เศรษฐกิจอ่าวอาหรับพังยับ ไทยต้นทุนขนส่งแพงขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X

สงครามในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้กระทบแค่ประเทศคู่ขัดแย้งอีกต่อไป แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ราคาน้ำมัน เส้นทางเดินเรือ ค่าขนส่ง การบิน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยว

ยิ่งล่าสุดสถานการณ์ยิ่งน่าจับตา หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนอ้างว่าได้โจมตีเป้าหมายสำคัญในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ด้วยขีปนาวุธและโดรน เมื่อวันที่ 19 กันยายน ขณะที่มีรายงานพบเปลวไฟและกลุ่มควันขนาดใหญ่บริเวณใกล้สนามบินหลักของกรุงริยาดนี่ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะความขัดแย้งที่เดิมมีศูนย์กลางอยู่ที่อิหร่านและอิสราเอล รวมถึงสหรัฐฯ กำลังเชื่อมโยงเข้ากับสมรภูมิเยเมน และเริ่มกระทบโดยตรงต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก

ขณะที่ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพลังงาน โลจิสติกส์ การบิน อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และตลาดทุน

จุดที่น่ากังวลที่สุดคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”เพราะเส้นทางนี้เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง น้ำมันและก๊าซจำนวนมากต้องผ่านเส้นทางนี้

แต่ล่าสุดปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างหนักข้อมูลติดตามเรือของ Kpler ที่ Reuters รายงานพบว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน มีเรือสินค้าเพียง 4 ลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ค่าเฉลี่ย 10 วันอยู่ที่ 16 ลำ

ขณะเดียวกัน เส้นทางช่องแคบ บาบ เอล มันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย ก็เริ่มเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านความมั่นคงเช่นกันเมื่อเส้นทางหลักมีความเสี่ยง ผู้ประกอบการจึงต้องหันไปใช้เส้นทางอื่น ทั้งท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงท่าเรือของโอมานอย่างโซฮาร์ ดูคุม และซาลาลาห์

แต่การเลี่ยงเส้นทางเดิมไม่ได้แปลว่าต้นทุนจะหายไปตรงกันข้าม เพราะระยะทางขนส่งยาวขึ้น ค่าระวางเรือสูงขึ้น และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามก็เพิ่มขึ้นตามมาผลกระทบจึงถูกส่งต่อไปยังราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้าในท้ายที่สุด

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมความขัดแย้งในตะวันออกกลางจึงไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แม้ประเทศหนึ่งจะไม่ได้อยู่ในสนามรบก็ตามเพราะเมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานของโลกติดขัด สิ่งที่ตามมาคือราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่ผันผวน ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อราคาสินค้าในหลายประเทศ

สรุปข่าว

สงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อและทวีความรุนแรงทำให้ในช่วง 6 เดือนปีนี้เศรษฐกิจในกลุ่มอ่าวอาหรับ หรือ GCC ได้รับผลกระทบทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ การบิน อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และตลาดทุน ส่วนไทยส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงแต่กลับนำเข้าพุุ่งสูงขึ้น

สงครามในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้กระทบแค่ประเทศคู่ขัดแย้งอีกต่อไป แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ราคาน้ำมัน เส้นทางเดินเรือ ค่าขนส่ง การบิน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยว

ยิ่งล่าสุดสถานการณ์ยิ่งน่าจับตา หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนอ้างว่าได้โจมตีเป้าหมายสำคัญในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ด้วยขีปนาวุธและโดรน เมื่อวันที่ 19 กันยายน ขณะที่มีรายงานพบเปลวไฟและกลุ่มควันขนาดใหญ่บริเวณใกล้สนามบินหลักของกรุงริยาดนี่ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะความขัดแย้งที่เดิมมีศูนย์กลางอยู่ที่อิหร่านและอิสราเอล รวมถึงสหรัฐฯ กำลังเชื่อมโยงเข้ากับสมรภูมิเยเมน และเริ่มกระทบโดยตรงต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก

ขณะที่ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพลังงาน โลจิสติกส์ การบิน อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และตลาดทุน

จุดที่น่ากังวลที่สุดคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”เพราะเส้นทางนี้เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง น้ำมันและก๊าซจำนวนมากต้องผ่านเส้นทางนี้

แต่ล่าสุดปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างหนักข้อมูลติดตามเรือของ Kpler ที่ Reuters รายงานพบว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน มีเรือสินค้าเพียง 4 ลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ค่าเฉลี่ย 10 วันอยู่ที่ 16 ลำ

ขณะเดียวกัน เส้นทางช่องแคบ บาบ เอล มันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย ก็เริ่มเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านความมั่นคงเช่นกันเมื่อเส้นทางหลักมีความเสี่ยง ผู้ประกอบการจึงต้องหันไปใช้เส้นทางอื่น ทั้งท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงท่าเรือของโอมานอย่างโซฮาร์ ดูคุม และซาลาลาห์

แต่การเลี่ยงเส้นทางเดิมไม่ได้แปลว่าต้นทุนจะหายไปตรงกันข้าม เพราะระยะทางขนส่งยาวขึ้น ค่าระวางเรือสูงขึ้น และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามก็เพิ่มขึ้นตามมาผลกระทบจึงถูกส่งต่อไปยังราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้าในท้ายที่สุด

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมความขัดแย้งในตะวันออกกลางจึงไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แม้ประเทศหนึ่งจะไม่ได้อยู่ในสนามรบก็ตามเพราะเมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานของโลกติดขัด สิ่งที่ตามมาคือราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่ผันผวน ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อราคาสินค้าในหลายประเทศ

ในฝั่งซาอุดีอาระเบียเองก็ต้องเร่งปรับแผนการส่งออกน้ำมัน หลังท่อส่ง East-West ได้รับความเสียหายจากการโจมตี ทำให้การส่งออกผ่านฝั่งทะเลแดงสะดุดลงล่าสุดมีรายงานว่า ซาอุดี อารามโก หันมาเพิ่มการส่งออกผ่านฝั่งอ่าวเปอร์เซีย และใช้การถ่ายน้ำมันระหว่างเรือที่ท่าเรือโซฮาร์ของโอมานโดยมีแผนส่งน้ำมันดิบประมาณ 60 ล้านบาร์เรลในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม เพื่อชดเชยการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากท่อส่ง

แต่ต้องแลกกับต้นทุนค่าระวางเรือที่พุ่งสูง โดย Reuters รายงานว่าค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่สำหรับการขนส่งช่วงต้นเดือนตุลาคมพุ่งขึ้นไปถึงระดับประมาณ 800 Worldscale ซึ่งถือว่าสูงมาก

ขณะที่ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่พลังงานDITP ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่ม GCC ก็ได้รับแรงกดดัน โดยเฉพาะตลาดโครงการที่อยู่อาศัยแบบ Off-plan ที่ยอดขายลดลงเกือบ 90%

ส่วนดูไบ แม้ไตรมาส 2 จะมีการส่งมอบที่อยู่อาศัยประมาณ 27,000 ยูนิต ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี แต่จำนวนธุรกรรมที่อยู่อาศัยในช่วง 6 เดือนแรกของปีอยู่ที่ประมาณ 86,000 รายการ ลดลงเกือบ 13% จากปีก่อน

ภาคการบินก็ได้รับผลกระทบเช่นกันในช่วงเดือนเมษายน ความสามารถรองรับผู้โดยสารของสายการบินในกลุ่ม GCC ลดลงมากกว่า 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับปีก่อน ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัว โดยช่องว่างในเดือนสิงหาคมลดลงเหลือประมาณ 5%แต่ภาคการท่องเที่ยวยังคงเผชิญแรงกดดันโดยเฉพาะยูเออี ซึ่งภาคท่องเที่ยวมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 8 ของ GDP และรองรับการจ้างงานเกือบ 1 ล้านตำแหน่ง

ข้อมูลที่ DITP อ้างอิงจาก WTTC ระบุว่า ตะวันออกกลางสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวอย่างน้อยวันละ 600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตราเข้าพักโรงแรมและรายได้ต่อห้องพักลดลงประมาณ 20% ในช่วง 1 ปีจนถึงเดือนกรกฎาคมและ GCC อาจสูญเสียการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 137,000 ตำแหน่งในปีนี้

ทั้งหมดนี้จึงทำให้เห็นภาพว่า สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้จบลงแค่เสียงระเบิดในสนามรบแต่กำลังกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่เดินทางผ่าน “น้ำมัน เรือ สายการบิน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และตลาดทุน” ไปพร้อมกัน

แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้หยุดอยู่แค่ในภูมิภาค เพราะประเทศไทยเองก็มีความเชื่อมโยงทางการค้ากับกลุ่มประเทศ GCC อย่างมีนัยสำคัญ โดย 7 เดือนแรกของปีนี้ ไทยมีมูลค่าการค้ากับกลุ่ม GCC รวมประมาณ 23,060 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นการส่งออก 4,637 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.4% และการนำเข้า 18,423 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.95%  จากการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก โดยยูเออี ยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 มีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 26.87% สินค้าที่ต้องจับตา ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าอาหาร ข้าว และอาหารฮาลาล

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานเพราะเมื่อเรือไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางและท่าเรือทางเลือก ทั้งฟูไจราห์ของยูเออี และท่าเรือสำคัญของโอมาน

การเปลี่ยนเส้นทางเหล่านี้หมายถึงระยะทางที่ยาวขึ้น ระยะเวลาขนส่งที่เพิ่มขึ้น และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องแบกรับเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามที่เพิ่มขึ้นต้นทุนทั้งหมดจึงมีโอกาสถูกส่งต่อมายังราคาสินค้าในท้ายที่สุดโดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางทะเลหรือมีต้นทุนขนส่งอยู่ในสัดส่วนสูง ผู้ประกอบการจึงต้องเผื่อเวลาและต้นทุนเอาไว้มากกว่าปกติ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยติดตามสถานการณ์ด้านความปลอดภัย เส้นทางเดินเรือ ค่าระวาง และเบี้ยประกันภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารสินค้าคงคลัง และกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ความขัดแย้งจะเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยง แต่ยูเออีก็ยังมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย เพราะไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การกระจายสินค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าการค้าไทยกับตะวันออกกลางจะหยุดชะงัก แต่กำลังบังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เข้ากับเส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนไป


ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN