
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับโลกร้อนอาจเร่งให้ “แผ่นดินไหว” ในเอเชียเกิดบ่อยขึ้น ไทยต้องจับตาความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
แม้ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกตามธรรมชาติ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอาจทำหน้าที่เป็น "ตัวกระตุ้น" (Trigger) ให้รอยเลื่อนที่สะสมความเครียดไว้เป็นเวลานานปลดปล่อยพลังงานเร็วขึ้นหรือบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ของทวีปเอเชีย
รอยเลื่อนที่มีพลังคือรอยแตกของเปลือกโลกที่แผ่นหินทั้งสองฝั่งพยายามเคลื่อนผ่านกัน แต่เกิดการติดขัด ทำให้พลังงานความเครียดสะสมอยู่ใต้รอยเลื่อนเป็นเวลานาน เมื่อมีปัจจัยที่ทำให้สมดุลของแรงเค้นเปลี่ยนแปลง ก็อาจเร่งให้รอยเลื่อนปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแผ่นดินไหวได้เร็วขึ้น
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับโลกร้อนอาจเร่งให้ “แผ่นดินไหว” ในเอเชียเกิดบ่อยขึ้น ไทยต้องจับตาความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
แม้ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกตามธรรมชาติ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอาจทำหน้าที่เป็น "ตัวกระตุ้น" (Trigger) ให้รอยเลื่อนที่สะสมความเครียดไว้เป็นเวลานานปลดปล่อยพลังงานเร็วขึ้นหรือบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ของทวีปเอเชีย
รอยเลื่อนที่มีพลังคือรอยแตกของเปลือกโลกที่แผ่นหินทั้งสองฝั่งพยายามเคลื่อนผ่านกัน แต่เกิดการติดขัด ทำให้พลังงานความเครียดสะสมอยู่ใต้รอยเลื่อนเป็นเวลานาน เมื่อมีปัจจัยที่ทำให้สมดุลของแรงเค้นเปลี่ยนแปลง ก็อาจเร่งให้รอยเลื่อนปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแผ่นดินไหวได้เร็วขึ้น
หนึ่งในกลไกสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาคือ การละลายของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำหนักมหาศาลที่เคยกดทับเปลือกโลกลดลง เปลือกโลกจึงเกิดการ "ดีดตัวกลับ" หรือ Isostatic Rebound การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อสมดุลของแรงเค้นบริเวณรอยเลื่อนในเอเชียใต้และเอเชียกลาง และอาจกระตุ้นให้รอยเลื่อนที่มีความเครียดสะสมอยู่แล้วเกิดการเคลื่อนตัวและเกิดแผ่นดินไหวได้ง่ายขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งคือแรงดันของน้ำใต้ดิน (Pore-Fluid Pressure) ซึ่งสัมพันธ์กับฝนที่ตกหนักมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อนทำให้ระบบมรสุมในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แปรปรวน ส่งผลให้บางพื้นที่เผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง มวลน้ำจำนวนมหาศาลสามารถซึมลงสู่ใต้ดินและแทรกตัวเข้าไปตามรอยแตกของหิน เมื่อแรงดันน้ำเพิ่มสูงขึ้น น้ำจะทำหน้าที่เสมือนสารหล่อลื่น ลดแรงเสียดทานระหว่างรอยเลื่อน ส่งผลให้รอยเลื่อนเคลื่อนตัวและปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นแผ่นดินไหวได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกยังเป็นอีกปัจจัยที่ได้รับความสนใจ งานวิจัยของสถาบันวิจัยธรณีศาสตร์ GFZ ประเทศเยอรมนี ระบุว่า มวลน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นสามารถเพิ่มแรงกดบนเปลือกโลกใต้มหาสมุทร และอาจรบกวน "นาฬิกาแผ่นดินไหว" (Seismic Clock) บริเวณเขตมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก หรือ Subduction Zones ทำให้แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตมีโอกาสเกิดเร็วขึ้นหรือถี่ขึ้นในบางพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้เขตมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลักโดยตรง แต่ก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา สปป.ลาว และบริเวณเกาะสุมาตรา ซึ่งมีรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่ยังมีพลัง หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง คลื่นไหวสะเทือนสามารถส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยได้
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลางตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนที่เกิดจากตะกอนแม่น้ำเจ้าพระยา ดินลักษณะนี้มีคุณสมบัติขยายคลื่นแผ่นดินไหว หรือ Amplification ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจากพื้นที่ห่างไกล เช่น เมียนมาหรือภาคเหนือของไทย ผู้ที่อาศัยอยู่บนอาคารสูงในกรุงเทพมหานครอาจรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ชัดเจนกว่าหลายพื้นที่ และมีโอกาสเกิดความเสียหายมากขึ้นหากอาคารไม่ได้ออกแบบรองรับแรงสั่นสะเทือน
แม้ภาวะโลกร้อนจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการเกิดแผ่นดินไหว แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเป็นปัจจัยที่เร่งหรือกระตุ้นให้รอยเลื่อนที่สะสมความเครียดอยู่แล้วปลดปล่อยพลังงานเร็วขึ้นในบางพื้นที่ของโลก ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรติดตามทั้งสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนที่มีพลังในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- “ญี่ปุ่น” เฝ้าระวังแผ่นดินไหวซ้ำ หลังเจออาฟเตอร์ช็อกกว่า 100 ครั้ง ยอดเสียชีวิตเพิ่มเป็น 18 ราย
- "ห้างอิออนถล่ม" ธุรกิจคิวชูชะงัก แผ่นดินไหว เขย่าคุมาโมโตะ
- พบผู้เสียชีวิต 13 ราย จากตึกถล่มหลังแผ่นดินไหวคุมาโมโตะ
- ไขความลับ "นามาซุ" ปลาดุกทำนายแผ่นดินไหว ตำนานหรือวิทยาศาสตร์
- “ญี่ปุ่น” แผ่นดินไหว 7.1 เตือนสึนามิ! สูง 1 เมตร
ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : Reuters
