ทรัมป์ปิดดีลขาย F-35 ให้ซาอุดีอาระเบีย 48 ลำ เหตุใดเรื่องนี้จึงเป็นที่ถกเถียง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทรัมป์ปิดดีลขาย F-35 ให้ซาอุดีอาระเบีย 48 ลำ เหตุใดเรื่องนี้จึงเป็นที่ถกเถียง?
คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติการขายเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 48 ลำให้กับซาอุดีอาระเบีย นับเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ต่อซาอุดีอาระเบียและภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลจากบรรดาสมาชิกสภาคองเกรส

ทำไมการขาย F-35 ให้ซาอุดีอาระเบีย จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงอย่างมาก?

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศดีลขายเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 48 ลำให้กับซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า การขายครั้งนี้จะช่วยสนับสนุน “นโยบายต่างประเทศและเป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ” พร้อมชี้ว่า ดีลดังกล่าวจะช่วยยกระดับความมั่นคงให้กับพันธมิตรนอกกลุ่มนาโต ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อเสถียรภาพทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอ่าว

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังย้ำด้วยว่า “การเสนอขายยุทโธปกรณ์และการสนับสนุนดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพทางทหารในภูมิภาค”

อย่างไรก็ตาม ดีลขายเครื่องบินรบครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ซาอุดีอาระเบียกำลังต่อสู้กับกลุ่มฮูตีในเยเมน โดยกลุ่มฮูตีได้เข้ายึดครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงจากกองกำลังรัฐบาลที่ซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุน

ขณะเดียวกัน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียได้ทรงกดดันให้ทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮูตี แต่ที่ผ่านมาทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมโดยตรง

ที่จริงแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียต้องการครอบครองหนึ่งในเครื่องบินรบสมรรถนะสูงที่สุดของโลกอย่าง F-35 ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี Stealth หรือเทคโนโลยีล่องหน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากฝ่ายศัตรู

แต่ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะขาย F-35 ให้กับซาอุดีอาระเบียมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเนื่องจากสหรัฐฯ จัดหา F-35 ให้กับพันธมิตรหลักอย่างอิสราเอล ซึ่งภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ อิสราเอลได้รับหลักประกันว่าจะสามารถเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่มีขีดความสามารถเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

สรุปข่าว

คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อนุมัติการขายเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 48 ลำให้กับซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญและสร้างความถกเถียงอย่างมากในสหรัฐฯ การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความกังวลแก่สมาชิกสภาคองเกรส เนื่องจากอาจกระทบต่อดุลอำนาจทางทหารของอิสราเอลในภูมิภาค ซึ่งตามกฎหมายสหรัฐฯ ควรมีอาวุธที่เหนือกว่าเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าเทคโนโลยีล่องหนของ F-35 อาจรั่วไหลไปถึงจีน เนื่องจากความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับจีน รวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการสังหารนักข่าวจามาล คาชอกกี และบทบาทของซาอุดีอาระเบียในสงครามเยเมน แม้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะชี้แจงว่าดีลนี้สนับสนุนนโยบายต่างประเทศและจะไม่ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพทางทหารในภูมิภาค แต่สภาคองเกรสยังมีเวลา 30 วันในการพิจารณาขัดขวางข้อตกลงมูลค่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์นี้
คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติการขายเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 48 ลำให้กับซาอุดีอาระเบีย นับเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ต่อซาอุดีอาระเบียและภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลจากบรรดาสมาชิกสภาคองเกรส

ทำไมการขาย F-35 ให้ซาอุดีอาระเบีย จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงอย่างมาก?

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศดีลขายเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 48 ลำให้กับซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า การขายครั้งนี้จะช่วยสนับสนุน “นโยบายต่างประเทศและเป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ” พร้อมชี้ว่า ดีลดังกล่าวจะช่วยยกระดับความมั่นคงให้กับพันธมิตรนอกกลุ่มนาโต ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อเสถียรภาพทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอ่าว

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังย้ำด้วยว่า “การเสนอขายยุทโธปกรณ์และการสนับสนุนดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพทางทหารในภูมิภาค”

อย่างไรก็ตาม ดีลขายเครื่องบินรบครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ซาอุดีอาระเบียกำลังต่อสู้กับกลุ่มฮูตีในเยเมน โดยกลุ่มฮูตีได้เข้ายึดครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงจากกองกำลังรัฐบาลที่ซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุน

ขณะเดียวกัน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียได้ทรงกดดันให้ทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮูตี แต่ที่ผ่านมาทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมโดยตรง

ที่จริงแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียต้องการครอบครองหนึ่งในเครื่องบินรบสมรรถนะสูงที่สุดของโลกอย่าง F-35 ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี Stealth หรือเทคโนโลยีล่องหน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากฝ่ายศัตรู

แต่ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะขาย F-35 ให้กับซาอุดีอาระเบียมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเนื่องจากสหรัฐฯ จัดหา F-35 ให้กับพันธมิตรหลักอย่างอิสราเอล ซึ่งภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ อิสราเอลได้รับหลักประกันว่าจะสามารถเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่มีขีดความสามารถเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

การที่ทรัมป์อนุมัติขาย F-35 ให้กับซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ จึงสร้างความไม่สบายใจให้กับสมาชิกสภาคองเกรส โดยสภาคองเกรสจะมีเวลา 30 วันในการยกเลิก หรือพยายามขัดขวางดีลขายอาวุธมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 8 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้ซาอุดีอาระเบียนับเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอาวุธสหรัฐฯ เลยก็ว่าได้

ราชา คริชนามูรตี สส.พรรคเดโมแครตจากรัฐอิลลินอยส์ เป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านดีลการขายดังกล่าว โดยเตือนว่า “เรื่องนี้อาจทำให้เทคโนโลยีทางการทหารที่ล้ำค่าและสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ตกอยู่ในระยะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถเข้าถึงได้” เช่นเดียวกับสมาชิกสภาคองเกรสอีกหลายคนที่แสดงความกังวลในประเด็นนี้

เนื่องจากภายใต้ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับจีน มีความกังวลว่า ซาอุดีอาระเบียอาจมีการแบ่งปันข้อมูลหรือเทคโนโลยีสำคัญให้กับจีนด้วย

อีกหนึ่งความกังวลของสภาคองเกรส คือ การจำหน่ายอาวุธให้กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหาร จามาล คาชอกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 2018

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มีความใกล้ชิดกัน โดยมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียเคยเสด็จเยือนทำเนียบขาวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และทั้งสองยังเคยพบกันก่อนหน้านั้นที่กรุงริยาด ซึ่งมีการลงนามข้อตกลงซื้อขายอาวุธหลากหลายชนิด มูลค่ารวมกว่า 142,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4.7 ล้านล้านบาท นับเป็นข้อตกลงขายอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และรวมถึง F-35 จำนวน 48 ลำนี้ด้วย

จำนวนดังกล่าวเกือบเทียบเท่ากับฝูงบินของอิสราเอล ซึ่งมี F-35 อยู่ในครอบครอง 50 ลำเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า อิสราเอลจะจัดหาเครื่องบินรบรุ่นนี้เพิ่มอีก 1 ฝูงบิน ซึ่งหมายความว่า จำนวนเครื่องบินรบ F-35 ของอิสราเอลจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 ลำ หรือประมาณ 2 เท่าจากจำนวนที่มีอยู่เดิม

สำหรับ F-35A ซึ่งผลิตโดย Lockheed Martin มีมูลค่าประมาณลำละ 82.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2,700 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยพิจารณาที่จะขายเครื่องบินรบรุ่นนี้ให้กับซาอุดีอาระเบียมาแล้วเช่นกัน หากซาอุดีอาระเบียยอมสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลเข้าสู่ระดับปกติ

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters