สหรัฐฯ เตรียมไลฟ์สด ยิงเป้านักโทษกราดยิงฐานทัพ ให้สาธารณะรับชม

Share on Line Share on Facebook Share on X
สหรัฐฯ เตรียมไลฟ์สด ยิงเป้านักโทษกราดยิงฐานทัพ ให้สาธารณะรับชม

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าจะมีการ “ถ่ายทอดสด” ผ่านอินเทอร์เน็ต การประหารชีวิตผู้ก่อเหตุกราดยิงฐานทัพฟอร์ตฮูด ในรัฐเท็กซัส ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดและต้องโทษประหารชีวิตด้วย “การยิงเป้า” โดยประชาชนจะสามารถรับชมการประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคนนี้ซึ่งเป็นอดีตนายทหารระดับพันตรีของกองทัพบกสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเฮกเซธให้เหตุผลว่าประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจว่าการกระทำในลักษณะนี้จะมีผลตามมาอย่างร้ายแรง



เหตุการณ์นี้จะถือเป็นการประหารชีวิตในที่สาธารณะครั้งแรกของสหรัฐฯ ในรอบเกือบหนึ่งศตวรรษ โดยมีกำหนดจัดการประหารชีวิตนักโทษนายนี้ที่ฐานทัพฟอร์ตฮูด ในวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุกราดยิงในฐานทัพดังกล่าวเมื่อปี 2009


จอห์น มิลส์ ทนายความที่เคยทำงานร่วมกับผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินประหารชีวิตมาหลายราย กล่าวว่า การตัดสินใจถ่ายทอดสดครั้งนี้ถือเป็นเรื่อง “ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในยุคปัจจุบันและยังคงต้องถกเถียงต่อไปเนื่องจากตามกฎหมายแล้วยังไม่มีความชัดเจนอยู่


เมื่อต้นสัปดาห์นี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะประหารชีวิตนักโทษนายนี้ที่เพนตากอนระบุว่าชื่อ “นีดาล ฮาซัน” โดยจะเป็นการประหารชีวิตโดยกองทัพสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี เฮกเซธยังให้สัมภาษณ์กับรายการ Real America's Voice ว่าการตัดสินโทษว่าฮาซันจะถูกยิงเป้านั้นเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เมื่อเฮกเซธถูกถามว่าฮาซันได้ร้องขอสิ่งใดเป็นครั้งสุดท้ายหรือติดต่อไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หรือไม่ เฮกเซธตอบว่าเขา “ไม่สนใจ”  ว่านักโทษนายนี้ต้องการสิ่งใดหรือไม่ 


ขณะที่ ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ระบุว่า เฮกเซธในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้เสนอให้ดำเนินการประหารชีวิตและทรัมป์ก็ได้อนุมัติแล้ว แต่ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวจากทำเนียบขาวว่าทรัมป์ได้สนับสนุนการถ่ายทอดสดการประหารชีวิตในที่สาธารณะด้วยหรือไม่


อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อปีที่แล้วมีการประหารชีวิตมากกว่า 2,700 ครั้งใน 17 ประเทศทั่วโลก แต่มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ดำเนินการประหารชีวิตในที่สาธารณะ โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า ในปี 2025 มีรายงานการประหารชีวิตในที่สาธารณะ 11 ครั้งในอิหร่าน และอีก 6 ครั้งในอัฟกานิสถาน



สรุปข่าว

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เผยเตรียมถ่ายทอดสดการประหารชีวิต ผู้ก่อเหตุกราดยิงฐานทัพฟอร์ตฮูด ด้วยการยิงเป้าให้ประชาชนและสาธารณะได้รับชม

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าจะมีการ “ถ่ายทอดสด” ผ่านอินเทอร์เน็ต การประหารชีวิตผู้ก่อเหตุกราดยิงฐานทัพฟอร์ตฮูด ในรัฐเท็กซัส ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดและต้องโทษประหารชีวิตด้วย “การยิงเป้า” โดยประชาชนจะสามารถรับชมการประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคนนี้ซึ่งเป็นอดีตนายทหารระดับพันตรีของกองทัพบกสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเฮกเซธให้เหตุผลว่าประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจว่าการกระทำในลักษณะนี้จะมีผลตามมาอย่างร้ายแรง



เหตุการณ์นี้จะถือเป็นการประหารชีวิตในที่สาธารณะครั้งแรกของสหรัฐฯ ในรอบเกือบหนึ่งศตวรรษ โดยมีกำหนดจัดการประหารชีวิตนักโทษนายนี้ที่ฐานทัพฟอร์ตฮูด ในวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุกราดยิงในฐานทัพดังกล่าวเมื่อปี 2009


จอห์น มิลส์ ทนายความที่เคยทำงานร่วมกับผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินประหารชีวิตมาหลายราย กล่าวว่า การตัดสินใจถ่ายทอดสดครั้งนี้ถือเป็นเรื่อง “ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในยุคปัจจุบันและยังคงต้องถกเถียงต่อไปเนื่องจากตามกฎหมายแล้วยังไม่มีความชัดเจนอยู่


เมื่อต้นสัปดาห์นี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะประหารชีวิตนักโทษนายนี้ที่เพนตากอนระบุว่าชื่อ “นีดาล ฮาซัน” โดยจะเป็นการประหารชีวิตโดยกองทัพสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี เฮกเซธยังให้สัมภาษณ์กับรายการ Real America's Voice ว่าการตัดสินโทษว่าฮาซันจะถูกยิงเป้านั้นเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เมื่อเฮกเซธถูกถามว่าฮาซันได้ร้องขอสิ่งใดเป็นครั้งสุดท้ายหรือติดต่อไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หรือไม่ เฮกเซธตอบว่าเขา “ไม่สนใจ”  ว่านักโทษนายนี้ต้องการสิ่งใดหรือไม่ 


ขณะที่ ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ระบุว่า เฮกเซธในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้เสนอให้ดำเนินการประหารชีวิตและทรัมป์ก็ได้อนุมัติแล้ว แต่ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวจากทำเนียบขาวว่าทรัมป์ได้สนับสนุนการถ่ายทอดสดการประหารชีวิตในที่สาธารณะด้วยหรือไม่


อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อปีที่แล้วมีการประหารชีวิตมากกว่า 2,700 ครั้งใน 17 ประเทศทั่วโลก แต่มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ดำเนินการประหารชีวิตในที่สาธารณะ โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า ในปี 2025 มีรายงานการประหารชีวิตในที่สาธารณะ 11 ครั้งในอิหร่าน และอีก 6 ครั้งในอัฟกานิสถาน



ที่มาข้อมูล : BBC

ที่มารูปภาพ : Reuters