3 ปีเต็มสงครามกาซา ชีวิตแย่ลง-สังคมไม่ฟื้น จะเดินต่ออย่างไร ?

3 ปี “สงครามฉนวนกาซา” จาก 7 ตุลาคม 2023 ชาวกาซายังต้องเอาชีวิตรอดกับอนาคตที่ไม่เคยแน่นอน
สงครามในฉนวนกาซาที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2023 ครบ 3 ปีเต็มในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นสงครามที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล แต่ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดที่ภูมิภาคตะวันออกกลางในยุคใหม่เคยเผชิญ แม้ในอดีตจะมีสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและยืดเยื้อยาวนานกว่า แต่ไม่เคยมีความขัดแย้งครั้งใดที่ครอบคลุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์กว้างเท่าสงครามในฉนวนกาซาอีกแล้ว
-วิกฤตไม่คลี่คลาย สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม ?
หลังการบุกโจมตีของกลุ่มฮามาสในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เพียง 1 วันต่อมาอิสราเอลก็เปิดฉากโจมตีที่รุนแรงที่สุดในฉนวนกาซาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มฮามาสและถือเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ภายในเวลาไม่ถึง 6 ปี ทิ้งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งยังสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางและโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมของกาซา
The Guardian รายงานโดยอ้าง ผู้แทนพิเศษของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำปาเลสไตน์ที่ออกมาเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามในกาซาที่เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีก่อนจนถึงในปัจจุบันขณะนี้มีซากปรักหักพังในฉนวนกาซาทั้งหมดมากกว่า 61 ล้านตัน หรือประมาณ 61,000 ล้านกิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20 เท่าของปริมาณซากปรักหักพังที่เกิดจากสงครามทั้งหมดทั่วโลกตลอดช่วง 18 ปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นภารกิจเก็บกู้ซากปรักหักพังดำเนินไปภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่ง ทีมเก็บกู้ต้องทำงานท่ามกลางซากอาคารที่พังถล่มซึ่งยังมีทั้งร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากและระเบิดที่ยังไม่ทำงานหลงเหลืออยู่
จนถึงขณะนี้ ในฉนวนกาซามีการจัดการซากจากถนนไปแล้วประมาณ 580 กิโลเมตร ซึ่งช่วยให้รถบรรทุกความช่วยเหลือ ทีมบรรเทาทุกข์ และประชาชนสามารถสัญจรได้ อีกทั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการขนย้ายซากปรักหักพังออกไปแล้วเพียงประมาณ 1.5% ของซากปรักหักพังทั้งหมด เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นทางการอิสราเอลยังห้ามนำอุปกรณ์ที่จำเป็นเข้าสู่ฉนวนกาซาโดยให้เหตุผลว่า สิ่งของช่วยเหลือแทบทุกประเภทที่ไม่ใช่อาหารหรือยา อาจเข้าข่ายเป็นสิ่งของ “แบบใช้ได้สองทาง” (dual-use) และอาจถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยกลุ่มฮามาสได้ แต่ปริมาณซากที่มีอยู่มหาศาลทำให้ภารกิจนี้เกินกำลัง ขณะที่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมาเกือบหนึ่งปี ก็ยิ่งทำให้ภารกิจที่ใหญ่โตอยู่แล้วเพิ่มความยากลำบากขึ้นไปอีก
-3 ปี ผ่านมา “กาซาอยู่ไม่ได้แล้ว”
สหประชาชาติเคยออกมาเตือนตั้งแต่ปี 2012 ว่าหากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์ พื้นที่ทั้งหมดในกาซาจะกลายเป็นสถานที่ที่ “ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้” แต่ล่าสุดในปีนี้ (2026) UN ออกมาระบุในรายงานฉบับใหม่ว่า สถานการณ์ขณะนี้ในกาซาทรุดตัวเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้และกาซาได้ก้าวข้ามเหนือกว่าจุดที่ “ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้” ไปเรียบร้อยแล้ว
แม้จะมีความพยายามจะทุกภาคส่วนที่จะแก้ปัญหาวิกฤตในฉนวนกาซา โดยเฉพาะการถือกำเนิดของ “Board of Peace” หรือคณะกรรมาธิการสันติภาพ ที่จัดตั้งขึ้นในปีนี้ โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ นั่งตำแหน่งประธานสูงสุดตลอดชีพ ความพยายามเหล่าหลังสงครามเพื่อเปิดทางให้กาซาได้กลับมา “หายใจ” แต่ก็ไม่สามารถช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เท่าที่ควร
โครงการฟื้นฟูที่ได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติ แม้จะมีความคืบหน้าในการสร้างบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังล่าช้ากว่ากำหนด ขณะที่การเจรจาปรองดองเพื่อยุติความแตกแยกระหว่างฝ่ายปาเลสไตน์ยังไม่มีความคืบหน้าและรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติปาเลสไตน์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดสงครามก็ยังไม่สามารถเข้าไปบริหารปกครองฉนวนกาซาได้
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานในกาซาขณะนี้กำลังเข้าใกล้ภาวะล่มสลายโดยสิ้นเชิง ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าซึ่งถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองอย่างมาก ส่งผลให้กาซาต้องเผชิญไฟฟ้าดับประมาณ 20 ชั่วโมงต่อวัน และกระทบอย่างรุนแรงต่อการให้บริการสาธารณะที่จำเป็นต่อชีวิตในทุกด้าน ขณะที่น้ำใต้ดินในกาซากว่า 95% ไม่เหมาะสำหรับการบริโภคของมนุษย์ และมีน้ำใช้เพียงประมาณ 6–8 ชั่วโมงในทุก ๆ 3–5 วัน เท่านั้น จึงต้องมีการปล่อยน้ำเสียที่ยังไม่ผ่านการบำบัดหรือผ่านการบำบัดเพียงบางส่วนประมาณ 110 ล้านลิตรต่อวัน ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่งผลให้ชายฝั่งกาซาซึ่งมีความยาว 42 กิโลเมตร ได้รับมลพิษถึง 73%
สรุปข่าว
3 ปี “สงครามฉนวนกาซา” จาก 7 ตุลาคม 2023 ชาวกาซายังต้องเอาชีวิตรอดกับอนาคตที่ไม่เคยแน่นอน
สงครามในฉนวนกาซาที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2023 ครบ 3 ปีเต็มในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นสงครามที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล แต่ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดที่ภูมิภาคตะวันออกกลางในยุคใหม่เคยเผชิญ แม้ในอดีตจะมีสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและยืดเยื้อยาวนานกว่า แต่ไม่เคยมีความขัดแย้งครั้งใดที่ครอบคลุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์กว้างเท่าสงครามในฉนวนกาซาอีกแล้ว
-วิกฤตไม่คลี่คลาย สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม ?
หลังการบุกโจมตีของกลุ่มฮามาสในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เพียง 1 วันต่อมาอิสราเอลก็เปิดฉากโจมตีที่รุนแรงที่สุดในฉนวนกาซาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มฮามาสและถือเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ภายในเวลาไม่ถึง 6 ปี ทิ้งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งยังสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางและโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมของกาซา
The Guardian รายงานโดยอ้าง ผู้แทนพิเศษของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำปาเลสไตน์ที่ออกมาเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามในกาซาที่เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีก่อนจนถึงในปัจจุบันขณะนี้มีซากปรักหักพังในฉนวนกาซาทั้งหมดมากกว่า 61 ล้านตัน หรือประมาณ 61,000 ล้านกิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20 เท่าของปริมาณซากปรักหักพังที่เกิดจากสงครามทั้งหมดทั่วโลกตลอดช่วง 18 ปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นภารกิจเก็บกู้ซากปรักหักพังดำเนินไปภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่ง ทีมเก็บกู้ต้องทำงานท่ามกลางซากอาคารที่พังถล่มซึ่งยังมีทั้งร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากและระเบิดที่ยังไม่ทำงานหลงเหลืออยู่
จนถึงขณะนี้ ในฉนวนกาซามีการจัดการซากจากถนนไปแล้วประมาณ 580 กิโลเมตร ซึ่งช่วยให้รถบรรทุกความช่วยเหลือ ทีมบรรเทาทุกข์ และประชาชนสามารถสัญจรได้ อีกทั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการขนย้ายซากปรักหักพังออกไปแล้วเพียงประมาณ 1.5% ของซากปรักหักพังทั้งหมด เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นทางการอิสราเอลยังห้ามนำอุปกรณ์ที่จำเป็นเข้าสู่ฉนวนกาซาโดยให้เหตุผลว่า สิ่งของช่วยเหลือแทบทุกประเภทที่ไม่ใช่อาหารหรือยา อาจเข้าข่ายเป็นสิ่งของ “แบบใช้ได้สองทาง” (dual-use) และอาจถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยกลุ่มฮามาสได้ แต่ปริมาณซากที่มีอยู่มหาศาลทำให้ภารกิจนี้เกินกำลัง ขณะที่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมาเกือบหนึ่งปี ก็ยิ่งทำให้ภารกิจที่ใหญ่โตอยู่แล้วเพิ่มความยากลำบากขึ้นไปอีก
-3 ปี ผ่านมา “กาซาอยู่ไม่ได้แล้ว”
สหประชาชาติเคยออกมาเตือนตั้งแต่ปี 2012 ว่าหากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์ พื้นที่ทั้งหมดในกาซาจะกลายเป็นสถานที่ที่ “ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้” แต่ล่าสุดในปีนี้ (2026) UN ออกมาระบุในรายงานฉบับใหม่ว่า สถานการณ์ขณะนี้ในกาซาทรุดตัวเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้และกาซาได้ก้าวข้ามเหนือกว่าจุดที่ “ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้” ไปเรียบร้อยแล้ว
แม้จะมีความพยายามจะทุกภาคส่วนที่จะแก้ปัญหาวิกฤตในฉนวนกาซา โดยเฉพาะการถือกำเนิดของ “Board of Peace” หรือคณะกรรมาธิการสันติภาพ ที่จัดตั้งขึ้นในปีนี้ โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ นั่งตำแหน่งประธานสูงสุดตลอดชีพ ความพยายามเหล่าหลังสงครามเพื่อเปิดทางให้กาซาได้กลับมา “หายใจ” แต่ก็ไม่สามารถช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เท่าที่ควร
โครงการฟื้นฟูที่ได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติ แม้จะมีความคืบหน้าในการสร้างบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังล่าช้ากว่ากำหนด ขณะที่การเจรจาปรองดองเพื่อยุติความแตกแยกระหว่างฝ่ายปาเลสไตน์ยังไม่มีความคืบหน้าและรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติปาเลสไตน์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดสงครามก็ยังไม่สามารถเข้าไปบริหารปกครองฉนวนกาซาได้
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานในกาซาขณะนี้กำลังเข้าใกล้ภาวะล่มสลายโดยสิ้นเชิง ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าซึ่งถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองอย่างมาก ส่งผลให้กาซาต้องเผชิญไฟฟ้าดับประมาณ 20 ชั่วโมงต่อวัน และกระทบอย่างรุนแรงต่อการให้บริการสาธารณะที่จำเป็นต่อชีวิตในทุกด้าน ขณะที่น้ำใต้ดินในกาซากว่า 95% ไม่เหมาะสำหรับการบริโภคของมนุษย์ และมีน้ำใช้เพียงประมาณ 6–8 ชั่วโมงในทุก ๆ 3–5 วัน เท่านั้น จึงต้องมีการปล่อยน้ำเสียที่ยังไม่ผ่านการบำบัดหรือผ่านการบำบัดเพียงบางส่วนประมาณ 110 ล้านลิตรต่อวัน ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่งผลให้ชายฝั่งกาซาซึ่งมีความยาว 42 กิโลเมตร ได้รับมลพิษถึง 73%
-ฝ่ายการเมืองคุยไม่รู้เรื่อง แต่คนเดือดร้อนคือประชาชน
และเมื่อพูดถึงกลุ่ม “กลุ่มฮามาส” แม้ในตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาทางการเมืองและการเงินจากการเปลี่ยนแปลงของพลวัตทางการเมืองในภูมิภาคแต่ยังคงเป็นผู้ควบคุมกาซาในทางพฤตินัย แต่หนึ่งความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมาคือ คณะกรรมาธิการสันติภาพของทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการปลดอาวุธกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ในกาซาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญครั้งใหญ่สู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน
ในตอนนั้นทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ในที่สุดกาซาได้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ ซึ่งจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการสันติภาพ เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวปาเลสไตน์ ขณะเดียวกัน อิสราเอลจะได้รับความมั่นคงที่สมควรได้รับ โดยกาซาจะไม่ถูกใช้เป็นฐานที่มั่นสำหรับการก่อการร้ายอีกต่อไป ทรัมป์ระบุด้วยว่าข้อตกลงนี้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นขั้นตอนโดยกองกำลังอิสราเอลจะทยอยถอนกำลังตามความคืบหน้าของกระบวนการปลดอาวุธ
แต่หลังจากที่ทรัมป์ประกาศความสำเร็จของข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการปลดอาวุธกลุ่มฮามาสและกองกำลังอิสราเอลจะทยอยถอนกำลัง ฝ่ายอิสราเอลได้ออกมาตอบโต้ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศของทรัมป์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลยืนยันว่าการถอนกำลังทหารของอิสราเอลออกจากฉนวนกาซานั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการปลดอาวุธของฮามาสเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น
ขณะที่ กาซี ฮามัด สมาชิกคณะผู้แทนเจรจาของกลุ่มฮามาส กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า การที่กลุ่มฮามาสจะดำเนินการตามข้อตกลงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าอิสราเอลปฏิบัติตามพันธกรณีของตนหรือไม่ พร้อมทั้งยืนยันว่าฮามาสจะไม่ดำเนินการใด ๆ ตามข้อตกลงสันติภาพกาซา หากกองกำลังยึดครองของอิสราเอลไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของตนภายใต้ข้อตกลง
ดังนั้นแล้วความคิดเห็นจากแต่ละฝ่ายที่ไม่เคยสอดคล้องกันตลอด 3 ปีที่ผ่านมานั่นทำให้ประชาชนในฉนวนกาซายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ “ความไม่แน่นอน” ในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นอนาคตก็ยังคงเต็มไปด้วยสิ่งที่ยาดจะคาดเดาและความไม่แน่นอนด้วยเช่นกัน
-มอง “กาซา” ผ่านตัวเลข
สภาพเศรษฐกิจและสังคมในกาซาอยู่ในระดับน่าหดหู่และน่าวิตกอย่างยิ่ง นับตั้งแต่เปิดการสู้รบในเดือนตุลาคมปี 2023 จนถึง เดือนตุลาคม ปี 2026 จำนวนชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลมากกว่า 75,000 คน โดยตัวเลขนี้นับเฉพาะผู้ที่โรงพยาบาลระบุและยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล ขณะที่มีการประเมินว่า อีกกว่า 8,000 คน ยังคงสูญหายอยู่ใต้ซากอาคารและคาดว่าเสียชีวิตแล้ว
ในเดือนนี้ (กันยาน ปี 2026) อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวถึงขนาดของการสังหารและการทำลายล้างในฉนวนกาซาว่าไม่เหมือนสิ่งใดที่เขาเคยพบเห็นตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมระบุว่าสิ่งที่เรียกกันว่าการหยุดยิงแทบไม่ต่างจากเพียงการลดระดับของไฟสงครามขณะที่พลเรือนยังคงเป็นผู้รับผลกระทบ
ขณะที่จากการสำรวจของยูนิเซฟเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 พบว่า เด็กอายุตั้งแต่ 6–23 เดือนมากกว่าครึ่งในกาซาไม่ได้รับประทานผักหรือผลไม้สดเลย ในทางตรงข้ามเด็กๆ มากกว่า 73% ในกาซาต้องพึ่งพา “อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ” เพื่อประทังชีวิตให้รอดไปในแต่ละวัน นอกจากนี้จากการสำรวจของยูนิเซฟประจำปี 2026 เด็กในกาซามากกว่า 12% มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง พร้อมเตือนถึงอัตราที่น่ากังวลของภาวะทุพโภชนาการเรื้อรังในเด็กจากคุณภาพอาหารที่ต่ำมากในกาซา
สหประชาชาติยังระบุว่า ประมาณ 82% ของครอบครัวในกาซายังต้องเผชิญภาวะไม่มั่นคงด้านน้ำ และมากถึง 70% ไม่สามารถเข้าถึงน้ำได้วันละ 6 ลิตรต่อคน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมากและทำให้เด็กเผชิญความเสี่ยงโดยตรงต่อภาวะขาดน้ำและโรคที่เกิดจากน้ำปนเปื้อน
ส่วนประเด็นความยากจนปัจจุบันประชากรของกาซาราว 39% ตกอยู่ในภาวะยากจน ขณะที่สถาบันศึกษาตะวันออกกลาง หรือ MEI (Middle East Institute) ในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ที่มุ่งเน้นศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นเกี่ยวกับตะวันออกกลางเปิดเผยว่า ผู้ใหญ่ในฉนวนกาซาจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษากำลังเข้าร่วมต่อแถวหางานที่ยาวเหยียดอยู่แล้วและพยายามอย่างสิ้นหวังเพื่อหางานทำทั้งที่ตำแหน่งงานเหล่านั้นแทบไม่มีอยู่จริง
อัตราการว่างงานในขณะนี้ที่ฉนวนกาซาคิดเป็น 41% ขณะที่อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่คาดว่าอยู่ใกล้ 60% สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์อยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นคือความพยายามของนานาชาติในการประคับประคองสถานการณ์ที่ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ในกาซากลับประสบความยากลำบากขึ้นไปอีก เนื่องจากสภาพการณ์กำลังทรุดตัวลงในอัตราที่รวดเร็วกว่าความสามารถของเงินช่วยเหลือจากนานาชาติที่จะยับยั้งการดิ่งลงของสถานการณ์
อนาคตกาซาจะเป็นอย่างไร ?
3 ปีผ่านไป กาซายังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ตรงกันข้าม สถานการณ์กลับเลวร้ายลง และเลวร้ายลงอย่างมาก
สถาบันศึกษาตะวันออกกลาง ระบุว่าการที่จะดึงกาซาออกจากปากเหว จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยต้องเป็นแนวทางใหม่ที่มาตรการช่วยเหลือระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านมนุษยธรรมหรือด้านอื่น ๆ เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดของแนวทางแก้ไข
ภายใต้แนวทางทางเลือกที่ครอบคลุมในทุกมิติกาซาควรถูกมองว่าเป็นโครงการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ภาระด้านมนุษยธรรม เมื่อพิจารณาจากขนาดของปัญหาที่กาซากำลังเผชิญ การเดินหน้าด้วยแนวทางเดิมที่ล้มเหลวไม่สามารถทำได้อีกต่อไป และมีแต่จะนำไปสู่ความยากลำบากที่เพิ่มขึ้น ทั้งอัตราการว่างงาน ความยากจน และความไม่มั่นคงทางอาหารที่สูงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรมลง คุณภาพของบริการสังคมขั้นพื้นฐานที่ลดลง ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้น ตลอดจนการเสื่อมถอยของสถาบันต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงในวงกว้างในทุกด้าน
3 ปีหลังสงคราม มีเพียง 3% ของความต้องการเงินทุนเพื่อฟื้นฟูภาคเอกชนของกาซา ซึ่งประเมินไว้ที่ 602 ล้านดอลลาร์ ที่ได้รับการจัดสรรแล้ว แต่เงินจำนวนดังกล่าวน้อยเกินกว่าจะจุดประกายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กาซาต้องการอย่างเร่งด่วนและการฟื้นตัวดังกล่าวยังคงเป็นเป้าหมายที่ไม่สามารถบรรลุได้
สถาบันศึกษาตะวันออกกลาง ระบุด้วยว่าหากต้องการให้แนวทางใหม่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องแก้ไขปัจจัยทางการเมืองโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับปัญหากาซาและต้องสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาในระยะยาว เพราะหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่อาจสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่ยั่งยืนได้
แต่จนถึงขณะนี้ ยังมีความพยายามเพียงเล็กน้อยในการแก้ไขต้นตอของปัญหาทางการเมืองและโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังวิกฤตของกาซาที่ยืดเยื้อ ได้แก่ การปิดล้อมของอิสราเอลที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก และความแตกแยกทางการเมืองระหว่างฝ่ายปาเลสไตน์ที่ดำเนินมายาวนานนับทศวรรษ ขณะเดียวกัน แนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเด็นเหล่านี้ในอนาคตก็ยังไม่ได้คืบหน้านัก
หากมองไปข้างหน้าอีกไม่กี่ปี การคาดการณ์อนาคตของฉนวนกาซาภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็จะยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากแบบนี้ต่อไป ซึ่งในประเด็นนี้สถาบันศึกษาตะวันออกกลางมองว่าควรทำให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมากต่ออนาคตของกาซารวมถึงชาวปาเลสไตน์ซึ่งเป็นผุ้อยู่อาศัยเอง แต่ขณะเดียวกันก็มองว่ายังคงน่าเสียดายที่ความพยายามเหล่านั้นมันยังไม่เคยไปถึงจุดที่ได้ผลเสียที
ที่มาข้อมูล : The Conversation , The Guardian , Aljazeera , MEI
ที่มารูปภาพ : Reuters
