
ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากา, จังหวัดฟุกุโอกะ และจังหวัดไอจิ แสดงความสนใจให้จังหวัดของตนได้รับการกำหนดสถานะเป็น “เมืองหลวงแห่งที่ 2” ของญี่ปุ่น หลังรัฐสภาผ่านร่างกฎหมายเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่าน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะย้ายภารกิจด้านการบริหารที่สำคัญของประเทศออกจากกรุงโตเกียว หากเมืองหลวงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยที่ยังมีรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดอื่น ๆ อีกที่อาจเดินหน้าขอรับสถานะดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากกฎหมายใหม่ญี่ปุ่นเปิดทางให้สามารถกำหนดพื้นที่มากกว่า 1 แห่งเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 ได้
ฮิโรฟุมิ โยชิมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากา แสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้โอซากาได้รับการรับรองเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 โดยเขากล่าวว่า พื้นที่ศูนย์กลางเหล่านี้ในโอซากาจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของญี่ปุ่น นอกจากนี้ เขายังมีเป้าหมายจัดการลงประชามติในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเกี่ยวกับแผนสร้าง “มหานครโอซากา” โดยมีแนวคิดยกเลิกเมืองโอซากาในรูปแบบปัจจุบัน และจัดตั้งเขตปกครองพิเศษหลายเขตขึ้นมาแทน
ขณะที่จังหวัดคู่แข่งอย่าง จังหวัดฟุกุโอกะ ก็ตั้งเป้าขอสถานะเมืองหลวงแห่งที่ 2 ด้วยการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นของฟุกุโอกะและเมืองคิตะคิวชู โดย เซทาโร ฮัตโตริ ผู้ว่าราชการจังหวัดฟุกุโอกะ ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าสู่เป้าหมายในการได้รับสถานะเป็นเมืองหลวงสำรอง ด้วยการทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ รวมถึงความร่วมมือกับภาคธุรกิจท้องถิ่นด้วย
ส่วน ฮิเดอากิ โอมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ อีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญ มองว่า จังหวัดไอจิและเมืองนาโกยามีองค์ประกอบและความพร้อมทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 พร้อมระบุว่า ตัวเขาเอง (ผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ) เป็นคนแรกในประเทศที่ยื่นขอรับการรับรองดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหา การกระจุกตัวของประชากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และหน่วยงานด้านการบริหารที่กระจุกไว้ในกรุงโตเกียวมากเกินไป โดยการคัดเลือกเมืองหลวงแห่งที่ 2 จะดูจากจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ นอกจากนี้เกณฑ์การพิจารณายังรวมถึง การมีหน่วยงานรัฐบาลตั้งอยู่ในเมือง จำนวนประชากรของเมืองนั้น ตลอดจนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย
แต่อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญคือ จังหวัดที่จะได้รับการกำหนดสถานะเป็นเมืองหลวงสำรองจะต้องมี โครงสร้างการบริหารที่พร้อมทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 โดยอาจเป็นการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ ขณะที่สิทธิประโยชน์ที่เมืองหลวงสำรองนี้จะได้รับอาจประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ในด้านมาตรการจูงใจด้านภาษีและการผ่อนคลายกฎระเบียบบางประการ
นอกจาก 3 จังหวัดที่กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งคู่แข่งที่น่าจับตามองอย่าง “จังหวัดฮอกไกโด” ที่กำลังมีการหารือในประเด็นนี้ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองซัปโปโร เช่นเดียวกับที่ “จังหวัดมิยางิ” ที่ดูเหมือนว่ากำลังให้ความสนใจกับการเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 และกำลังเร่งการดำเนินงานที่จำเป็นหากสามารถผลักดันให้สำเร็จได้
สรุปข่าว
ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากา, จังหวัดฟุกุโอกะ และจังหวัดไอจิ แสดงความสนใจให้จังหวัดของตนได้รับการกำหนดสถานะเป็น “เมืองหลวงแห่งที่ 2” ของญี่ปุ่น หลังรัฐสภาผ่านร่างกฎหมายเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่าน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะย้ายภารกิจด้านการบริหารที่สำคัญของประเทศออกจากกรุงโตเกียว หากเมืองหลวงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยที่ยังมีรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดอื่น ๆ อีกที่อาจเดินหน้าขอรับสถานะดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากกฎหมายใหม่ญี่ปุ่นเปิดทางให้สามารถกำหนดพื้นที่มากกว่า 1 แห่งเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 ได้
ฮิโรฟุมิ โยชิมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากา แสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้โอซากาได้รับการรับรองเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 โดยเขากล่าวว่า พื้นที่ศูนย์กลางเหล่านี้ในโอซากาจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของญี่ปุ่น นอกจากนี้ เขายังมีเป้าหมายจัดการลงประชามติในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเกี่ยวกับแผนสร้าง “มหานครโอซากา” โดยมีแนวคิดยกเลิกเมืองโอซากาในรูปแบบปัจจุบัน และจัดตั้งเขตปกครองพิเศษหลายเขตขึ้นมาแทน
ขณะที่จังหวัดคู่แข่งอย่าง จังหวัดฟุกุโอกะ ก็ตั้งเป้าขอสถานะเมืองหลวงแห่งที่ 2 ด้วยการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นของฟุกุโอกะและเมืองคิตะคิวชู โดย เซทาโร ฮัตโตริ ผู้ว่าราชการจังหวัดฟุกุโอกะ ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าสู่เป้าหมายในการได้รับสถานะเป็นเมืองหลวงสำรอง ด้วยการทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ รวมถึงความร่วมมือกับภาคธุรกิจท้องถิ่นด้วย
ส่วน ฮิเดอากิ โอมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ อีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญ มองว่า จังหวัดไอจิและเมืองนาโกยามีองค์ประกอบและความพร้อมทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 พร้อมระบุว่า ตัวเขาเอง (ผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ) เป็นคนแรกในประเทศที่ยื่นขอรับการรับรองดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหา การกระจุกตัวของประชากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และหน่วยงานด้านการบริหารที่กระจุกไว้ในกรุงโตเกียวมากเกินไป โดยการคัดเลือกเมืองหลวงแห่งที่ 2 จะดูจากจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ นอกจากนี้เกณฑ์การพิจารณายังรวมถึง การมีหน่วยงานรัฐบาลตั้งอยู่ในเมือง จำนวนประชากรของเมืองนั้น ตลอดจนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย
แต่อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญคือ จังหวัดที่จะได้รับการกำหนดสถานะเป็นเมืองหลวงสำรองจะต้องมี โครงสร้างการบริหารที่พร้อมทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 โดยอาจเป็นการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ ขณะที่สิทธิประโยชน์ที่เมืองหลวงสำรองนี้จะได้รับอาจประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ในด้านมาตรการจูงใจด้านภาษีและการผ่อนคลายกฎระเบียบบางประการ
นอกจาก 3 จังหวัดที่กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งคู่แข่งที่น่าจับตามองอย่าง “จังหวัดฮอกไกโด” ที่กำลังมีการหารือในประเด็นนี้ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองซัปโปโร เช่นเดียวกับที่ “จังหวัดมิยางิ” ที่ดูเหมือนว่ากำลังให้ความสนใจกับการเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 และกำลังเร่งการดำเนินงานที่จำเป็นหากสามารถผลักดันให้สำเร็จได้
- คะแนนนิยม “ทาคาอิจิ” ลดต่ำที่สุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
- ญี่ปุ่นเตรียมปลูกถ่ายไตหมู ให้ทารกในครรภ์ ประเทศไทยร่วมโครงการด้วย
- ทำไมแค่ "ขนหน้าแข้งผู้ชาย" ถึงถูกมองว่าเป็นการคุกคาม หลังญี่ปุ่นรณรงค์ใส่ขาสั้นไปทำงานเพื่อคลายร้อน
- ผู้หญิงญี่ปุ่นค้านผู้ชายใส่กางเกงขาสั้นไปทำงาน บอกเป็น “การคุกคามด้วยขนหน้าแข้ง”
- ชาวญี่ปุ่นประท้วงทาคาอิจิค้านเสริมกำลังทหาร รัฐบาลคะแนนนิยมลดฮวบ
ที่มาข้อมูล : The Strait Time
ที่มารูปภาพ : AFP
