"ทรัมป์" ขึ้นภาษีโดรน 100% สกัดจีนครองตลาด!

Share on Line Share on Facebook Share on X

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนบางประเภทในอัตราสูงสุด หรือ 100% ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2026 ตามคำประกาศที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เพื่อแก้ปัญหาการพึ่งพาสินค้านำเข้าและสร้างห่วงโซ่อุปทานโดรนภายในประเทศ

มาตรการนี้ไม่ได้เก็บภาษีโดรนทุกประเภทในอัตรา 100% แต่แบ่งอัตราตามน้ำหนักและขีดความสามารถของอากาศยานไร้คนขับ โดรนที่มีน้ำหนักขึ้นบินสูงสุดมากกว่า 25 กิโลกรัม โดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพความร้อน แท่นจอดหรือสถานีควบคุมโดรนอัตโนมัติ รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญบางประเภท ถูกเก็บภาษีนำเข้า 100% เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า สามารถนำไปใช้ในภารกิจทางทหาร การเฝ้าระวัง และการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้

ส่วนโดรนขนาดเล็กซึ่งมีน้ำหนักขึ้นบินไม่เกิน 25 กิโลกรัม และไม่มีความสามารถที่อ่อนไหวด้านความมั่นคง ถูกเก็บภาษีร้อยละ 25 ขณะที่ชิ้นส่วนโดรนทั่วไปบางประเภทจะถูกเก็บภาษีร้อยละ 25 ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2027 เพื่อให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ มีเวลาขยายกำลังการผลิต

สรุปข่าว

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าโดรนสูงสุด หวังลดการพึ่งพาจีนและเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ หลังโดรนกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญทั้งในสงคราม งานสำรวจ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่โดรนขนาดเล็กถูกเก็บภาษีด้วย

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนบางประเภทในอัตราสูงสุด หรือ 100% ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2026 ตามคำประกาศที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เพื่อแก้ปัญหาการพึ่งพาสินค้านำเข้าและสร้างห่วงโซ่อุปทานโดรนภายในประเทศ

มาตรการนี้ไม่ได้เก็บภาษีโดรนทุกประเภทในอัตรา 100% แต่แบ่งอัตราตามน้ำหนักและขีดความสามารถของอากาศยานไร้คนขับ โดรนที่มีน้ำหนักขึ้นบินสูงสุดมากกว่า 25 กิโลกรัม โดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพความร้อน แท่นจอดหรือสถานีควบคุมโดรนอัตโนมัติ รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญบางประเภท ถูกเก็บภาษีนำเข้า 100% เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า สามารถนำไปใช้ในภารกิจทางทหาร การเฝ้าระวัง และการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้

ส่วนโดรนขนาดเล็กซึ่งมีน้ำหนักขึ้นบินไม่เกิน 25 กิโลกรัม และไม่มีความสามารถที่อ่อนไหวด้านความมั่นคง ถูกเก็บภาษีร้อยละ 25 ขณะที่ชิ้นส่วนโดรนทั่วไปบางประเภทจะถูกเก็บภาษีร้อยละ 25 ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2027 เพื่อให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ มีเวลาขยายกำลังการผลิต

นอกจากนี้ สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีพิเศษสำหรับสินค้าจากพันธมิตร หากฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีส่วนใหญ่มาจากประเทศที่กำหนด โดยโดรนจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ จะเสียภาษีไม่เกินร้อยละ 15 ขณะที่สินค้าจากสหราชอาณาจักรจะเสียภาษีร้อยละ 10 

แม้มาตรการครอบคลุมโดรนจากหลายประเทศ แต่จีนถือเป็นเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากมีบทบาทครองตลาดโลก โดย DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่จากจีน มีส่วนแบ่งตลาดโดรนทั่วโลกมากกว่า 2 ใน 3 

รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า การพึ่งพาโดรนและชิ้นส่วนจากจีนมากเกินไป อาจทำให้กองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเผชิญความเสี่ยง หากเกิดปัญหาการตัดส่งสินค้า การโจมตีทางไซเบอร์ หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

โดรนยังมีความสำคัญต่อสงครามยุคใหม่อย่างชัดเจน จากบทบาทในสงครามยูเครน ทั้งการลาดตระเวน ระบุเป้าหมาย ขนส่งอุปกรณ์ และโจมตีด้วยต้นทุนต่ำ ทำให้การผลิตโดรนและชิ้นส่วนภายในประเทศถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางอุตสาหกรรม

นอกจากขึ้นภาษีแล้ว คำประกาศยังเปิดทางให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จัดทำมาตรการลดภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโดรนหรือชิ้นส่วนแห่งใหม่ในสหรัฐฯ หวังดึงการผลิตกลับประเทศและสร้างผู้ผลิตท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันกับจีนได้

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ภาษีที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนโดรนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น กระทบผู้ใช้งานทั้งภาคเกษตร งานก่อสร้าง การถ่ายภาพ การตรวจสอบระบบไฟฟ้า ตำรวจ และหน่วยกู้ภัย เนื่องจากผู้ผลิตสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพามอเตอร์ แบตเตอรี่ กล้อง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ

ด้านจีนคัดค้านมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าจะรบกวนห่วงโซ่อุปทานโดรนโลกและทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรม ขณะที่ DJI ซึ่งถูกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีบริษัทจีนที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพมาตั้งแต่ปี 2022 ยังคงโต้แย้งการถูกจัดอยู่ในบัญชีดังกล่าว

มาตรการภาษีครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงสงครามการค้า แต่เป็นการแข่งขันเพื่อควบคุมเทคโนโลยีที่มีความสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยสหรัฐฯ ยอมรับความเสี่ยงเรื่องราคาที่สูงขึ้นในระยะสั้น เพื่อแลกกับการลดการพึ่งพาจีนและสร้างอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศในระยะยาว 

ที่มาข้อมูล : https://uk.finance.yahoo.com/news/china-slaps-export-controls-us-132727768.html

ที่มารูปภาพ : -