ญี่ปุ่นกับ “มัสยิด” อยู่ร่วมกันได้หรือไม่? ทำไมคนญี่ปุ่นต่อต้าน?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ญี่ปุ่นกับ “มัสยิด”  อยู่ร่วมกันได้หรือไม่?  ทำไมคนญี่ปุ่นต่อต้าน?

พื้นที่ทุ่งหญ้ากว้างแห่งหนึ่งที่เมืองฟูจิซาวะ ในจังหวัดคานากาวะของญี่ปุ่น ในอีกไม่ช้ากำลังจะกลายเป็นที่ตั้งของ “มัสยิด” แห่งแรกในเมืองนี้ แต่มันกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในเมือง รู้สึกว่าการสร้างมัสยิดจะทำให้เมืองของพวกเขาเปลี่ยนไปและไม่เหมือนเดิมอีกเลย

แผนการก่อสร้างมัสยิดในเมืองฟูจิซาวะ เมืองชายทะเลอันเงียบสงบซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางใต้ราว 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์ กำลังจุดกระแสความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความโกรธ ความไม่พอใจ ตลอดจนความหวังและการยอมรับ สะท้อนให้เห็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานจากจำนวนประชากรที่ลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย

แม้การย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง และญี่ปุ่นยังมีนโยบายที่ค่อนข้างเข้มงวด แต่ประเทศต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้นเพื่อเติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดแคลน ต้องยอมรับว่าสิ่งที่จะตามมานอกจากการรับแรงงานต่างชาติ ยังหมายถึงการเข้ามาของผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต รวมไปถึง “ศาสนา”

ดังนั้น การถกเถียงที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองอย่างฟูจิซาวะและอีกหลายพื้นที่ทั่วญี่ปุ่น จึงเป็นการตั้งคำถามถึงแก่นอัตลักษณ์ของประเทศว่า ญี่ปุ่นกำลังมองตัวเองอย่างไรในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง 

โนริโกะ อิซุมิซาวะ ผู้อยู่อาศัยในเมืองฟูจิซาวะมายาวนาน กล่าวว่า การสร้างมัสยิดทำให้เธอกังวลว่าชุมชนอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรต่อจากนี้ แต่อิซุมิซาวะไม่ได้รู้สึกเช่นนี้เพียงคนเดียว เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวเมืองฟูจิซาวะที่กังวลต่อการปรากฏตัวของชุมชนชาวมุสลิมที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เธอกล่าวด้วยว่า การถกเถียงที่แบ่งขั้วเกี่ยวกับผู้อพยพในสหรัฐฯ และยุโรป ก็มีส่วนทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเช่นกันว่าสักวันหนึ่งญี่ปุ่นก็จะเป็นเช่นนั้น 

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เกิดการประท้วงต่อต้านมัสยิดบริเวณสถานีรถไฟในท้องถิ่นของเมืองฟูจิซาวะ โดยมีผู้คนหลายพันคนออกมาคัดค้านโครงการก่อสร้าง บางคนมองว่าการสร้างมัสยิดแห่งนี้ที่มีขนาดใหญ่กว่าศาลเจ้าชินโตของญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้เคียงเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ดังกล่าว

สรุปข่าว

ญี่ปุ่นจะสร้าง “มัสยิด” แห่งแรกของเมืองฟูจิซาวะ นำไปสู่การถกเถียงและประท้วงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของประเทศ แล้วญี่ปุ่นจะยอมปรับตัวเพื่อความหลากหลายที่กำลังเข้ามาหรือไม่ ?

พื้นที่ทุ่งหญ้ากว้างแห่งหนึ่งที่เมืองฟูจิซาวะ ในจังหวัดคานากาวะของญี่ปุ่น ในอีกไม่ช้ากำลังจะกลายเป็นที่ตั้งของ “มัสยิด” แห่งแรกในเมืองนี้ แต่มันกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในเมือง รู้สึกว่าการสร้างมัสยิดจะทำให้เมืองของพวกเขาเปลี่ยนไปและไม่เหมือนเดิมอีกเลย

แผนการก่อสร้างมัสยิดในเมืองฟูจิซาวะ เมืองชายทะเลอันเงียบสงบซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางใต้ราว 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์ กำลังจุดกระแสความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความโกรธ ความไม่พอใจ ตลอดจนความหวังและการยอมรับ สะท้อนให้เห็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานจากจำนวนประชากรที่ลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย

แม้การย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง และญี่ปุ่นยังมีนโยบายที่ค่อนข้างเข้มงวด แต่ประเทศต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้นเพื่อเติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดแคลน ต้องยอมรับว่าสิ่งที่จะตามมานอกจากการรับแรงงานต่างชาติ ยังหมายถึงการเข้ามาของผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต รวมไปถึง “ศาสนา”

ดังนั้น การถกเถียงที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองอย่างฟูจิซาวะและอีกหลายพื้นที่ทั่วญี่ปุ่น จึงเป็นการตั้งคำถามถึงแก่นอัตลักษณ์ของประเทศว่า ญี่ปุ่นกำลังมองตัวเองอย่างไรในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง 

โนริโกะ อิซุมิซาวะ ผู้อยู่อาศัยในเมืองฟูจิซาวะมายาวนาน กล่าวว่า การสร้างมัสยิดทำให้เธอกังวลว่าชุมชนอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรต่อจากนี้ แต่อิซุมิซาวะไม่ได้รู้สึกเช่นนี้เพียงคนเดียว เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวเมืองฟูจิซาวะที่กังวลต่อการปรากฏตัวของชุมชนชาวมุสลิมที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เธอกล่าวด้วยว่า การถกเถียงที่แบ่งขั้วเกี่ยวกับผู้อพยพในสหรัฐฯ และยุโรป ก็มีส่วนทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเช่นกันว่าสักวันหนึ่งญี่ปุ่นก็จะเป็นเช่นนั้น 

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เกิดการประท้วงต่อต้านมัสยิดบริเวณสถานีรถไฟในท้องถิ่นของเมืองฟูจิซาวะ โดยมีผู้คนหลายพันคนออกมาคัดค้านโครงการก่อสร้าง บางคนมองว่าการสร้างมัสยิดแห่งนี้ที่มีขนาดใหญ่กว่าศาลเจ้าชินโตของญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้เคียงเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ดังกล่าว

ผู้อพยพ ปะทะ อัตลักษณ์ญี่ปุ่น

การสร้างมัสยิดแห่งแรกของเมืองฟูจิซาวะ ทำให้ไม่ใช่คนในเมืองนี้แต่ทั่วทั้งญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับคำถามเรื่องอัตลักษณ์ของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่

ศาสตราจารย์ฮิโรฟุมิ ทานาดะ จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามในญี่ปุ่น ระบุว่า จำนวนชาวมุสลิมในญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาอิสลาม อยู่ที่ประมาณ 420,000 คน จากเมื่อช่วงสิ้นปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากราว 230,000 คนในปี 2019 จำนวนชาวมุสลิมที่เพิ่มขึ้นยังสะท้อนแนวโน้มที่ใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ โดยประชากรต่างชาติในญี่ปุ่นมีจำนวนมากกว่า 4 ล้านคนในปี 2025 แต่ในปีเดียวกัน ประชากรญี่ปุ่นจริงๆ กลับลดลงเกือบ 1 ล้านคน

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงการนิยามประเทศว่าเป็น “ประเทศผู้อพยพ” ในขณะที่นายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ซึ่งมีจุดยืนที่ค่อนข้างต่อต้านการรับผู้อพยพจำนวนมาก รัฐบาลของเธอตัดสินใจขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติถึง 5 เท่า หลังจากไม่ได้ปรับขึ้นมานานเกือบ 50 ปี นอกจากนี้รัฐบาลกำลังวางแผนเพิ่มบุคลากรในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 230 คน เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินการกับชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดวีซ่า และอาจมีการนำมาตรการจำกัดจำนวนเพื่อบริหารจำนวนชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศ

เมื่อชุมชนผู้อพยพปรากฏให้เห็นมากขึ้น ญี่ปุ่นจึงกำลังถูกบีบให้เผชิญหน้ากับคำถามที่ประเทศพยายามหลีกเลี่ยงตอบมาเป็นเวลานานว่า…

ญี่ปุ่นจะสามารถรับมือกับความหลากหลายที่มากขึ้นแต่ขณะเดียวกันก็ยังรักษาอัตลักษณ์ของสังคมเอาไว้ได้หรือไม่ ?

ซึ่งย้อนกลับไปที่เมืองฟูจิซาวะชาวบ้านบางคนมองว่า แม้ตัวเองจะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านลบกับเพื่อนบ้านชาวมุสลิมแต่ในความจริงแล้วพวกเขาอาจจะแค่กลัวในสิ่งใหม่ที่ตัวเองยังไม่รู้จักดีพอ

แล้วชีวิตชาวมุสลิมในญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ?

โมฮัมเหม็ด โมฮีดีน นักธุรกิจวัย 39 ปี อาศัย ผู้ที่อยู่ในเมืองโอซากามานาน เขาเดินทางจากศรีลังกาบ้านเกิดมายังญี่ปุ่นในปี 1987 เพื่อหาโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้นในช่วงเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเฟื่องฟูและในช่วงเวลานั้นที่ญี่ปุ่นยังมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศน้อยกว่าปัจจุบันมาก

โมฮีดีน รู้สึกว่าเมื่อเทียบกับอดีต ผู้คนในท้องถิ่นมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิมมากขึ้น และเริ่มพูดจาทำร้ายจิตใจทั้งบนโลกออนไลน์และในชีวิตจริง เขาเล่ากับ BBC ว่า ในโซเชียลมีเดีย มีความคิดเห็นมากมาย เช่น ให้พวกเขาออกไปจากญี่ปุ่น หรือ กลับประเทศของคุณไป แต่แม้โลกออนไลน์จะมีความคิดเห็นมากมาย แต่โมฮีดีนก็ไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองตกอยู่ในอันตรายเมื่ออยู่ในญี่ปุ่น เพราะเขายังสามารถเดินทางไปมัสยิดในโอซากาเป็นประจำทุกวันเพื่อประกอบศาสนกิจและทำหน้าที่อื่น ๆ ในฐานะสมาชิกชุมชนมุสลิม

โมฮีดีน กล่าวด้วยว่าแม้เขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านมานานหลายปี แต่เขาสังเกตเห็นว่าทัศนคติที่มีต่อชาวมุสลิมเปลี่ยนแปลงไปในช่วงหลัง จนเหมือนกับว่า “ตอนนี้ผู้คนหวาดกลัวพวกเขา (ชาวมุสลิม)”

ขณะที่ ชาคีล โมฮัมเหม็ด วัย 61 ปี เป็นตัวแทนของมัสยิดยาชิโอะ ในจังหวัดไซตามะมานานกว่าทศวรรษ เขาเคยทำงานเป็นหัวหน้าควบคุมงานก่อสร้างเป็นเวลา 26 ปี หลังย้ายจากปากีสถานมายังญี่ปุ่น และสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว

โมฮัมเหม็ดกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามกฎของญี่ปุ่น ตั้งแต่การคัดแยกขยะ การปฏิบัติตามกฎหมายจราจรและกฎการจอดรถ ไปจนถึงการสวมหมวกกันน็อกขณะขี่จักรยาน เขากล่าวว่า ตัวเขาในฐานะชาวมุสลิมพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเคารพวิถีปฏิบัติของญี่ปุ่นและทำตามกฎระเบียบ มารยาทก็สำคัญเช่นกัน แม้แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างการทักทายกัน แต่ก็ยอมรับว่ายังมีชาวต่างชาติอีกมากซึ่งเขายกตัวอย่างเป็นชาวมุสลิมจากปากีสถานบางคนที่ประพฤติตัวไม่ดี แต่พวกเขาเป็นเพียงคนส่วนน้อย และเช่นเดียวกัน คนญี่ปุ่นก็มีคนที่ประพฤติตัวไม่ดีอยู่บ้างเช่นกัน

ที่มาข้อมูล : BBC

ที่มารูปภาพ : AFP