"เงินเยน" อ่อนค่า สะเทือนสหรัฐฯ อย่างไร? ญี่ปุ่นแทรกแซง ทำไมอเมริกาต้องช่วย

Share on Line Share on Facebook Share on X

เงินเยนอ่อนค่า ทำไมสหรัฐฯ ต้องเข้ามาช่วย?


คำถามนี้น่าสนใจ เพราะถ้ามองเผิน ๆ ค่าเงินเยนเป็นเรื่องของญี่ปุ่น แต่ในโลกการเงินที่เงินทุนเชื่อมถึงกันหมด การปล่อยให้เยนอ่อนค่ารุนแรง อาจไม่ได้จบแค่ญี่ปุ่น เพราะแรงกระเพื่อมสามารถส่งต่อไปถึงตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ต้นทุนการเงิน และเสถียรภาพของตลาดโลกได้


นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมญี่ปุ่นต้องพยุงเยน และทำไมสหรัฐฯ เองก็มีส่วนต้องเข้ามาช่วย


เยนอ่อน เพราะเงินไหลไปหาดอลลาร์


แรงกดดันสำคัญมาจากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ สูงกว่า ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีต้นทุนการเงินต่ำกว่า นักลงทุนจึงมีแรงจูงใจที่จะกู้เงินเยนต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า


กลยุทธ์นี้เรียกว่า Carry Trade


ยิ่งนักลงทุนขายเยนเพื่อซื้อดอลลาร์มากเท่าไร เงินเยนก็ยิ่งถูกกดดันให้อ่อนค่ามากขึ้น และเมื่อเยนอ่อนแรงจนกระทบเงินเฟ้อและต้นทุนนำเข้าของญี่ปุ่น รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแลตลาด


ญี่ปุ่นทุ่มเงินพยุงเยน


ญี่ปุ่นใช้วิธีขายดอลลาร์และซื้อเยนกลับ เพื่อเพิ่มแรงซื้อเงินเยนในตลาด โดยช่วงวันที่ 30 กรกฎาคมถึง 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นใช้เงินสูงถึง 15.4 ล้านล้านเยน หรือเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นการแทรกแซงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลา 1 เดือน 


ผลที่เกิดขึ้นคือ เยนฟื้นจากระดับใกล้ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบประมาณ 40 ปี ขึ้นไปแตะราว 155 เยนต่อดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นเยนก็กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง สะท้อนว่าการแทรกแซงช่วยหยุดแรงขายได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


ที่สำคัญ การพยุงเยนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของญี่ปุ่นฝ่ายเดียว เพราะมีการประสานงานกับสหรัฐฯ ถือเป็นการแทรกแซงร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 


แล้วเยนอ่อนเกี่ยวอะไรกับสหรัฐฯ?


คำตอบอยู่ที่ ทุนสำรองและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะญี่ปุ่นถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ US Treasury ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของทุนสำรองระหว่างประเทศ


เมื่อญี่ปุ่นต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมากเพื่อซื้อเยนกลับ ก็ต้องนำเงินสำรองออกมาใช้ และข้อมูลล่าสุดพบว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของญี่ปุ่นลดลงถึง 7.96 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยส่วนหนึ่งมาจากการลดลงของสินทรัพย์ต่างประเทศที่ถือครอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรสหรัฐฯ 


ตรงนี้เองที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องจับตา เพราะถ้าญี่ปุ่นต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ จำนวนมากเพื่อระดมเงินมาพยุงเยน ราคาพันธบัตรก็อาจถูกกดดัน และเมื่อราคาพันธบัตรลดลง ผลตอบแทนหรือ Treasury Yield ก็มีโอกาสสูงขึ้น


Treasury Yield สูง สหรัฐฯ ก็เจ็บ


Treasury Yield ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดพันธบัตร แต่เป็นหนึ่งในตัวกำหนดต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถ้า Yield สูงขึ้น ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจ ดอกเบี้ยสินเชื่อ และต้นทุนทางการเงินในระบบก็อาจสูงขึ้นตาม


พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเยนอ่อนจนญี่ปุ่นต้องเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ อย่างหนัก ปัญหาที่เริ่มจากค่าเงินญี่ปุ่นก็มีโอกาสย้อนกลับมากระทบต้นทุนทางการเงินของอเมริกา จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถมองปัญหาเยนอ่อนเป็นเรื่องของญี่ปุ่นประเทศเดียวได้

สรุปข่าว

* ญี่ปุ่นทุ่ม 15.4 ล้านล้านเยน พยุงค่าเงิน หลังเยนอ่อนแตะใกล้ 164 เยนต่อดอลลาร์ * เยนอ่อนอาจบีบให้ญี่ปุ่นใช้ทุนสำรองและกระทบการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ดันต้นทุนการเงินอเมริกา * นี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของญี่ปุ่น แต่เป็นความเสี่ยงต่อตลาดการเงินโลกที่สหรัฐฯ ต้องเข้ามาจับตาและประสานงานด้วย

เงินเยนอ่อนค่า ทำไมสหรัฐฯ ต้องเข้ามาช่วย?


คำถามนี้น่าสนใจ เพราะถ้ามองเผิน ๆ ค่าเงินเยนเป็นเรื่องของญี่ปุ่น แต่ในโลกการเงินที่เงินทุนเชื่อมถึงกันหมด การปล่อยให้เยนอ่อนค่ารุนแรง อาจไม่ได้จบแค่ญี่ปุ่น เพราะแรงกระเพื่อมสามารถส่งต่อไปถึงตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ต้นทุนการเงิน และเสถียรภาพของตลาดโลกได้


นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมญี่ปุ่นต้องพยุงเยน และทำไมสหรัฐฯ เองก็มีส่วนต้องเข้ามาช่วย


เยนอ่อน เพราะเงินไหลไปหาดอลลาร์


แรงกดดันสำคัญมาจากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐฯ สูงกว่า ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีต้นทุนการเงินต่ำกว่า นักลงทุนจึงมีแรงจูงใจที่จะกู้เงินเยนต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า


กลยุทธ์นี้เรียกว่า Carry Trade


ยิ่งนักลงทุนขายเยนเพื่อซื้อดอลลาร์มากเท่าไร เงินเยนก็ยิ่งถูกกดดันให้อ่อนค่ามากขึ้น และเมื่อเยนอ่อนแรงจนกระทบเงินเฟ้อและต้นทุนนำเข้าของญี่ปุ่น รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแลตลาด


ญี่ปุ่นทุ่มเงินพยุงเยน


ญี่ปุ่นใช้วิธีขายดอลลาร์และซื้อเยนกลับ เพื่อเพิ่มแรงซื้อเงินเยนในตลาด โดยช่วงวันที่ 30 กรกฎาคมถึง 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นใช้เงินสูงถึง 15.4 ล้านล้านเยน หรือเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นการแทรกแซงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลา 1 เดือน 


ผลที่เกิดขึ้นคือ เยนฟื้นจากระดับใกล้ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบประมาณ 40 ปี ขึ้นไปแตะราว 155 เยนต่อดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นเยนก็กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง สะท้อนว่าการแทรกแซงช่วยหยุดแรงขายได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


ที่สำคัญ การพยุงเยนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของญี่ปุ่นฝ่ายเดียว เพราะมีการประสานงานกับสหรัฐฯ ถือเป็นการแทรกแซงร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 


แล้วเยนอ่อนเกี่ยวอะไรกับสหรัฐฯ?


คำตอบอยู่ที่ ทุนสำรองและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะญี่ปุ่นถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ US Treasury ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของทุนสำรองระหว่างประเทศ


เมื่อญี่ปุ่นต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมากเพื่อซื้อเยนกลับ ก็ต้องนำเงินสำรองออกมาใช้ และข้อมูลล่าสุดพบว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของญี่ปุ่นลดลงถึง 7.96 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยส่วนหนึ่งมาจากการลดลงของสินทรัพย์ต่างประเทศที่ถือครอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรสหรัฐฯ 


ตรงนี้เองที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องจับตา เพราะถ้าญี่ปุ่นต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ จำนวนมากเพื่อระดมเงินมาพยุงเยน ราคาพันธบัตรก็อาจถูกกดดัน และเมื่อราคาพันธบัตรลดลง ผลตอบแทนหรือ Treasury Yield ก็มีโอกาสสูงขึ้น


Treasury Yield สูง สหรัฐฯ ก็เจ็บ


Treasury Yield ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดพันธบัตร แต่เป็นหนึ่งในตัวกำหนดต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถ้า Yield สูงขึ้น ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจ ดอกเบี้ยสินเชื่อ และต้นทุนทางการเงินในระบบก็อาจสูงขึ้นตาม


พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเยนอ่อนจนญี่ปุ่นต้องเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ อย่างหนัก ปัญหาที่เริ่มจากค่าเงินญี่ปุ่นก็มีโอกาสย้อนกลับมากระทบต้นทุนทางการเงินของอเมริกา จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถมองปัญหาเยนอ่อนเป็นเรื่องของญี่ปุ่นประเทศเดียวได้

อเมริกาช่วย เพราะไม่อยากให้ปัญหาลาม


การที่สหรัฐฯ เข้ามาประสานงานกับญี่ปุ่น จึงไม่ได้หมายความว่าอเมริกากำลัง “ช่วยญี่ปุ่นฟรี ๆ” แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ความผันผวนของค่าเงินลุกลามเข้าสู่ตลาดการเงินโลก


เพราะหากเยนอ่อนรุนแรงต่อเนื่อง ญี่ปุ่นอาจต้องใช้ทุนสำรองเพิ่ม ต้องบริหารสินทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้น และอาจกระทบตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


ดังนั้น สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการจริง ๆ คือ การเคลื่อนไหวของเงินเยนที่เป็นระเบียบ ไม่ผันผวนจนสร้างแรงกระแทกต่อระบบการเงิน


ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันเรื่องนี้ร่วมกันในการหารือช่วงต้นเดือนกันยายน โดยเห็นตรงกันว่า การเคลื่อนไหวของเงินเยนอย่างมีเสถียรภาพมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดการเงินโลก รวมถึงตลาดสหรัฐฯ ด้วย 


แต่แทรกแซงอย่างเดียวเอาไม่อยู่


ปัญหาคือ ต่อให้ญี่ปุ่นซื้อเยนจำนวนมหาศาล หากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ยังคงกว้าง นักลงทุนก็ยังมีแรงจูงใจถือดอลลาร์มากกว่าเยน


นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดถึงจับตา ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ อย่างมาก เพราะเครื่องมือที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า คือการขึ้นดอกเบี้ย


หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ผลตอบแทนจากการถือเยนก็จะเพิ่มขึ้น และอาจลดแรงจูงใจในการทำ Carry Trade ขณะเดียวกันยังช่วยลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนนำเข้า


ล่าสุดตลาดให้น้ำหนักสูงมากว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17–18 กันยายน 2569 หลังเงินเยนอ่อนค่าและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 



เยนอ่อน ใครได้ ใครเสีย?


เยนอ่อนมีข้อดีต่อผู้ส่งออกญี่ปุ่น เพราะรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงกลับเป็นเงินเยนจะมีมูลค่าสูงขึ้น แต่ในอีกด้าน ญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบจำนวนมาก เมื่อเยนอ่อน ต้นทุนนำเข้าก็แพงขึ้นตาม


สุดท้ายจึงอาจกลายเป็นภาระต่อทั้งภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน


ขณะเดียวกัน หากการอ่อนค่าของเยนรุนแรงจนทำให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนครั้งใหญ่ ผลกระทบก็สามารถส่งต่อไปยังตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น และสินทรัพย์ทั่วโลกได้ และนี่คือเหตุผลที่สหรัฐฯ ต้องเข้ามามีบทบาท


เยนอ่อน จึงไม่ใช่เรื่องของญี่ปุ่นประเทศเดียว


ถ้ามองภาพใหญ่ ปัญหานี้เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่

เยนอ่อน → ญี่ปุ่นต้องพยุงค่าเงิน → ใช้ทุนสำรอง → อาจกระทบการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ → ตลาดพันธบัตรถูกกดดัน → Treasury Yield มีโอกาสสูงขึ้น → ต้นทุนทางการเงินสหรัฐฯ และตลาดโลกอาจเพิ่มขึ้น


เพราะฉะนั้น การที่อเมริกาต้องช่วยญี่ปุ่นพยุงเยน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่เป็นเรื่องของการป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าเงินกลายเป็นปัญหาตลาดการเงิน


ล่าสุดเยนกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง แตะระดับประมาณ 154 เยนต่อดอลลาร์ในวันที่ 7 กันยายน จากแรงคาดการณ์ว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงการคลายสถานะ Carry Trade และการนำเงินทุนญี่ปุ่นกลับประเทศ 


บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในตลาดการเงินโลกวันนี้ ค่าเงินของประเทศหนึ่ง สามารถกลายเป็นปัญหาของอีกประเทศได้


และสำหรับกรณีเงินเยน เมื่อญี่ปุ่นต้องพยุงค่าเงิน สหรัฐฯ ก็ต้องจับตา เพราะแรงสั่นสะเทือนจากเยน อาจย้อนกลับไปถึงตลาดการเงินอเมริกาได้เช่นกัน


ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : White house OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ