เงินเฟ้อพ่นพิษ! เปลี่ยนพฤติกรรมคนเกาหลีใต้ จากกินข้าวนอกบ้าน หันมาซื้อข้าวกล่องและอาหารพร้อมทานจากซูเปอร์มาร์เก็ต
เคยรู้สึกไหมว่า เดี๋ยวนี้กินข้าวนอกบ้านทีหนึ่ง เงินหายไปเยอะกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่คนไทยที่รู้สึกแบบนี้ แต่คนเกาหลีใต้ก็กำลังเจอสถานการณ์คล้ายกัน
เมื่อค่าอาหารและค่าครองชีพสูงขึ้น การกินข้าวนอกบ้านเริ่มกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องคิดมากขึ้น หลายคนจึงหันมาเลือกทางที่ประหยัดกว่า นั่นคือการซื้อ อาหารพร้อมทาน ข้าวกล่อง กับข้าว หรืออาหารสำเร็จรูป จากซูเปอร์มาร์เก็ตกลับไปกินที่บ้าน และนี่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ผู้บริโภคที่น่าจับตา เพราะอาหารพร้อมทานบางรายการมียอดขายเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์
คนยังต้องกิน แต่ "เงินเฟ้อ" ทำให้ต้องเลือกกินมากขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ระบุว่า ตลาดอาหารพร้อมรับประทาน หรือ Ready-to-Eat รวมถึงอาหารสำเร็จรูปประเภทเดลี่ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง
สินค้าที่ขายดีมีตั้งแต่กับข้าว แซนด์วิช ซูชิ สลัด เบเกอรี่ พิซซ่า ไปจนถึงอาหารชุดขนาดเล็ก จุดร่วมสำคัญคือ กินง่าย ราคาไม่แรง และซื้อสะดวก เพราะแม้เงินเฟ้อจะเริ่มชะลอลง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าจะลดลงตามไปด้วย
ข้อมูลทางการของเกาหลีใต้ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2569 เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดลงจาก 3.2% ในเดือนมิถุนายน แต่ราคาสินค้าและบริการยังอยู่ในระดับสูง
โดยราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่หมวดอาหารและที่พักเพิ่มขึ้น 2.8% ส่วนบริการอาหารเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6% พูดง่าย ๆ ก็คือ เงินเฟ้ออาจขึ้นช้าลง แต่ของที่เราเคยซื้อแพงไปแล้ว ไม่ได้กลับมาถูกเหมือนเดิม ผู้บริโภคจึงต้องปรับพฤติกรรม จากเดิมที่อยากกินอะไรก็ซื้อ กลายเป็นต้องถามตัวเองว่า ซื้อแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด
จาก “กินนอกบ้าน” กลายเป็น “ซื้อกลับบ้าน”
ลองนึกภาพคนทำงานในกรุงโซล เลิกงานกลับบ้านเหนื่อย ๆ จะทำอาหารเองก็เสียเวลา สั่งเดลิเวอรีก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือออกไปกินร้านก็แพงขึ้น
ทางเลือกที่อยู่ตรงกลางจึงกลายเป็นอาหารพร้อมทาน แวะซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ซื้อข้าวกล่อง กับข้าว หรืออาหารชุดเล็ก ๆ กลับบ้าน อุ่นแล้วกินได้เลย สะดวกกว่าเข้าครัว และประหยัดกว่าการออกไปกินร้าน
ที่น่าสนใจคือ ตลาดไม่ได้โตเฉพาะในห้างใหญ่ แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลางกำลังกลายเป็นช่องทางสำคัญ เพราะอยู่ใกล้ชุมชนและตอบโจทย์การซื้อแบบ “เอาเท่าที่จำเป็น”
ข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนการเติบโตที่ชัดเจน Emart Everyday มียอดขายอาหารประเภทกับข้าวเพิ่มขึ้นถึง 131% ขณะที่แซนด์วิชเพิ่มขึ้น 74.6% ส่วน GS The Fresh มียอดขายเบเกอรี่เพิ่มขึ้น 112.5% ซูชิเพิ่ม 75% สลัดเพิ่ม 46.1% และกับข้าวเพิ่ม 25.7%
สินค้าที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่ม Simple Meal เป็นอาหารราคาประหยัดที่เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาเพียง 3,900 วอนต่อรายการ กลับมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 465% เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มวางจำหน่าย ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า คนไม่ได้มองหาแค่ “ของถูก” แต่กำลังมองหาอาหารที่คุ้มเงินและเข้ากับชีวิตประจำวัน
สรุปข่าว
เงินเฟ้อพ่นพิษ! เปลี่ยนพฤติกรรมคนเกาหลีใต้ จากกินข้าวนอกบ้าน หันมาซื้อข้าวกล่องและอาหารพร้อมทานจากซูเปอร์มาร์เก็ต
เคยรู้สึกไหมว่า เดี๋ยวนี้กินข้าวนอกบ้านทีหนึ่ง เงินหายไปเยอะกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่คนไทยที่รู้สึกแบบนี้ แต่คนเกาหลีใต้ก็กำลังเจอสถานการณ์คล้ายกัน
เมื่อค่าอาหารและค่าครองชีพสูงขึ้น การกินข้าวนอกบ้านเริ่มกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องคิดมากขึ้น หลายคนจึงหันมาเลือกทางที่ประหยัดกว่า นั่นคือการซื้อ อาหารพร้อมทาน ข้าวกล่อง กับข้าว หรืออาหารสำเร็จรูป จากซูเปอร์มาร์เก็ตกลับไปกินที่บ้าน และนี่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ผู้บริโภคที่น่าจับตา เพราะอาหารพร้อมทานบางรายการมียอดขายเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์
คนยังต้องกิน แต่ "เงินเฟ้อ" ทำให้ต้องเลือกกินมากขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ระบุว่า ตลาดอาหารพร้อมรับประทาน หรือ Ready-to-Eat รวมถึงอาหารสำเร็จรูปประเภทเดลี่ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง
สินค้าที่ขายดีมีตั้งแต่กับข้าว แซนด์วิช ซูชิ สลัด เบเกอรี่ พิซซ่า ไปจนถึงอาหารชุดขนาดเล็ก จุดร่วมสำคัญคือ กินง่าย ราคาไม่แรง และซื้อสะดวก เพราะแม้เงินเฟ้อจะเริ่มชะลอลง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าจะลดลงตามไปด้วย
ข้อมูลทางการของเกาหลีใต้ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2569 เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดลงจาก 3.2% ในเดือนมิถุนายน แต่ราคาสินค้าและบริการยังอยู่ในระดับสูง
โดยราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่หมวดอาหารและที่พักเพิ่มขึ้น 2.8% ส่วนบริการอาหารเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6% พูดง่าย ๆ ก็คือ เงินเฟ้ออาจขึ้นช้าลง แต่ของที่เราเคยซื้อแพงไปแล้ว ไม่ได้กลับมาถูกเหมือนเดิม ผู้บริโภคจึงต้องปรับพฤติกรรม จากเดิมที่อยากกินอะไรก็ซื้อ กลายเป็นต้องถามตัวเองว่า ซื้อแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด
จาก “กินนอกบ้าน” กลายเป็น “ซื้อกลับบ้าน”
ลองนึกภาพคนทำงานในกรุงโซล เลิกงานกลับบ้านเหนื่อย ๆ จะทำอาหารเองก็เสียเวลา สั่งเดลิเวอรีก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือออกไปกินร้านก็แพงขึ้น
ทางเลือกที่อยู่ตรงกลางจึงกลายเป็นอาหารพร้อมทาน แวะซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ซื้อข้าวกล่อง กับข้าว หรืออาหารชุดเล็ก ๆ กลับบ้าน อุ่นแล้วกินได้เลย สะดวกกว่าเข้าครัว และประหยัดกว่าการออกไปกินร้าน
ที่น่าสนใจคือ ตลาดไม่ได้โตเฉพาะในห้างใหญ่ แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลางกำลังกลายเป็นช่องทางสำคัญ เพราะอยู่ใกล้ชุมชนและตอบโจทย์การซื้อแบบ “เอาเท่าที่จำเป็น”
ข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนการเติบโตที่ชัดเจน Emart Everyday มียอดขายอาหารประเภทกับข้าวเพิ่มขึ้นถึง 131% ขณะที่แซนด์วิชเพิ่มขึ้น 74.6% ส่วน GS The Fresh มียอดขายเบเกอรี่เพิ่มขึ้น 112.5% ซูชิเพิ่ม 75% สลัดเพิ่ม 46.1% และกับข้าวเพิ่ม 25.7%
สินค้าที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่ม Simple Meal เป็นอาหารราคาประหยัดที่เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาเพียง 3,900 วอนต่อรายการ กลับมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 465% เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มวางจำหน่าย ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า คนไม่ได้มองหาแค่ “ของถูก” แต่กำลังมองหาอาหารที่คุ้มเงินและเข้ากับชีวิตประจำวัน
คนอยู่คนเดียวมากขึ้น ตลาดอาหารก็ต้องเปลี่ยน
อีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดอาหารพร้อมทานโต คือโครงสร้างครัวเรือนของเกาหลีใต้ที่เปลี่ยนไป ครัวเรือนคนเดียวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การซื้ออาหารสำหรับครอบครัวใหญ่ไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่เท่าเดิม เมื่ออยู่คนเดียว อาหารหนึ่งมื้อก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเยอะ
แพ็กใหญ่เกินไปก็เหลือ ทำอาหารเองก็ใช้เวลา ขณะที่การสั่งอาหารมาหนึ่งชุดอาจมีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น ดังนั้นอาหารกล่องเล็ก ๆ กับข้าวหนึ่งหรือสองอย่าง หรือเมนูที่กินได้ทันที จึงตอบโจทย์มากกว่า
นี่ทำให้ “อาหารพร้อมทาน” ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับทั้ง ค่าครองชีพและการเปลี่ยนแปลงของสังคม เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน ผู้ค้าปลีกก็ต้องเปลี่ยนตาม ทั้งการเพิ่มสินค้าแบบประหยัด ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ และออกแบบเมนูให้เหมาะกับการกินคนเดียว
แล้วไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?
ตรงนี้เองที่กลายเป็นโอกาสของประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล มองว่า เทรนด์อาหารพร้อมทานในเกาหลีใต้เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะไทยมีจุดแข็งด้านอาหารอยู่แล้ว
แต่การจะเข้าไปขายตลาดนี้ ไม่ใช่แค่เอาอาหารไทยไปวางขายแล้วจบ ต้อง “ออกแบบอาหารไทยใหม่ให้เข้ากับตลาดเกาหลี” ขนาดต้องเหมาะกับการกินคนเดียว ราคาไม่สูงจนเกินไป บรรจุภัณฑ์ต้องสะดวก และรสชาติอาจต้องปรับให้เข้ากับความชอบของผู้บริโภคเกาหลี
พูดง่าย ๆ คือ ไม่ใช่แค่ขาย “อาหารไทย” แต่ต้องขายอาหารไทยที่เข้ากับวิถีชีวิตคนเกาหลี และตลาดนี้ก็ไม่ใช่ตลาดใหม่สำหรับไทยเสียทีเดียว
ข้อมูลจาก Krungsri Research ระบุว่า ในปี 2024 อุตสาหกรรมอาหาร Ready-to-Eat ของไทย ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก มีปริมาณรวมประมาณ 531,800 ตัน มูลค่าประมาณ 2.4 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่ไทยส่งออกอาหาร Ready-to-Eat ประมาณ 250,700 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 842 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่าไทยมีทั้งวัตถุดิบ ผู้ผลิต และประสบการณ์ในตลาดอาหารพร้อมทานอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อ คือ ขยายตลาดและปรับสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละประเทศ
เงินเฟ้อเปลี่ยนชีวิต และกำลังเปลี่ยนธุรกิจอาหาร
เรื่องของเกาหลีใต้จึงน่าสนใจมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องอาหาร แต่กำลังบอกว่า เงินเฟ้อสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ เมื่อของแพงขึ้น คนยังต้องกินเหมือนเดิม แต่จะเลือกกินแบบใหม่
จากกินมื้อใหญ่เป็นมื้อเล็ก จากร้านอาหารเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต จากซื้อเยอะเป็นซื้อเท่าที่จำเป็น และจาก “อยากกินอะไร” กลายเป็น “อะไรคุ้มที่สุด” นี่คือโจทย์ใหม่ของธุรกิจอาหารทั่วโลก
และสำหรับไทย นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญ เพราะอาหารพร้อมทานของไทยมีพื้นฐานอยู่แล้ว ถ้าเราทำให้ อร่อย สะดวก ราคาเข้าถึงง่าย และตรงกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ได้ สิ่งที่เริ่มต้นจากวิกฤตค่าครองชีพของเกาหลีใต้ ก็อาจกลายเป็นโอกาสส่งออกครั้งใหม่ของอาหารไทยได้เช่นกัน
- พิษเงินเฟ้อ คนเกาหลีใต้ประหยัด แห่ซื้อ “อาหารพร้อมทาน” ยอดขายพุ่ง
- ทำไมจีนต้องซื้อ "ข้าวไทย" ส่งออก 5 แสนตัน โอกาสทองของใคร?
- “เกาหลีใต้” ส่งออกชิปพุ่งกว่าร้อยละ 200
- ไทยสู้ศึก EV ชิงศูนย์กลางภูมิภาค เร่งปรับโครงสร้าง "ภาษีรถยนต์"
- เป้ารัฐบาลไทย ดัน "หุ้นไทย" พุ่งทะลุ 2,000 จุด เพื่ออะไร? คนไทยจะได้อะไร?
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
