครับ สมองและระบบทางเดินอาหารของเราเชื่อมต่อกันผ่านเส้นประสาทจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะ เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณโต้ตอบกันได้แบบสองทาง


เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเครียดเข้ามากระทบ สมองจะเปิดสวิตช์ Stress Response System และส่งสัญญาณลงไปรบกวนการทำงานของลำไส้โดยตรงถึง 6 กลไกด้วยกันครับ:


 6 กลไกทางpathophysiology เมื่อความเครียดส่งผลต่อลำไส้

1. การบีบตัวของลำไส้รวน: ความเครียดสามารถสั่งการให้ลำไส้บางส่วนบีบตัวไวและรุนแรงขึ้นจนเกิดอาการถ่ายเหลว/ท้องเสีย หรือในบางส่วนบีบตัวช้าลงจนเกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และเบื่ออาหาร

2. ลำไส้ไวต่อความรู้สึกมากขึ้น: ระบบประสาทในลำไส้จะตอบสนองต่อแก๊สหรือแรงดันเพียงเล็กน้อยแรงขึ้นกว่าปกติ ทำให้เรารู้สึกปวดท้อง จุกแน่น หรือปั่นป่วนได้ง่ายกว่าเวลาปกติ

3. การหลั่งกรดและน้ำย่อยผิดปกติ: ความเครียดกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น นำไปสู่อาการแสบร้อนกลางอก ปวดแสบกระเพาะ และไม่อยากอาหาร

4. เกิดภาวะลำไส้รั่วชั่วคราว(Leaky Gut): ความเครียดทำให้ช่องว่างระหว่างเซลล์บุผนังลำไส้ ขยายกว้างขึ้น สารพิษ โมเลกุลอาหาร หรือแบคทีเรียจึงเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือด กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ท้องอืด และอาหารไม่ย่อย

5. เยื่อบุลำไส้ฟื้นฟูยากขึ้น: เลือดไปเลี้ยงระบบทางเดินอาหารลดลง ทำให้ชั้นเยื่อบุ Mucosa ซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารแย่ลงตามไปด้วย

6. สมดุลแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยน: ฮอร์โมนความเครียดรบกวนสภาพแวดล้อมในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียตัวดีลดลง แบคทีเรียตัวร้ายเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและอารมณ์ของเราโดยตรง


 ความเชื่อมโยงกับโรคทางเดินอาหารเรื้อรัง

กระบวนการทั้งหมดนี้เองครับ ที่ใช้เป็นอธิบายทางกลไกการแพทย์ว่าทำไมความเครียดเรื้อรังจึงเป็นตัวกระตุ้นและทำให้โรคเหล่านี้กำเริบ:

• IBS (Irritable Bowel Syndrome): โรคลำไส้แปรปรวน

• IBD (Inflammatory Bowel Disease): โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

• Peptic Ulcer Disease: โรคแผลในกระเพาะอาหาร

• GERD: โรคกรดไหลย้อน


แนวทางการแก้ไขและจัดการ

เนื่องจากต้นตอส่วนใหญ่มาจากแกน Brain-Gut Axis การรักษาที่ได้ผลดีจึงไม่ใช่แค่การกินยาแก้ท้องอืดหรือยาต้านกรดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำควบคู่ไปกับ การจัดการความเครียดที่สมอง ครับ:

• การออกกำลังกาย: ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ให้เป็นจังหวะ และลดฮอร์โมนความเครียด

• การฝึกหายใจ: การหายใจเข้าลึก-ออกยาว โดยใช้กะบังลม จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) และ Vagus Nerve ให้กลับมาทำงาน ช่วยสั่งให้ลำไส้ผ่อนคลายและลดอาการมวนท้อง

• การฝึกสติและจิตบำบัด (CBT / Mindfulness): ช่วยลดปฏิกิริยาของสมองต่อความวิตกกังวล ซึ่งจะช่วยลดสัญญาณอักเสบที่ส่งลงไปที่ลำไส้โดยตรง


สรุปคือ ลำไส้เปรียบเสมือน "สมองที่สอง (Second Brain)" ของร่างกายเราครับ ถ้าสมองเครียด ลำไส้ก็ปั่นป่วนตามไปด้วยแน่นอน 


ข้อมูลจาก เพจ 

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid024ACtsWeG62FahoYvRi5MaW47QHoer98N9iuNv4BLu6YUWmcJX2cmWxo3VEQv5MWEl&id=61557447432049

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

แท็กบทความ

เครียดซึมเศร้า
มวนท้อง
กินข้าวไม่ลง
จิตแพทย์